Starbucks Reserve Roastery Nakameguro : Starbucks สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใจกลางกรุงโตเกียว

OverProject

คงไม่มีใครไม่รู้จักร้านกาแฟชื่อดังอย่าง “Starbucks” ร้านกาแฟสัญชาติอเมริกันที่มีสาขามากมายทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย
หลายคน (รวมถึงเราด้วย) ก็เป็นแฟนคลับของแบรนด์นี้อย่างเหนียวแน่น ด้วยคุณภาพของกาแฟ และรสชาติที่มีมาตรฐาน
ทำให้เวลาไปเที่ยวต่างประเทศก็อดไม่ได้ที่จะต้องหาร้าน Starbucks ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในแต่ละเมือง
เพื่อเข้าไปสัมผัสบรรยากาศ และลิ้มลองเมนูพิเศษของแต่ละประเทศในช่วงเวลานั้นๆ

เมื่อปีก่อนเราได้พาไปชมร้าน Starbucks Reserve Roastery ที่ (เคย) เป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
ซึ่งสาขาที่เซี่ยงไฮ้จัดเป็นสาขาแรกของเอเชีย และเป็นเป็นสาขาที่ 2 ของ Starbucks Reserve Roastery ทั่วโลก
มีขนาดใหญ่กว่าสาขาแรกที่เมืองซีแอตเทิลถึง 2 เท่า และจัดว่าเป็นร้าน Starbucks ที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วย
จากร้าน Starbucks Reserve Roastery ทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ ซีแอตเทิล, นิวยอร์ก, เซี่ยงไฮ้ และมิลาน

(หากใครอยากชมรายละเอียด ดูจากรีวิวนี้ได้เลยครับ http://www.porsuke.com/2018/12/24/shanghaicafeguide/ )

เมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมานี้ ทาง Starbucks ได้ทำการเปิด Starbucks Reserve Roastery สาขาที่ 5 ในย่านสุดฮิปอย่าง Nakameguro ใจกลางกรุง Tokyo ซึ่งถือเป็น Starbucks Reserve Roastery สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่แชมป์เก่าอย่างสาขาเซี่ยงไฮ้ มีพื้นที่ 4 ชั้น รวมทั้งหมด 32,000 ตารางฟุต สามารถผลิตกาแฟได้มากถึง 750 ตันต่อปี โดยสาขานี้ออกแบบโดย Kengo Kuma ซึ่งเคยได้รับรางวัลจากการออกแบบร้าน Starbucks สาขาในเมือง Fukuoka โดยผู้ออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากต้นซากุระ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของญี่ปุ่น และเหมาะกับย่าน Nakameguro ซึ่งเป็นจุดชมซากุระยอดนิยมในเมือง Tokyo

ทั้ง 4 ชั้นในร้าน Starbucks Reserve Roastery Nakameguro ประกอบไปด้วย

ชั้นที่ 1 : STARBUCKS RESERVE (ขายกาแฟและ Bakery)
ชั้นที่ 2 : TEAVANA
ชั้นที่ 3 : ARRIVIAMO BAR
ชั้นที่ 4 : AMU INSPIRATION LOUNGE

ในแต่ละชั้นจะมีความพิเศษอย่างไรบ้าง กดเข้าไปอ่านรายละเอียดตามรูปได้เลยครับ

การเดินทาง : Tokyo Metro – Tokyu Toyoko Line ลงสถานี Nakameguro ออกทาง Exit 1 เดินเลียบคลอง Meguro ไปประมาณ 700 เมตร
เวลาเปิดทำการ : 7:00-23:00 น. ทุกวัน

6210_M2_R1plus200_019

บริเวณด้านหน้าร้าน สาขานี้ใช้การตกแต่งด้วยไม้เป็นหลัก ให้บรรยากาศทั้งด้านนอกและด้านในที่ดูอบอุ่น

LM103638

LM103604

เข้ามาเป็นส่วนของชั้นที่ 1 จะพบกับโซนกาแฟ เป็น Bar ขนาดใหญ่ เพดานสูง ด้านข้างเป็นกระจกใสบานใหญ่
ให้ความรู้สึกโปร่ง สบายๆ เหมาะแก่การนั่งจิบกาแฟ

LM103600

มีที่นั่งรอบบาร์ให้เราได้นั่งชมบาริสต้า drip กาแฟได้อย่างใกล้ชิด
ด้านหลังบาร์เป็นเครื่องคั่วกาแฟขนาดใหญ่ ที่สูงถึง 17 เมตร มีท่อส่งเมล็ดกาแฟที่คั่วเสร็จแล้วไปยังจุดต่างๆ ของร้านด้วย

ss01

LM103669

เดินเข้าร้าน ทางด้านขวาจะเป็นโซนขายของที่ระลึกรวมถึงเมล็ดกาแฟชนิดต่างๆ
Exclusive เฉพาะสาขานี้เท่านั้น

LM103602

ด้านในสุดก่อนเดินขึ้นชั้น 2 จะเป็นโซนขายพวก Bakery อบกันสดๆ ใหม่ๆ
ส่งตรงมาจากร้าน “Princi” ร้าน Bakery ชื่อดังจากมิลาน ประเทศอิตาลี

LM103650

ชั้น 2 เป็นโซน TEAVANA ใครรักการดื่มชา และอยากลิ้มลองรสชาติชาใหม่ๆ แนะนำอย่างยิ่งครับ

LM103653

ชั้น 2 นี้เป็นโซนเล็กๆ มีโต๊ะนั่งประมาณ 4-5 โต๊ะ และสามารถนั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ได้
มีเมนูชาพิเศษของที่นี่ให้ได้ลองชิมก่อนสั่งด้วย

LM103655

ชา Strawberry Mint Oolong ที่ทางร้านให้ลองชิม อร่อยมากๆ

LM103635

อีกมุมหนึ่งของชั้น 2 จะมีใบชาขาย ให้กลับไปชงที่บ้านได้

LM103610

มาต่อกันที่ชั้น 3 ความพิเศษของชั้นนี้คือการนำกาแฟ มาผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (และ Non-alcohol)
มีหลากหลายเมนูให้ได้ลองสั่งมาชิมกัน

LM103630

ด้านนอกของชั้น 3 มีระเบียงให้ได้นั่งชมวิวริมคลอง Meguro
ถ้าได้มาช่วงฤดูใบไม้ผลิบริเวณนี้จะเต็มไปด้วยดอกซากุระ คงสวยงามเหมาะแก่การมาถ่ายรูปมากแน่ๆ

LM103626

Arriviamo Cocktail Bar

LM103620

LM103621

เมนูที่เราได้ลองสั่งมา คือ Espresso Lovers Cherry Cola (ราคา 1,000 เยน)
เป็นเมนูพิเศษเฉพาะของ Starbucks Reserve Roastery เท่านั้น
รสชาติคล้ายกับ Cherry Coke ผสมกับ Espresso Shot แต่มีความนุ่มกว่า และไม่ซ่ามากเหมือนโค้กทั่วไป
ใครดื่มกาแฟไม่เป็นหรือไม่ชอบกาแฟเข้มๆ แก้วนี้ดื่มง่ายมากครับ

LM103617

ปิดท้ายกันที่ชั้น 4 ชั้นบนสุดของร้านที่ดัดแปลงให้เป็น “โรงงานกาแฟ”
และมีพื้นที่ไว้ให้เป็นโซนสำหรับการเรียนรู้เรื่องกาแฟสำหรับลูกค้าด้วย

LM103612

LM103614

มองจากด้านบนจะเห็นว่าเครื่องคั่วกาแฟของที่นี่มันใหญ่มากกกก

LM103661

และนี่ก็คือทั้งหมดของ Starbucks Reserve Roastery สาขา Nakameguro, Tokyo ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเราชอบบรรยากาศและเมนูที่หลากหลายมากกว่าสาขาทั่วไป แม้ว่าราคาอาจจะสูงไปนิด แต่เมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้ ก็อยากแนะนำให้ได้แวะมาลองสักครั้ง (แนะนำว่าถ้ามาควรมาแต่เช้านะครับ คนจะได้ไม่เยอะมาก)

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ แล้วไว้เจอกันใหม่ในรีวิวหน้า…สวัสดีครับ 🙂


CONTAX T3 - Mini Review

OverProject

ในยุคที่กล้องฟิล์มกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ราคากล้องฟิล์มและอุปกรณ์ต่างๆ ก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนหลายๆ รุ่นราคานำกล้อง Digital รุ่นใหม่ๆ ไปไกลมากแล้ว โดยเฉพาะพวกกล้องฟิล์ม Compact ที่เป็นที่นิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเพราะหน้าตากล้องที่ดูน่ารัก ขนาดเล็กเหมาะแก่การพกพา บางรุ่นก็ใช้เลนส์ที่มีคุณภาพดี สามารถปรับตั้งค่าหลายๆ อย่างได้เทียบเท่ากล้องใหญ่หรือที่เรียกกล้องกลุ่มนี้ว่ากล้อง Premium Compact และปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาขึ้นเร็ว เพราะมีดารา นักร้อง หรือ Celebrity หลายๆ คนที่เล่นกล้องฟิล์ม เอามาใช้ถ่ายภาพ หรือถือกล้องเท่ๆ ถ่ายรูปลงใน Social Media ของตัวเอง ก่อให้เกิดกระแสนิยมในกล้องรุ่นต่างๆ มากขึ้น

ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงกล้องฟิล์ม Premium Compact ที่จัดว่าเป็นกล้องในฝันของหลายๆ คน และเป็นกล้องฟิล์ม Compact รุ่นที่แพงที่สุดก็ว่าได้ อย่าง CONTAX T3 ที่ราคาค่าตัวเริ่มต้น ณ เวลานี้ (ปี 2019) อยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นกลางๆ สำหรับสีแชมเปญ และ 6 หมื่นบาทขึ้นไปสำหรับสีดำ เพราะอะไรถึงทำให้กล้องรุ่นนี้ราคาพุ่งได้ขนาดนี้ และคุณภาพของภาพที่ได้ จะคุ้มกับราคาค่าตัวหรือไม่ เราจะมารีวิว พร้อมนำรูปที่เราได้ใช้เจ้า CONTAX T3 ตัวเล็กนี้ไปถ่ายในสภาพแสงหลายๆ แบบ มาให้ได้ชมกัน

ใครอยากโดนป้ายยา ตามมาอ่านกันต่อได้เลยครับ…

1601_CNX04pro400_023

CONTAX T3 / Fuji PRO400H

CONTAX T3 เปิดตัวในปี 2001 เป็นรุ่นที่ต่อยอดมาจาก CONTAX T2 กล้องฟิล์ม Compact ยอดนิยมอีกรุ่น โดยจุดเด่นที่ T3 แตกต่างจาก T 2 มีคร่าวๆ ดังนี้

  • ใช้เลนส์ Zeiss Sonnar T* 35 F2.8 เป็นเลนส์รุ่นใหม่ มี Vignette น้อยกว่า ให้ความคม ใส และ Coating ที่ดีกว่า T2 (T2 เป็นเลนส์ระยะ 38 F2.8)
  • มีขนาด body ที่เล็กและบางกว่า
  • Focus ได้ใกล้ขึ้น ระยะใกล้สุดคือ 35 cm
  • Speed Shutter ได้ไวถึง 1/1,200 จากเดิมใน T2 ได้แค่ 1/500 (ยกเว้นถ้าถ่ายที่ F2.8 จะได้เร็วสุดที่ 1/500)
  • สามารถเลือกถ่ายที่ F2.8 ได้เลย (ต่างจาก T2 ที่จะสามารถถ่าย F2.8 ได้เฉพาะใน Mode P เท่านั้น)
  • Auto Focus แม่นขึ้นและเร็วขึ้นกว่า T2
  • กล้องใช้ถ่าน CR2 เพียง 1 ก้อนเท่านั้น (T2 ใช้ถ่าน CR123)

5908_Fuji_Sup200_034

CONTAX T3 / Fuji Superior 200

การใส่ฟิล์ม / กรอฟิล์ม เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ค่า ISO อ่านจาก DX code ได้เลย จะชดเชยแสง +/- สามารถตั้งค่าได้จากเมนูในกล้อง

6109_TYO_plus200_024

CONTAX T3 / Kodak Colorplus 200

การใช้งานก็ไม่ยากเลย มองไปใน View finder จะมีจุดตรงกลางเป็นจุดโฟกัส กด Shutter ลงครึ่งหนึ่งเพื่อโฟกัส / recompose แล้วกดย้ำลงไปเพื่อถ่ายรูปได้เลย เหมาะแก่การถ่าย snap / street เป็นอย่างยิ่ง กล้องตัวเล็กๆ แบบนี้ยิ่งไม่เป็นที่สนใจของคนทั่วไปเท่าไรด้วย

1603_jpplus200_046

CONTAX T3 / Kodak Colorplus 200

การใช้งานของเรา ส่วนใหญ่จะตั้งไว้ที่ Mode P เพื่อให้กล้องคิดให้หมดเลย เพราะสะดวกดี และตัวกล้องเองก็วัดแสงได้ฉลาดมาก
รูปที่ได้จากเลนส์ของ T3 คม Contrast จะเยอะหน่อย และเก็บรายละเอียดได้ดี

6111_NYC01_Lomo400_021

CONTAX T3 / Lomography F2 / 400

รูปนี้เราตั้งใจถ่ายย้อนแสง ยังโฟกัสแม่น และเก็บรายละเอียดได้ดีมาก

6111_NYC_E100R2_034

CONTAX T3 / Kodak E100

ถึงแม้จะมีรูรับแสงกว้างแค่ F2.8 แต่การถ่ายภาพ Portrait ก็ทำได้ดี ลักษณะ Bokeh ก็จะออก Smooth นวลเนียนตามสไตล์เลนส์รุ่นใหม่ๆ ต่างจากเลนส์ของ T2 ที่จะเป็นวง ขึ้นขอบชัดตามสไตล์เลนส์เก่า

6109_TYO2_plus200_016

CONTAX T3 / Kodak Colorplus 200

ด้วยระยะโฟกัสที่ใกล้เพียง 35 cm ทำให้สามารถถ่ายเน้นวัตถุเพื่อละลายฉากหลังได้ดี

6111_NYC_E100R1_028

CONTAX T3 / Kodak E100

6109_TYO2_plus200_005

CONTAX T3 / Kodak Colorplus 200

เรื่อง Distortion มีให้เห็นได้บ้าง จะเป็นลักษณะป่องกลาง โดยเฉพาะเวลาถ่ายจ่อใกล้ๆ
แต่ถ้าถ่ายไกลๆ ก็ไม่ค่อยบวมมากนัก ถ่ายตึก / Interior พอได้อยู่

6110_CNRT_PRO400_033

CONTAX T3 / Fuji PRO400H

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดของเจ้า T3 คือ Skin tone และการ render ของเลนส์ Sonnar T* ตัวนี้
ให้สีสันจัดจ้าน  อมเหลืองหน่อยๆ เหมาะกับคนชอบใช้ฟิล์มสี

ลองไปชมภาพอื่นๆ ที่เราถ่ายจาก CONTAX T3 ด้วยฟิล์มหลากหลายชนิดกันครับ

1601_CNX03pro400_003

CONTAX T3 / Fuji PRO400H

1601_CNX03pro400_031

CONTAX T3 / Fuji PRO400H

5908_Fuji_Sup200_009

CONTAX T3 / Fuji Superior 200

5908_Fuji_Sup200_068

CONTAX T3 / Fuji Superior 200

6109_TYO_plus200_007

CONTAX T3 / Kodak Colorplus 200

6111_NYC_E100R1_008

CONTAX T3 / Kodak E100

6111_NYC_E100R1_037

CONTAX T3 / Kodak E100

6111_NYC_E100R2_001

CONTAX T3 / Kodak E100

6111_NYC_E100R2_016

CONTAX T3 / Kodak E100

6111_NYC_E100R2_028

CONTAX T3 / Kodak E100

และนี่ก็เป็น Mini Review จากการใช้งานจริงของเรา อาจจะไม่ได้รีวิวในส่วนของการใช้งานแฟลช เพราะปกติไม่ค่อยได้ถ่ายด้วยแฟลชเท่าไร และก็ไม่ถนัดในการใช้แฟลชด้วย เลยไม่ได้พูดถึงรายละเอียดในส่วนนี้ สำหรับข้อดีหลายๆ อย่างเราได้กล่าวถึงไปแล้ว โดยส่วนตัวเราค่อนข้างชอบภาพที่ได้จากกล้องและเลนส์ตัวนี้ โดยเฉพาะเรื่องสีสันของภาพ ความคม และการ render จากเลนส์ของ T3 ยิ่งใครที่ชอบถ่ายระยะ 35mm และไม่อยากแบกกล้องตัวใหญ่ กล้องตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์มาก

ส่วนข้อเสียสำหรับเรา หลักๆ เลยคือเรื่องของราคา ที่ต้องบอกว่ามันค่อนข้าง Overprice ไปมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ (แต่ถ้าอยากซื้อเพราะความสะดวกในการพกพา และเรื่องของความเท่ ก็จัดไปได้เลย) และเรื่องที่จะต้องคิดให้เยอะกับการใช้กล้อง Compact ฟิล์มก็คือเรื่องการซ่อม เพราะอะไหล่หายาก และบางอาการอาจซ่อมไม่ได้ ใครที่กำลังหาซื้อกันอยู่แนะนำให้หาตัวที่สภาพดีๆ เวลาซื้อก็ Test กันให้ละเอียดในทุกๆ Function เพราะถ้าเสียแล้วอาจกลายเป็นที่ทับกระดาษราคาแพงไปได้เลย

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าเพื่อนๆ ที่กำลังอยากได้กล้องตัวนี้ หรือกำลังหาข้อมูลเพื่อเลือกซื้อกล้อง Compact มาใช้งานสักตัว จะได้ข้อมูลจากรีวิวนี้ไปพอสมควรนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านด้วยครับ 🙂


Srinaman - พักกาย พักใจ กับที่พักกลางทุ่งนาที่เมืองน่าน

OverProject 4

ถ้าจะให้แนะนำจังหวัดที่น่าเที่ยวในช่วงฤดูฝนแบบนี้ “น่าน” เป็น 1 ในตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่เราอยากแนะนำให้มา เพื่อจะได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์บนยอดดอย วิถีชีวิตที่สงบ เนิบช้า ผู้คนใจดี และที่สำคัญช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ทุ่งนาเขียวขจี เหมาะแก่การมาถ่ายรูปมากที่สุด

ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้มาเที่ยวจังหวัดน่าน ก่อนไปเราจึงหาข้อมูลเกี่ยวกับที่พักที่น่าสนใจในจังหวัด และเราก็มาสะดุดตากับ “ศรีนาม่าน” ที่พักที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาในอำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน ที่ใครมาพักก็ต้องได้รูปสวยๆ กลับไปอวดเพื่อนอย่างแน่นอน

LM102816

แต่ที่นี่ไม่ได้สวยแค่รูป เพราะสิ่งที่เราสัมผัสได้ตั้งแต่มาถึงและตลอดการเข้าพัก คือ ความใส่ใจของเจ้าของและพนักงาน การบริการที่เรียกว่า “เกินคาด” และชอบที่เขา “คิด” มาแล้วในทุกๆ รายละเอียดว่าทำอย่างไรให้แขกที่มาพักกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกประทับใจและทำให้อยากกลับมาพักที่นี่อีก เราจึงอยากมาแนะนำ “ศรีนาม่าน” ให้ได้รู้จัก และหาโอกาสไปสัมผัสความน่ารักของที่นี่สักครั้ง

ถ้าอยากรู้ว่าที่นี่มีดียังไงบ้าง…ตามไปอ่านกันได้เลยครับ

sr01

ความประทับใจแรกตั้งแต่มาถึงที่นี่…

มีพนักงานไปรอต้อนรับตั้งแต่ที่รถ เดินมาที่ Lobby ก็มี welcome drink เป็นน้ำอัญชันน้ำผึ้งมะนาวโซดา เพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี เราได้เจอกับพี่พร พนักงานที่เป็นผู้ดูแล มาทักทายและแนะนำที่พักให้ เราเลือกพักห้องฮันนีมูน พูลสวีท 1 ราคา 5,500 บาท (ราคานี้สำหรับ 2 คน ถ้าเสริมเตียงเพิ่ม 1,500 บาท) ซึ่งพี่พรได้แจ้งเราว่าจะมี Afternoon tea set / อาหารเย็น /อาหารเช้า ไปเสิร์ฟให้ที่ห้อง โดยเขาจะให้เราเลือกเมนูอาหารตั้งแต่ตอนเช็คอินเลย

นอกจากนี้ยังมี Amenities Set ที่พิเศษมากๆ เพราะที่นี่เขาทำ Amenities เอง แต่ละ Set ประกอบไปด้วยสบู่ แชมพู โลชั่น และ Gel bath ที่เอาไว้ใส่อ่างอาบน้ำ มีให้เลือกทั้งหมด 4 กลิ่น และมี Tester ให้ได้ลองเพื่อเลือกกลิ่นที่ชอบ

LM102777

เช็คอินเรียบร้อย พี่พรก็พาเราเดินเข้าไปที่ห้องพักของเรา จุดที่สองที่เราจะผ่านเข้ามาคือส่วนของ Restaurant ที่สามารถมานั่งจิบ Afternoon tea หรือทานอาหารได้ (สำหรับห้องพักแบบอื่นๆ)  แต่เราไม่ได้มาทานที่นี่ เพราะห้องพูลสวีทเขาจะเอาไปเสิร์ฟให้ถึงที่เลย  VIP สุดๆ

LM102857

ด้านล่างของส่วน Rastaurant นี้ จะเป็นที่เตรียมอาหารของพนักงาน
และมีชุดชาวเหนือให้แขกที่มาพักแวะมายืมชุดไปใส่ถ่ายรูปได้

LM102842

ขึ้นมาบนชั้น 2 ของ Restaurant จะเป็นส่วนที่ให้แขกที่เข้าพักมานั่งทานอาหาร จิบชาได้
จิบไปชมวิวสวยๆ แบบนี้ไป มันดีมาก

LM102852

ทางเดินภายในที่พักจะเป็นไม้ไผ่มาสานกันแบบนี้ ได้ฟีลที่ดีกลมกลืนไปกับธรรมชาติ

LM102854

ส่วนนี้สามารถมาถ่ายรูปได้ และช่วงอาหารเย็นแขกที่เข้าพักก็สามารถมานั่งทานอาหารเย็นที่นี่ได้เช่นกัน

LM102799

เดินมาถึงบริเวณหน้าห้องพักของเรา มีเจ้าถิ่นเดินมาส่งด้วย

LM102790

และนี่คือห้องฮันนีมูน พูลสวีท 1 ที่เราจะพักในคืนนี้
ด้านนอกมีสระว่ายน้ำ ด้านขวาเป็นเถียงนาที่เขาจะเอาเซ็ท Afternoon tea และอาหารอีก 2 มื้อมาเสิร์ฟที่นี่

LM102780

บรรยากาศด้านในห้องพัก

LM102786

ภายในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำที่เปิดหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวทุ่งนาเขียวๆ
สามารถแจ้งพนักงานให้มาช่วยตีฟองในอ่างอาบน้ำได้ด้วย

LM102798

เดินมาที่เถียงนา ชั้นล่างมีชิงช้าให้ไกวเล่น ชมวิวทุ่งนาเพลินๆ

LM102805

ขึ้นมาบนชั้นสอง จุดนี้เอาไว้นอนเล่น ถ่ายรูป พลางจิบชาไปด้วย วิวดีมาก ถ่ายรูปกันรัวๆ

LM102814

อีกฝั่งของเพียงนาชั้น 2 เอาไว้นั่งทานข้าว ชมพระอาทิตย์ตก โรแมนติกมาก

sr02

เซ็ท Afternoon Tea ของเรา เสิร์ฟมาในกรงนก น่ารักเชียว
ปล.อันนี้ไม่ต้องจ่ายเพิ่มนะ รวมอยู่ในราคาห้องพักแล้ว

LM102935
LM102912

จิบชา พักขาจนหายเมื่อยแล้ว ก็ได้เวลาออกไปถ่ายรูปกัน
มุมถ่ายรูปเยอะมาก ถ่ายไว้เอามาลง Instagram ได้เป็นเดือนๆ

sr03

มาช่วงฤดูฝน ก็จะได้วิวทุ่งนาเขียวๆ แบบนี้ เห็นแล้วสดชื่น

LM102923

Costume เมืองเหนือไม่ได้มีแต่ของผู้หญิง ชุดผู้ชายก็มีให้ยืมนะ หนุ่มๆ ไม่ต้องน้อยใจ
sr04

เจ้าถิ่นอีกตัวมานั่งเล่นกับเราระหว่างถ่ายรูปด้วย น้องชื่อสเตฟาน น่ารัก นุ่มนิ่มมาก

LM102954

ได้เวลามื้อเย็น พนักงานก็นำเซ็ทอาหารเหนือที่เราสั่งไว้มาเสิร์ฟที่เถียงนาชั้น 2
แถมจัด Prop มาให้ได้ถ่ายรูปเต็มที่ รสชาติอร่อย ที่สำคัญคือเติมได้ไม่อั้น

sr05

อิ่มแล้วได้เวลามาแช่น้ำ ก่อนแช่ก็เรียกพนักงานให้มาช่วยตีฟองในอ่างให้
แล้วโพสท่าจิบไวน์ถ่ายรูปอวดเพื่อนเก๋

LM102992

ตื่นเช้าออกมาถ่ายรูปกับทุ่งนาก่อนกลับซะหน่อย

sr06

ปิดท้ายก่อนกลับด้วยอาหารเช้า ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะทานที่เถียงนา หรือจะทานในสระว่ายน้ำ แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ เลยต้องเลือกให้มาเสิร์ฟที่เถียงนาเหมือนตอนมื้อเย็น

ตอนเช็คอินเขาจะให้เราเลือกเมนูอาหารที่เป็นเมนูหลักก่อน มีให้เลือก เช่น ข้าวต้มหมู, สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า, ไข่ข้น ให้เลือกได้คนละ 1 อย่าง และจะมีเมนูเสริม เช่น ขนมครก ข้าวเหนียวหน้าสังขยา ผลไม้ ซุป ขนมปัง ฯลฯ ขอเติมได้เช่นเคย เรียกได้ว่ากินกันจนอิ่มเลยแหละ

และนี่ก็คือความประทับใจที่เรามีต่อ “ศรีนาม่าน” หากเพื่อนๆ ไปเที่ยวน่าน ลองหาโอกาสไปพักกันดูสักครั้งนะครับ
แนะนำให้จองที่พักตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจำนวนห้องมีไม่มาก สามารถจองโดยตรงกับทาง Facebook Page ของที่พักได้เลย

ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านรีวิวกันนะครับ แล้วไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้า …


Kyushu into the wild : ขึ้นเขา เข้าป่า พาเที่ยวคิวชูฤดูร้อน

OverProject 3

ไปเที่ยวญี่ปุ่นตามเมืองยอดนิยมอย่าง Tokyo, Osaka, Sapporo มาก็เยอะแล้ว
ทริปนี้เราจะพาทุกคนหลีกหนีความวุ่นวาย ไปสัมผัสกับธรรมชาติสวยๆ ที่ภูมิภาค Kyushu กันบ้าง
โดยที่เที่ยวหลักๆ ที่เราจะพาไปในทริปนี้อยู่ที่จังหวัด Kumamoto, Miyazaki และ Oita
รับรองว่าแต่ละที่มีมุมเด็ดๆ ให้ได้ไปถ่ายรูปสวยๆ กลับมาอย่างแน่นอน

และความพิเศษสุดๆ ของทริปนี้ก็คือ เราได้นั่งไฟลท์ปฐมฤกษ์ของสายการบิน Thai AirAsiaX
ที่ทำการบินตรงสู่เมือง Fukuoka เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา
ทำให้เราสามารถเดินทางไปเที่ยวภูมิภาค Kyushu ได้อย่างสบายๆ และประหยัดมากกว่าเดิม

ถ้าอยากรู้ว่า Kyushu ในช่วงฤดูร้อน มีที่เที่ยวที่ไหนน่าสนใจบ้าง
ตามไปอ่านกันได้เลยครับ…

DSC03796

ขับรถ ชมวิวภูเขาไฟ Aso ภูเขาไฟชื่อดังของภูมิภาคคิวชู

DSC03250

เดินเล่นถ่ายรูปที่สวน Suizenji สวนสวยกลางเมือง Kumamoto

DSC03141

เอาใจสาย Cafehopping ด้วยคาเฟ่เท่ๆ กาแฟดีๆ ที่ควรแวะชิม

DSC03064

ทริปนี้เป็นการเดินทางที่ฉุกละหุกมากครับ เพราะเราได้ตั๋วก่อนออกเดินทางเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น เนื่องจากเราจะได้เดินทางไป Fukuoka ด้วยไฟลท์ปฐมฤกษ์ของสายการบิน ThaiAirAsiaX ซึ่งเริ่มทำการบินไฟลท์แรกในวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยจะทำการบิน 4 ไฟลท์ / สัปดาห์ ทำให้เราสามารถเดินทางไปเที่ยวในภูมิภาคคิวชูได้ง่าย เพราะเป็นไฟลท์บินตรง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงเท่านั้น และที่สำคัญก็คือ ราคาประหยัดเหมาะกับคนชอบเที่ยวอย่างเรามากเลยล่ะ

พอเดินทางมาถึงสนามบิน Fukuoka ก็ได้รับการต้อนรับไฟลท์ปฐมฤกษ์ด้วยป้ายนี้…

DSC03063

สำหรับไฟลท์ปฐมฤกษ์นี้ ทางสนามบิน Fukuoka ก็เตรียมมุมถ่ายรูปและของที่ระลึกมอบให้กับผู้โดยสารที่เดินทางในไฟลท์นี้ทุกท่านด้วยครับ เป็นการต้อนรับที่น่ารักและอบอุ่นดีจริงๆ

รายละเอียดวันและเวลาที่มีไฟลท์บินตรงสู่ Fukuoka

ดอนเมือง – Fukuoka : 23.40 น. – 7.00 น. (ของวันถัดไป ตามเวลาของญี่ปุ่น)
Fukuoka – ดอนเมือง : 7.45 น. – 11.45 น.

จะเห็นได้ว่าไฟลท์ขาไป เวลาดีงามมาก เพราะบินดึกถึงเช้า ถึงปุ๊บออกเที่ยวต่อได้เลย
ส่วนไฟลท์ขากลับแม้จะเป็นไฟลท์เช้า แต่ด้วยความที่สนามบินอยู่ใกล้กับตัวเมืองมาก หากพักที่โรงแรมแถวสถานี Hakata สามารถนั่ง Subway รอบเวลา 5.55 น. ซึ่งเป็นรอบแรกของวัน ใช้เวลาเพียง 5 นาที มาถึงสนามบินอาคาร Domestic แล้วต่อ Free Shuttle Bus ไปยังอาคาร International (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) หรือถ้าอยากสะดวกและไม่ห่วงเรื่องงบ ก็นั่ง Taxi มาได้เลยครับ

สิ่งที่อยากจะเตือนสำหรับไฟลท์เช้าแบบนี้ ก็คือ

  • บริเวณแสกนกระเป๋าเพื่อผ่าน ตม. เปิดทำการเวลา 6.45 น. ดังนั้น Check-in เสร็จแล้ว ควรไปต่อแถวรอเข้าเลยครับ ไม่อย่างนั้นคิวจะยาวมาก เดี๋ยวจะตกเครื่องได้
  • ร้านอาหารในสนามบินส่วนใหญ่เปิดเวลา 7.30 น. ถึงผ่านด่าน ตม. เข้ามาแล้วด้านในมี Minimart เล็กๆ ที่เปิดอยู่ที่เดียว ถ้าซื้ออาหารพกติดตัวมาได้ ก็จะดีครับ ยกเว้นถ้าซื้ออาหารบนเครื่องไว้ก็รอไปทานบนเครื่องได้เลย

DSC03069

ด้านหน้าสถานี JR Kumamoto

จากสนามบิน Fukuoka เข้าเมืองสะดวกที่สุดโดยการใช้ Subway ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น
เพียงแต่ว่าเราต้องนั่ง Shuttle bus จากอาคาร International ไปยังอาคาร Domestic ก่อน (นั่งฟรีครับ) แล้วค่อยต่อ Subway เข้าไปที่สถานี Hakata (ค่า Subway 260 เยน)

แต่ทริปนี้เราจะไม่ได้เที่ยวใน Fukuoka (อ้าว) สถานี Hakata เลยเป็นแค่ทางผ่านของเรา
เพราะเราจะเดินทางด้วย Shinkansen ต่อไปที่จังหวัด Kumamoto ครับ ใช้เวลาเดินทางจากสถานี Hakata ประมาณ 40 นาทีเท่านั้น
เราเลือกใช้ JR North Kyushu Pass แบบ 3 วัน ราคา 8,500 เยน ซึ่งแนะนำว่าควรซื้ออย่างยิ่งหากเดินทางด้วย Shinkansen
เพราะค่า Shinkansen ไป – กลับ ก็เกือบจะเกินค่า JR Pass ไปแล้ว อีกอย่างก็คือเราสามารถใช้เป็นส่วนลดในการเข้าสถานที่ท่องเที่ยวบางจุดได้ด้วยนะ

IMG_E668E8D0DD48-1

ถึงสถานี Kumamoto ก็เจอกับเจ้าถิ่นอย่าง Kumamon มารอต้อนรับเราด้วย

DSC03085

การเดินทางท่องเที่ยวในตัวเมือง Kumamoto ที่สะดวกสบายที่สุดคือการนั่งรถรางครับ
รถรางที่นี่จะมี 2 สาย คือ สีแดง (A-Line) และ สีฟ้า (B-Line)
ด้านหน้าสถานี JR Kumamoto จะมีเฉพาะสายสีแดงเท่านั้น ซึ่งสายนี้ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างปราสาท Kumamoto, สวน Suizenji หรือจะแวะไปพบปะ Kumamon ที่ Kumamon Square ก็ได้เช่นกัน ค่ารถเหมาจ่ายรอบละ 170 เยน

DSC03081

ถ้าแพลนเที่ยวต้องนั่งรถราง 3 เที่ยวขึ้นไป แนะนำให้ซื้อ Kumamoto City Tram 1 Day Pass ราคา 500 เยนไปเลยครับ คุ้มและสะดวกมาก
สามารถซื้อได้ที่ Information Center ด้านในสถานี JR Kumamoto

DSC03088

บรรยากาศภายในรถราง

fuk01

Gluck Coffee Spot

นั่งรถรางสายสีแดงมาลงที่ป้ายเบอร์ 11 (Torichosuji) แล้วเดินต่อเข้าไปในซอยอีกประมาณ 300 เมตร จะเจอคาเฟ่ที่ด้านหน้าร้านตกแต่งด้วยไม้สีเข้มๆ ให้อารมณ์ขรึมๆ นิ่งๆ ดูน่าค้นหาอย่างร้าน Gluck Coffee Spot ตอนหาข้อมูลร้านกาแฟในเมือง Kumamoto ร้านนี้เป็นร้านที่มีคนลงรูปเยอะที่สุด เลยค่อนข้างมั่นใจว่าที่นี่ต้องมีอะไรดีๆ แน่นอน และก็ไม่ผิดหวังที่ได้แวะมา

DSC03137

เข้ามาด้านในร้านชั้น 1 จะเจอกับเคาน์เตอร์สำหรับสั่งกาแฟ และบาร์ให้นั่งจิบกาแฟและสนทนากับบาริสตาได้อย่างใกล้ชิด

DSC03104

เราเลือกสั่ง Iced drip Coffee ไป ซึ่งทางร้านจะมีเมล็ดให้เราเลือกประมาณ 3-4 อย่าง
ส่วนคนที่ไม่ดื่มกาแฟก็มีเมนู Non-Coffee ให้สั่งอยู่นะ มีขนมด้วย

DSC03136

ชั้น 2  ของร้านจะมีที่นั่งเยอะกว่า และจัดได้ดูโปร่งโล่งดี
โชคดีมากที่ตอนเราไปไม่มีคนเลย

DSC03120

ระหว่างรอกาแฟก็มีมุมให้ถ่ายรูปเล่นได้

DSC03116

Iced drip coffee & Iced Lemonade

fuk02

hara donuts

ร้านโดนัทน่ารักๆ ที่เราสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ร้านอยู่ในซอยระหว่างทางเดินเข้าไปที่ Gluck Coffee Spot

DSC03168

มีโดนัทให้เลือกสั่งหลากหลายแบบ (แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย ต้องให้พนักงานช่วยแนะนำ) ภายในร้านไม่มีที่นั่งนะ ต้อง Take away เท่านั้น

DSC03196

ออกจากซอยแล้วเดินข้ามถนนมาอีกฝั่ง จะเป็นย่านการค้าของเมือง Kumamoto ที่เรียกว่า Shimotori Street ซึ่งรายล้อมไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารมากมาย มีร้านฮิตๆ ของคนไทยอย่าง ABC Mart, Don Quijote และร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆ หลายร้าน

DSC03194

บรรยากาศใน Shimotori Street

DSC03203

Kumamon Square

มาถึงถิ่นทั้งที จะไม่แวะมาพบปะหมีเจ้าถิ่นอย่าง Kumamon ก็คงจะเหมือนมาไม่ถึงเมือง Kumamoto เราจึงแวะไป Meet & Greet กับ Kumamon ที่ Kumamon Square ซึ่งสามารถเดินมาจาก Shimotori Street ได้ไม่ไกลนัก หรือจะนั่งรถรางมาลงที่ป้ายเบอร์ 12 Suidocho ก็ได้เช่นกัน

แต่ก่อนมาก็ควรเช็คก่อนนะว่า Kumamon จะออกมาพบปะแฟนๆ ตอนไหนบ้าง โดยเช็คตารางเวลาได้ที่
https://www.kumamon-sq.jp/en/index.html

แนะนำว่าถ้าอยากได้ที่นั่งด้านใน ควรไปก่อนอย่างน้อย 1 ชม. เพราะถ้าไปช้า อาจต้องชมอยู่ด้านนอกแบบเราก็ได้ T_T

DSC03207

กิจกรรมทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการร้องเล่นเต้นรำกับ Kumamon ดูแล้วก็น่ารักสนุกสนานไปกับเขาได้ และที่น่ารักมากคือ Kumamon ก็พยายามจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมที่ยืนอยู่ด้านนอกเรื่อยๆ เรียกได้ว่า Take care ทุกคนได้อย่างดีทีเดียว

DSC03212

พอจบการแสดงแล้ว เราสามารถเดินเข้าไปด้านในได้ จะมีห้องทำงานของ Kumamon ให้ไปนั่งถ่ายรูปได้
และมีร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ล่อตาล่อใจและดึงดูดเงินในกระเป๋าได้เป็นอย่างดี

DSC03231

Suizenji Park

สวนสวยชื่อดังของเมือง Kumamoto เพราะในสวนได้ย่อส่วนสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งภูเขาไฟฟูจิ ทะเลสาบบิวะ เสา Torii สีแดงสด เอามาไว้รวมกันอยู่ในสวนนี้ โดยมีฉากหลังเป็น City view ที่ดูตัดกับความเขียวชอุ่มและความเงียบสงบภายในสวน

การเดินทางก็ไม่ยาก เพียงแค่นั่งรถรางสายสีแดงมาลงที่ป้าย Suizenji Park และเดินต่อมาที่สวนอีกประมาณ 300 เมตร
ค่าเข้าชม 400 เยน (ถ้ามี JR Pass ลดราคาเหลือ 360 เยน)

DSC03228

เห็นภูเขาไฟฟูจิในรูปนี้ไหม?

DSC03233

มีศาลเจ้าอยู่ภายในสวนด้วย

DSC03242

ที่นี่ Kumamoto นะ ไม่ใช่ Fushimi inari shrine ที่ Kyoto

DSC03269

Okoshiki beach

1 ใน 100 ชายหาดที่สวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามมากๆ เช่นกัน หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อชายหาดนี้มาก่อน แต่ที่เราตัดสินใจมาที่นี่เพราะดูจากรูปแล้วมันสวยงามมากจริงๆ และก็เดินทางมาจาก JR Kumamoto ด้วยรถไฟเพียง 40 นาทีเท่านั้น โดยนั่งมาลงที่สถานี Oda แล้วเดินจากสถานีไปที่ชายหาดอีกประมาณ 1 กม.

DSC03305

สถานี Oda เป็นสถานีเล็กๆ จะเห็นว่าภายในสถานียังติดรูปชายหาด Okoshiki ซึ่งจะมีบางช่วงเวลาที่สามารถชมชายหาดที่นูนขึ้นเป็นสันดอนเรียงตัวสวยงามแบบนี้ น่าเสียดายเพราะวันที่เราไปไม่ได้เจออย่างในรูป แต่วิวที่ได้เจอก็สวยงามไม่แพ้กันนะ

DSC03265

บริเวณริมชายหาด Okoshiki ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน

DSC03287

สีท้องฟ้าก่อนพระอาทิตย์ตก และคลื่นที่เรียงตัวมากระทบฝั่ง
ยิ่งนั่งดูนานๆ ก็ยิ่งรู้สึกดี สวยงามและผ่อนคลายมากเลยทีเดียว

DSC03297

มาเที่ยวที่นี่จะได้เจอตากล้องทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติมารอเก็บภาพพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า
เราก็เป็นหนึ่งในคนที่นั่งรออยู่ตรงนั้น

DSC03304

ควรวางแผนเรื่องเวลาในการมาเที่ยวที่นี่ให้ดี เพราะรถไฟทั้งขาไปและกลับ มีเพียงชั่วโมงละ 1 เที่ยวเท่านั้น แนะนำว่าควรมาถึงก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกอย่างน้อยสัก 30 นาที และเผื่อเวลาเดินกลับสถานีอย่างน้อยสัก 10 นาที เพราะถ้าพลาดรถไฟแล้วรอนาน แถมบริเวณรอบๆ ไม่มีร้านค้าร้านอาหารให้นั่งรอด้วยนะ

DSC03359

วันที่ 2 ของการเดินทาง เราเช่ารถขับจาก Kumamoto เป็นเวลา 2 วัน เพื่อไปเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียง และปิดท้ายที่ภูเขาไฟ Aso ครับ ที่เลือกเช่ารถ เพราะเป็นวิธีที่สะดวก และประหยัดเวลามากที่สุด เพราะการเดินทางไปตามสถานที่เที่ยวที่เราจะไปต่อจากนี้ มี Public transportation เช่น รถบัส หรือ รถไฟก็จริง แต่จำนวนรอบต่อวันมีเพียง 1 – 2 รอบเท่านั้น และใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าขับรถไปเองด้วย ที่สำคัญคือเราไม่สามารถแวะเที่ยวรายทางได้ เพราะตามทางที่ไปก็อาจจะมีสถานที่ที่น่าสนใจให้ได้แวะเที่ยวถ่ายรูปได้เช่นกัน

การเช่ารถที่ญี่ปุ่นก็ไม่ยากครับ อย่างของเราเลือกจองผ่าน agent เจ้าหนึ่ง ค่าเช่าต่อวันรวมค่าประกันและค่าน้ำมันแล้ว อยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ซึ่งถ้าไปกันสัก 3 – 4 คน หารออกมาก็ยังถือว่าประหยัดกว่านั่งรถบัสหรือไป Join กับ Local Tour ครับ

ส่วนการขับรถในญี่ปุ่นก็ไม่ได้ยาก และปลอดภัยมาก เพียงแต่เราควรจะต้องศึกษากฎจราจรของบ้านเขา ที่มีความแตกต่างกับบ้านเราอยู่บ้าง ซึ่งเราได้เคยเขียนเกี่ยวกับการขับรถในญี่ปุ่นไว้ในกระทู้นี้ http://www.porsuke.com/2018/01/21/fukushima_day4/ สามารถเข้าไปอ่านกันได้ครับ

DSC03320

Takachiho Gorge

ขับรถจาก Kumamoto ประมาณ 1 ชม.ครึ่งเพื่อมาที่ Takachiho Gorge ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัด Miyazaki บริเวณนี้เป็นผาหินสูงชัน ทอดตัวยาวถึง 7 กม. ภาพที่คุ้นตาและถือเป็น Signature ของที่นี่ก็คือน้ำตกจากผาสูง และมีคนพายเรือล่องผ่านช่องแคบของผา น่าเสียดายที่ช่วงเราไปเขางดไม่ให้พายเรือ เนื่องจากพายุเข้าและกระแสน้ำแรงมาก อาจเป็นอันตรายได้

DSC03333

นอกจากบริเวณน้ำตกที่เป็นจุดไฮไลท์แล้ว เรายังสามารถเดินเลาะไปตามทางระยะไม่ไกลนัก เพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติในบริเวณนี้ มีจุดสวยๆ ให้แวะถ่ายรูปได้ตลอดทาง ยิ่งถ้าได้มาที่นี่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี น่าจะยิ่งงดงามมากกว่านี้ไปอีก

fuk03

DSC03377

ชมวิวสวยๆ เสร็จแล้ว ที่นี่ยังมีไฮไลท์อีก 1 อย่าง ก็คือ การชิมโซเมน (เป็นเส้นคล้ายโซบะ) ที่ต้องใช้ทักษะในการคีบอย่างว่องไว เพราะทางร้านจะปล่อยโซเมนให้ไหลมาตามน้ำทางกระบอกไม้ไผ่ ลูกค้าอย่างเราก็ต้องนั่งจ้องรอโซเมนที่จะไหลมาและต้องรีบคีบให้ได้ เป็นวัฒนธรรมการกินที่ดูตื่นเต้นดี ถ้าได้มาแวะเที่ยวที่นี่ก็อย่าลืมไปลองชิมดูนะครับ

DSC03389

Kuju Flower Park

สวนดอกไม้ขนาดใหญ่ 220,000 ตร.ม. ที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูง Kuju มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงมากมาย และเป็นสถานที่เที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด Oita สามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งปี เพียงแต่ดอกไม้ที่มีก็จะหมุนเวียนไปตามฤดูกาล น่าเสียดายที่ช่วงที่เราไปดอกไม้ในหลายสวนเริ่มเหี่ยว หลายสวนกำลังจะเริ่มปลูกดอกไม้ใหม่เพื่อรอต้อนรับหน้าร้อน ทำให้เข้าชมได้เป็นบางส่วนเท่านั้น

การเดินทางมาที่นี่ควรเช่ารถขับมาครับ เพราะไม่มีรถสาธารณะผ่าน
ค่าเข้าชมสวน 1,300 เยน (แต่ช่วงที่เราไปชมไม่ได้หลายสวน เลยได้ส่วนลดเหลือ 1,000 เยน)

DSC03393

แม้สวนดอกไม้หลายสวนจะถ่ายไม่ได้ แต่ในสวนก็มีมุมให้ถ่ายรูปได้อยู่นะ

DSC03396

สวนแรกที่เรามาแวะคือ “เนิน Lavender” ซึ่งช่วงที่เราไปน่าจะเลยช่วงพีคมาแล้ว แต่ก็ยังพอชมได้อยู่

DSC03402

Landscape ของสวนอาจจะไม่ได้อลังการณ์เท่า Tomita Farm ที่ Hokkaido แต่ก็พอถ่ายรูปได้อยู่นะ

DSC03407

DSC03434

DSC03439

ส่วนต่อมาคือ “ป่าไฮเดรนเยีย” นี่ก็เลยช่วงพีคมาแล้วเหมือนกัน T_T

66606311_2269177273196198_3508031851744722944_o

DSC03486

DSC03463

ส่วนสุดท้ายที่เราชอบมาก คือ เรือนกระจกแอนทิล ในเรือนกระจกนี้เต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสดใส หลากหลายชนิด
แม้จะเป็นเรือนกระจกที่ไม่ได้กว้างนัก แต่มีมุมให้ถ่ายรูปเพลินมาก สาวๆ ที่ชอบถ่ายรูปกับดอกไม้ฟินแน่นอน

DSC03456

DSC03471

DSC03479

บรรยากาศของสวนดอกไม้ด้านนอก เจ้าหน้าที่กำลังเร่งปลูกดอกไม้เพื่อรอรับฤดูร้อน

DSC03535

Aso Base Backpacker

คืนนี้เราพักที่ Hostel น่ารัก ที่ Location ดีมากอย่าง Aso Base Backpacker เพราะที่นี่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก JR Aso Station และอยู่ปากทางขึ้นเขา Aso เลย ที่สำคัญคือเรื่องอาหารการกินไม่ต้องกังวล เพราะบริเวณใกล้เคียงมีร้านอาหาร และร้านสะดวกซื้ออย่าง Lawson อยู่ใกล้กับ Hostel มากๆ ส่วนใครชอบแช่ออนเซ็น ไม่ไกลจาก Hostel จะมีโรงแรมที่มีบริการออนเซ็นอยู่ สามารถซื้อตั๋วจาก Hostel ได้เลยในราคาพิเศษ

DSC03533

เดินเข้ามาด้านในจะเจอ Reception อยู่ทางขวามือ เจ้าของสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี

DSC03532

ด้านซ้ายเป็นส่วน Common Room มีทั้งโต๊ะทานข้าวและมุมให้นั่งอ่านหนังสือ

DSC03534

มีครัวให้ใช้ได้ มีเตา ไมโครเวฟ ตู้เย็น พร้อมเลย

DSC03523

ชั้น 2 จะเป็นส่วนของห้องพัก มีห้องน้ำรวมซึ่งแยกห้องอาบน้ำ และห้องสุขาออกจากกัน

DSC03524

ห้องอาบน้ำมีส่วนแห้งและส่วนเปียก สะอาดดีมาก น้ำแรงสุดๆ มีสบู่ แชมพูให้พร้อม

DSC03526

ระเบียงด้านนอกชั้น 2 สามารถมองเห็นภูเขาไฟ Aso ได้ เสียดายที่ฟ้าไม่ค่อยเปิดเลยเห็นได้ไม่ชัด

DSC03517

เราเลือกพักห้องแบบเตียงสองชั้น / ห้องน้ำรวม
ขนาดห้องไม่กว้างนัก แต่มีส่วนให้เก็บของเป็นสัดส่วนดี

DSC03541

Daikanbo

วันสุดท้ายของทริป เราจะเที่ยวกันในเมือง Aso ทั้งวัน ก่อนจะขับรถกลับไปคืนที่สถานี Kumamoto แล้วต่อ Shinkansen กลับไปที่ Fukuoka วิธีการเดินทางเที่ยวในตัวเมือง Aso ที่ดีที่สุดคือการเช่ารถขับ เพราะที่เที่ยวส่วนใหญ่อยู่บนเขา และมีจุดชมวิวที่เราสามารถแวะถ่ายรูประหว่างทางได้ตลอด เริ่มต้นวันกันที่จุดชมวิวบนยอดเขา Daikanbo ซึ่งสามารถชมวิวเมือง Aso, ภูเขาไฟ Aso และที่ราบสูง Kuju ได้จากจุดนี้ โชคไม่ดีที่ฟ้าไม่เปิด ทำให้เราเก็บภาพบรรยากาศของที่นี่มาได้แบบทึมๆ เมฆครึ้มๆ ไปหน่อย

DSC03549

รายล้อมไปด้วยเนินเขาสีเขียว

DSC03554

จากจุดนี้ถ้าอากาศดีเราจะเห็นเมือง Aso ทั้งเมืองถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูง

DSC03586

มีเส้นทางให้ Trekking ช่วงสั้นๆ ถ้ามีเวลาก็น่าเดินนะ

DSC03593

Imakin Shokudou

ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังของเมือง Aso ดังขนาดไหนดูปริมาณคนที่มาต่อคิวตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดสิ เรามาถึงตอน 10.30 น. ร้านเปิด 11.00 น.
เราได้คิวเข้าไปทานตอน 11.40 น. ถ้าไม่ดังจริงคงไม่ตั้งใจรอขนาดนี้

DSC03642

ในร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ ใครไม่ทานเนื้อก็มีเมนูไก่ให้สั่ง แต่ไหนๆ มาถึงแล้วเราก็ต้องจัดเมนูดังของเขามาลอง
นั่นก็คือ Akaushi Don ราคาจานละ 1,740 เยน

fuk05

เนื้อทาซอสแล้วน้ำไปย่างให้ด้านนอกเกรียมนิดๆ ด้านในยังเป็นเนื้อแดงหน่อยๆ โปะด้วยไข่ออนเซ็นเหยาะโชยุลงไปสักนิด
สมราคาคุยและคุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ

DSC03640
หน้าร้านอาหารฝั่งตรงข้ามก็มีมุมให้ถ่ายรูปนะ

DSC03615

Tanzvongras Cafe

ระหว่างรอคิวข้าวหน้าเนื้อ ใกล้ๆ กันมีคาเฟ่ที่เด่นสะดุดตาอยู่ตรงหัวมุมถนน และคำว่า COFFEE สีเขียวตัวใหญ่แปะอยู่ที่กระจกร้าน ทำให้เราเดินตรงไปที่ร้านเพื่อไปจิบกาแฟฆ่าเวลาสักหน่อย

DSC03598

ด้านในร้านไม่ใหญ่นัก แต่บรรยากาศในร้านน่ารักมาก ตกแต่งด้วยเก้าอี้พับเหมือนเวลาเราไป Camping

fuk04

เจ้าของร้านที่ควบหน้าที่ Barista ด้วย ก็พูดภาษาอังกฤษได้ดี
ให้คำแนะนำเรื่องกาแฟ และตั้งใจ drip กาแฟให้ลูกค้าเป็นอย่างมาก

DSC03629

กาแฟรสชาติดี แถมด้วยความใส่ใจจากเจ้าของร้าน
และมีกิมมิคเล็กๆ ด้วยการเขียนข้างแก้ว Custom ไปให้สำหรับลูกค้าแต่ละคน

DSC03662

อิ่มท้องแล้ว เราก็เดินทางต่อเพื่อขึ้นมาชมวิวบนภูเขาไฟ Aso
บอกเลยว่าควรเช่ารถขับมาอย่างยิ่ง เพราะระหว่างทางมีจุดให้แวะถ่ายรูปเยอะจริงๆ

DSC03657

DSC03656

มาช่วงหน้าร้อน บนภูเขาก็จะเต็มไปด้วยหญ้าสีเขียว ดูสดชื่นดี

DSC03672

Mount Aso Nakadake Crator

เป็นจุดชมปากปล่องภูเขาไฟ Aso ซึ่งแต่เดิมจะมี Ropeway ให้ขึ้นไปชม น่าเสียดายที่หลายปีที่ผ่านมาภูเขาไฟ Aso ยังคงมีการประทุอยู่ ไม่สามารถขึ้นไปชมวิวที่ปากปล่องทั้งทาง ropeway, Shuttle bus และเดินขึ้นไป เพราะระยะ 1 กม.จากปากปล่องยังถือเป็นจุดที่อันตรายอยู่

DSC03668

ไหนๆ ก็ขับขึ้นมาแล้ว เดินออกมาชมวิว สูดกลิ่นกำมะถันกันสักหน่อย

DSC03800

Kusasenri

ทุ่งหญ้า Kusasenri ขอยกให้เป็นจุดที่เราชอบมากที่สุดในทริปนี้เลย บริเวณนี้อยู่ก่อนขึ้นไปถึง Aso Nakadake Center เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ด้านหลังเป็นเนินเขาและมีที่ราบสูงรายล้อม มีบึงน้ำขนาดใหญ่อยู่ 2 จุดใกล้กัน มีมุมให้ถ่ายรูปได้เยอะมาก กิจกรรมยอดนิยมของที่นี่ก็คือการขี่ม้าชมวิวและถ่ายรูปเล่นนี่แหละ

DSC03673

บริเวณนี้มีลานจอดรถ และร้านค้าร้านอาหาร เป็นจุดที่ใครมาเที่ยว Aso ก็ต้องแวะ ค่าจอดรถ 400 เยน

DSC03682

DSC03751

ทุ่งหญ้าและเนินเขากว้างใหญ่แค่ไหน เทียบได้จากตัวคน

DSC03783

ใครอยากขี่ม้าก็มาติดต่อบริเวณนี้ได้เลย

DSC03775

DSC03774
DSC03795

จุดชมวิวมุมสูง จะเห็นทุ่งหญ้า Kusasenri และปากปล่องภูเขาไฟ Aso เป็น background

DSC03802

ระหว่างทางขับรถกลับเข้าเมือง Kumamoto ก็ยังมีจุดชมวิวให้แวะถ่ายรูปได้อีก

DSC03815

เนินเขาสีเขียวที่เห็นได้แทบทุกรีวิวที่มาเที่ยว Aso

DSC03818

Tokyu Stay Hakata

คืนสุดท้ายก่อนกลับ เราเลือกมาพักที่โรงแรมแถวสถานี Hakata เพราะไฟล์ทขากลับต้องออกแต่เช้า สำหรับโรงแรม Tokyu Stay Hakata ทำเลอาจจะเดินไกลจากสถานี Hakata มานิดนึง (ประมาณ 400 เมตร) แต่ก็เป็นโรงแรมที่ราคาโอเค และบรรยากาศในห้องพักดีมาก

fuk06

เซอร์ไพรซ์สุดคือมีเครื่องซักผ้าในห้องเลยจ้า พนักงานมีผงซักฟอกแถมมาให้ด้วย

DSC03826

วิวจากห้องพัก

DSC03658

และนี่ก็คือทริป 3 วัน 3 คืนในคิวชูของเรา ที่จริงแล้วยังมีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจอีกเยอะ
ก็หวังว่ารีวิวนี้จะพอเป็นประโยชน์และกระตุ้นความอยากมาเที่ยวคิวชูให้หลายๆ คนได้นะครับ

แล้วครั้งหน้าจะพาไปเที่ยวที่ไหนอีก อย่าลืมกด Like เพจ ThirtyWander ไว้ให้ดีนะครับ

ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านกันครับ…


Digital vs Film : ภาพแบบไหนถูกใจกว่ากัน ?

6206_lomo100_037ยุคนี้มีกล้อง Digital ดีๆ ตั้งหลายยี่ห้อ ทำไมยังต้องใช้กล้องฟิล์มอีก?

กล้องฟิล์มบางรุ่น เลนส์บางยี่ห้อ ก็แพ้งแพง แล้วมันดีสมราคาจริงหรือเปล่า?

กล้องฟิล์มถ่ายยาก กะแสง กะ Compose ไม่ถูก ทำไมยังชอบรูปจากฟิล์ม?

ฟิล์มดีกว่า Digital ยังไง?

นี่คือคำถามส่วนหนึ่งที่คนใช้กล้องฟิล์มคงได้ประสบพบเจอมาบ้าง
รีวิวนี้เราจึงทำการทดลองเล่นๆ โดยใช้กล้องฟิล์ม และกล้อง Digital ติดเลนส์ระยะ 50 mm
ยืนถ่ายที่จุดเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน Compose รูปใกล้ๆ กัน
มาให้ได้ลองเปรียบเทียบดูว่าชอบแบบไหนมากกว่า
และให้ลองทายกันเล่นๆ ว่ารูปไหนถ่ายจากกล้องฟิล์มบ้าง (เฉลยตอนท้ายนะ)
และเราจะปิดท้ายด้วย Comment ในมุมมองของเราเล็กๆ น้อยๆ จากการทดลองครั้งนี้ให้อ่านกันด้วย

อุปกรณ์ที่ใช้ในรีวิวครั้งนี้

Digital : Sony a7III / Leica Summilux 50 ASPH (เปิดที่ F1.4 ทุกรูป)
Film : Nikon F80 / Nikkor 50 F1.8D (เปิดที่ F1.8 ทุกรูป) / Lomo 100
Model Instagram : @cookies_milkshake , @gunnkws

P01

1
P03

2

P02

3

P06

4

P05

5

P08

6

P16

7

P09

8

P07

9

P11

10

P10

11

P12

12

P17

13

P13

14

P14

15

P04

16

P1517

เป็นยังไงบ้างครับกับรูปทั้งหมดที่ได้ชมกันไป
ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่ายังไงโทนแบบฟิล์มมันก็เป็นอะไรที่ Unique มาก ยากจะหาอะไรมาแทนได้
แม้ว่าเรื่องของความคม หรือดีเทล ที่เครื่องแสกนของทางร้านอาจจะทำได้ไม่ดีเท่ากับเซนเซอร์ดีๆ ในกล้อง Digital รุ่นใหม่ๆ
แต่โทนสี มิติ และ Mood ของฟิล์ม ก็มีความสวยงามในแบบของฟิล์มอยู่

รีวิวนี้อาจจะไม่ได้คุมปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเลนส์หรือ Preset ที่ใช้ก็ไม่ได้เป็น Preset สีแบบเดียวกับฟิล์ม
แต่ก็หวังว่าจะพอทำให้ได้เห็นความแตกต่างของผลลัพธ์ที่ได้ ว่าแบบไหนคือแบบที่ชอบ และเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับสไตล์ของเรานะครับ

ไว้ถ้ามีโอกาสทดลองถ่ายรูปอะไรสนุกๆ แบบนี้อีก จะเอามาแชร์ให้ได้อ่านกันครับ

ขอบคุณที่ติดตามครับผม

เฉลยรูป

1 : ซ้าย = Digital ขวา = Film

2 : ซ้าย = Digital ขวา = Film

3 : ซ้าย = Film ขวา = Digital

4 : ซ้าย = Film ขวา = Digital

5 : : ซ้าย = Digital ขวา = Film

6 : ซ้าย = Digital ขวา = Film

7 : บน = Film ล่าง = Digital

8 : ซ้าย = Film ขวา = Digital

9 : ซ้าย = Digital ขวา = Film

10 : ซ้าย = Digital ขวา = Film

11 : ซ้าย = Digital ขวา = Film

12 : ซ้าย = Film ขวา = Digital

13 : บน = Digital ล่าง = Film

14 : ซ้าย = Digital ขวา = Film

15 : ซ้าย = Film ขวา = Digital

16 : ซ้าย = Film ขวา = Digital

17 : บน = Digital ล่าง = Film


Morocco Travel Guide : เที่ยว Morocco ไม่ Go ไม่รู้ !

IMG_6156

Morocco มีอะไรน่าเที่ยวเหรอ?

นั่นสิ…ประเทศนี้จะมีอะไรให้เที่ยวนะ
นอกจากรูปสถาปัตยกรรมสวยๆ ที่เราเห็นจาก Instagram
และชื่อเมืองดังๆ อย่าง Marrakesh และ Casablanca
เราก็ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับประเทศนี้เลย

แต่เพราะความอยากรู้ และตั้งใจว่าทุกปีจะต้องหาประเทศใหม่ๆ ไปเที่ยวสักครั้ง
ทำให้เราเริ่มหาทีม และตัดสินใจกดจองตั๋ว ก่อนที่จะเริ่ม search ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนี้ซะอีก
และหลังจากได้กลับมาแล้ว ก็พบว่า Morocco เป็นประเทศที่ครบเครื่อง
ทั้งสถานที่เที่ยวตามธรรมชาติ ที่สวยงาม อลังการ
สถาปัตยกรรมที่งดงามและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
พิพิธภัณฑ์ที่เก๋ และมีเรื่องราวน่าค้นหา
ที่สำคัญคือ เที่ยวง่าย ค่อนข้างปลอดภัย และไม่แพงอย่างที่คิด!

เราจึงอยากนำเสนอ Morocco ในมุมมองของเรา
และข้อมูลการเตรียมตัว รวมถึงสถานที่เที่ยวที่รับประกันว่าไปยังไงก็ได้รูปสวยๆ กลับมาแน่นอน

ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปเที่ยว Morocco ด้วยกันได้เลยครับ…
DSC00610

เที่ยว Morocco ช่วงไหนดี?

Morocco ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาเหนือ ตอนเหนือของประเทศอยู่ใกล้กับประเทศสเปนและทะเลเมดิเตอเรเนียน โดยมีช่องแคบยิบรอลตาร์กั้นอยู่ ด้านตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทางตะวันออกติดกับประเทศแอลจีเรีย ทิศใต้ติดกับประเทศมอริเตเนีย

Morocco เที่ยวได้เกือบทั้งปี ยกเว้นช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน ควรหลีกเลี่ยงเพราะอากาศจะร้อนมาก โดยส่วนตัวเราว่าตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม – กลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับช่วงฤดูใบไม้ผลิ เป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะอากาศกำลังเย็นสบาย เสื้อผ้าไม่ต้องเตรียมอะไรมากนัก  อย่างทริปของเราไปช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเกือบจะเข้าช่วง Low season แล้ว อากาศเริ่มร้อน (แต่ยังร้อนน้อยกว่าฤดูร้อนบ้านเรา) แต่มีข้อดีก็คือราคาที่พักไม่แรงเท่าช่วง High Season ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน และโชคดีที่ฟ้าเปิดทุกวัน มาเจอฝนวันสุดท้ายก่อนกลับวันเดียว

สายการบินไหนดี?

ขณะนี้ยังไม่มีสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปถึง Morocco นักท่องเที่ยวมักบินจากยุโรปต่อไป Morocco หรือใช้สายการบินตะวันออกกลาง ที่นิยมได้แก่ Etihad, Emirates, Qatar แต่ราคาของสายการบินกลุ่มนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นปลายๆ ถึง 3 หมื่นกลางๆ ซึ่งมีอีก 2 สายการบินที่ช่วงหลังมักจะมีโปรโมชั่นไป Morocco ราคาอยู่ที่ 2 หมื่นต้นๆ เช่น Oman Air (Transit ที่ Muscat) และ Gulf Air (Transit ที่ Bahrain)

สำหรับทริปนี้เราเลือกบินกับ Oman Air ไปลงที่ Casablanca ได้ราคาตั๋วอยู่ที่คนละประมาณ 22,xxx บาท ซึ่งเราว่ามันคุ้มค่ามากๆ ที่ตัดสินใจเลือกบินกับ Oman Air เนื่องจากเวลา Transit แต่ละขาอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 ชม. ซึ่งไม่นานจนเกินไป และขาไปไปถึง Casablanca ประมาณ 8 โมงเช้า ทำให้เริ่มเที่ยวได้ทันที สนามบินที่ Oman ก็สวยงาม ทันสมัย ห้องน้ำสะอาด ที่ชอบมาก คือ ไฟลท์ที่ออกจาก Oman เช่น Oman ไป Casablanca หรือ Oman กลับกรุงเทพฯ ผู้โดยสารไม่เยอะ ทำให้เราเลือกที่นั่งไว้นอนเหยียดขาได้สบายๆ

DSC01700

ไป Morocco ต้องใช้ VISA ด้วยนะ!

จองตั๋ว จองที่พัก และวางแผนการเดินทางคร่าวๆ ให้พร้อม แล้วเตรียมเอกสารไปขอ VISA ก่อนบินไป Morocco ด้วย โดยขอ VISA ได้ที่สถานเอกอัครราชทูตโมรอคโค อาคาร Sathorn City Tower ชั้น 12 (ชั้นเดียวกับที่ไปขอ VISA ฝรั่งเศส) สามารถยื่นเอกสารได้ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่ 9.30 – 12.00 น. และมารับ VISA ได้เวลา 14.00 – 17.00 น. ใช้เวลาในการดำเนินการไม่เกิน 7-10 วัน ค่าธรรมเนียม VISA 719 บาท (ณ วันที่ 19 เมษายน 2562) ค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น แนะนำให้โทรไปสอบถามที่สถานทูตก่อนไปยื่นเอกสาร (ควรเตรียมเงินไปให้พอดีกับค่าธรรมเนียม)

เอกสารที่ใช้ในการยื่นวีซ่า

  • Application Form (สามารถ Download ได้จาก http://www.moroccoembassybangkok.org/visa.html.pdf )
  • หนังสือรับรองสถานะทางการเงิน (Bank Certificate) ชื่อสะกดตรงตาม Passport, ต้องมีตราประทับและลายเซ็นจากธนาคาร
  • หนังสือรับรองการทำงานภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “To whom it may concern” แทนชื่อสถานฑูตที่ยื่น ระบุตำแหน่ง
    ระยะเวลาการทำงาน และเงินเดือน
  • แผนการเดินทางคร่าวๆ + รายชื่อผู้ร่วมทริป
  • สำเนา Booking เครื่องบินและที่พักทั้งหมด
  • Passport + สำเนาหน้าแรกที่มีรูป
  • รูป 1.5 x 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ
  • สำเนาบัตรประชาชน + คำแปลเป็นภาษาอังกฤษ (สามารถใช้แบบฟอร์มการแปลได้จาก http://www.consular.go.th/main/th/form/1421/21818-ตัวอย่างคำแปลแบบฟอร์มเอกสารราชการ.html )
  • ประกันเดินทาง วงเงินขั้นต่ำ 1,500,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า 719 บาท (อาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราแลกเปลี่ยน)

***เอกสารที่เป็นสำเนาทั้งหมด ไม่ต้องเซ็นสำเนาถูกต้อง***

DSC00938

เดินทางใน Morocco อย่างไรดี ?

วิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด คือ รถยนต์ จะเป็นการเช่ารถ หรือ เช่ารถพร้อมคนขับก็ได้ หรือถ้าไม่อยากแพลนอะไรด้วยตัวเอง ก็มี Local Tour ให้บริการหลากหลายเจ้า ทริปของเราครั้งนี้ใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับ (ที่พูดภาษาอังกฤษได้ และเป็นไกด์ทัวร์ให้บ้าง) จาก https://www.realmoroccotours.com รถที่เช่าเป็น Minivan นั่งได้ประมาณ 4-5 คน ราคา 180 Euro / คัน / วัน (รวมค่าน้ำมันและทางด่วน) โดยเราติดต่อกับทัวร์ทาง E-Mail ส่งแพลนไปให้ เราเป็นคนจัดการจองที่พักและวางแผนสถานที่เที่ยวเอง ยกเว้นวันที่นอน Camp ที่ Sahara เราให้เขาช่วยจองให้ 1 คืน โดยทางทัวร์จะตอบกลับเรื่องราคามาทาง E-Mail ไม่ต้องจ่ายมัดจำใดๆ แต่ก่อนบินประมาณ 2-3 วัน ต้อง Confirm ทาง E-Mail และนัดหมายเรื่องวัน-เวลาที่ไปถึง เพราะเขาจะให้รถมารับที่สนามบิน

หากใครอยากเช่ารถขับเอง ก็สามารถทำได้ แต่ต้องเตือนไว้ว่าใน Morocco ถนนส่วนใหญ่เป็นถนนสองเลนวิ่งสวนกัน บางช่วงเป็นทางลัดเลาะเขา และหากที่พักเป็น Riad ที่อยู่ภายใน Medina ก็จะลำบากเรื่องหาที่จอดรถพอสมควร อาจจะต้องวางแผนเรื่องการเดินทางและที่พักให้ดี อ้อ ที่นี่ขับพวงมาลัยด้านซ้ายนะ เหมือนทางยุโรปเลย

color-map-of-morocco-country-vector-8088750

วางแผนการเดินทาง

ถ้าอยากเที่ยวเมืองหลักให้ครบ โดยไม่ต้องเหนื่อยมากนัก แนะนำว่าควรมีเวลาสัก 10-14 วัน ก็สามารถเก็บได้ทั่วประเทศ จะได้ไม่เหนื่อยกับการนั่งรถมากเกินไปด้วย โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะเริ่มต้นที่ Casablanca หรือ Marrakech แล้วเที่ยววนทวนเข็มนาฬิกา เช่น Casablanca – Marrakech – Ouarzazate – Sahara Dessert – Meknes or Fes – Chefchaouen – Rabat – Casablanca เป็นต้น ข้อดีของการวนแบบนี้ ก็คือจะเดินทางไกลๆ ตั้งแต่วันแรกๆ (โดยเฉพาะเส้นทางจาก Ouarzazate – Sahara Dessert – Meknes or Fes) ทำให้วันท้ายๆ ของการเดินทางไม่ต้องเหนื่อยมากนัก    แต่ทริปของเราเลือกที่จะเที่ยวตามเข็มนาฬิกาสวนทางกับคนอื่น เพราะเราอยากให้วันท้ายๆ อยู่ที่เมืองท่องเที่ยวหลักๆ เผื่อไว้ซื้อของฝากในวันท้ายๆ

และนี่คือแผนการเดินทางตลอด 8 วันของเรา…

Day 1 – ถึง Casablanca เที่ยว Hassan II Mosque / เดินทางต่อไป Rabat / เที่ยวและพักที่ Rabat
Day 2 – เดินทางไป Chefchaouen แต่เช้า / เที่ยวและพักที่ Chefchaouen
Day 3 – เดินทางไป Fes / Fes Medina Tour / พักที่ Fes
Day 4 – เดินทางไป Sahara Desert ที่เมือง Merzouga / พักที่ Desert Camp
Day 5 – เดินทางไป Ouarzazate / Ait Ben Haddou / พักที่ Ouarzazate
Day 6 – เดินทางไป Marrakech / Yves Saint Laurent Museum & Jardin Majorelle / Jamaa el-Fna / พักที่ Marrakech
Day 7 – เที่ยวใน Marrakech Medina / Bahia Palace / เดินทางกลับ Casablanca
Day 8 – เดินทางกลับกรุงเทพฯ

DSC00415

เลือกที่พักแบบไหนดี?

ที่พักที่ควรจะต้องพักอย่างน้อยสัก 1 คืน คือ พักที่ Riad ซึ่ง Riad ก็คือบ้านสไตล์ Morocco ที่เขาเอามาทำเป็น Bed & Breakfast แต่ละเมืองก็จะมี Riad ให้เลือกหลากหลายแบบ เมืองที่มี Riad สวยๆ ให้เลือกก็คือ Marrakech ความสวยก็แปรตามราคา ใครงบเยอะก็มีตัวเลือกมากหน่อย ส่วนพวก Riad ที่โด่งดังใน Instagram ก็จะเต็มค่อนข้างเร็ว ขนาดเราเข้าไปดูล่วงหน้า 4-5 เดือนยังจองไม่ทันเลย ดังนั้นถ้าใครมีแพลนอยากไป ก็ไปส่องๆ Riad ที่สนใจและรีบจองไว้แต่เนิ่นๆ

เราจะมาแนะนำ Location ที่ควรเลือกพักจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสบรรยากาศของแต่ละเมืองมาให้คร่าวๆ แล้วกัน ส่วนจะเลือกพักที่ไหน จะโรงแรมหรือ Riad อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบและงบประมาณของเพื่อนๆ เลยแล้วกัน

Casablanca : เราพักที่ Hotel Odyssee Center ข้อดีก็คือโรงแรมนี่อยู่ในย่านธุรกิจ มีร้านอาหาร ร้านค้า Fast Food และอยู่ไม่ไกลจาก Old Medina ของเมือง สามารถเดินไป Hassan II Mosque ได้ แถบนี้มีอีกโรงแรมที่ราคาย่อมเยาว์คือ Ibis City Center

Rabat : เป็นเมืองที่มีจุดท่องเที่ยวสำคัญอยู่แถว Old Medina (Medina คือ ตลาดอะ แต่เป็นตลาดที่สเกลใหญ่กว่า และไม่ได้มีเฉพาะขายของเท่านั้น แต่จะมีบ้านเรือนผู้คน ร้านอาหารต่างๆ อยู่ในนั้นด้วย) ถ้าเน้นเดินเที่ยวสะดวก หาที่พักแถวย่านเมืองเก่าก็เที่ยวง่ายหน่อย แต่เอาจริงๆ ตกกลางคืนก็ไม่ควรออกมาเดินเล่นนะ ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไร

Chefchaoune : แนะนำว่าควรนอนใน Medina เท่านั้น เพราะสามารถเดินถ่ายรูปได้สะดวก ยิ่งถ้าตื่นเช้า ทัวร์ยังไม่ลง พวกมุมถ่ายรูปยอดนิยมก็จะโล่ง มีมุมให้เดินถ่ายรูปเล่นได้สบายมาก

Fes : นอนที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรเลือกนอนในเขตเมืองใหม่ เพราะใน Old Medina เหมาะแก่การไปเดินเที่ยวโดยมีไกด์เท่านั้น เดินเองมีสิทธิ์หลงทางได้

Sahara Desert : ควรนอน Camp เท่านั้น แต่ระดับความหรูหรามีหลากหลาย ลองเลือกที่ถูกใจและเหมาะสมกับเงินในกระเป๋า

Ouarzazate : เราไปเที่ยวแค่ตรง Ait Ben Haddou ซึ่งถ้านอนตรงนั้นได้ก็สะดวกดี มี Hostel และ Riad น่าสนใจให้เลือกหลายที่อยู่ ราคาพอรับได้

Marrakech : เป็นเมืองที่มีโรงแรม, Riad และ Hostel ให้เลือกเยอะมากกกกกกกก ดังนั้นเลือกที่ชอบได้เลย แต่ถ้าเน้นว่าอยากเดินเที่ยวเองแบบเรา นอนใน Medina ก็สะดวกดี เพราะที่เที่ยวใน Medina และจุดถ่ายรูปก็มีเยอะ

DSC01153

แลกเงินไปเท่าไรดี?

Morocco ใช้เงินสกุล Dehram (ย่อว่า DH หรือ MAD) และต้องไปแลกเงินสกุลนี้ที่ประเทศ Morocco เท่านั้น
ถ้าจะแลกเงินสดจากไทยไปต้องแลกเป็นเงิน Dollar หรือ Euro แล้วค่อยเอาไปแลกเป็น Dehram อีกที แนะนำว่าควรเอาเงิน Euro ไปแลกเพราะจะได้เรทที่ดีกว่า Dollar หรือสามารถใช้บัตรเครดิต VISA ไปแลกที่สนามบินได้เลย จะได้เรทที่ดีกว่าการใช้เงินสดแลก

อัตราแลกเปลี่ยนจากเงิน Euro : Dehram ประมาณ 1 Euro = 10 – 11 DH (แล้วแต่อัตราแลกเปลี่ยน) คิดเป็นเงินบาท อยู่ที่ประมาณ 3.6 – 3.8 บาท/ 1 DH คิดเป็นเลขกลมๆ ก็ 1 DH = 4 บาท เวลาคำนวณค่าใช้จ่ายก็ง่ายดี

ที่แลกเงิน แนะนำให้แลกที่สนามบินได้เลย รับกระเป๋าเดินออกจาก Gate แล้ว อย่าเพิ่งออกนอกสนามบิน ให้เดินหาบูทแลกเงินให้เรียบร้อย ก่อนไปเราอ่านรีวิวว่าให้แลกไปนิดเดียวก็พอ แล้วค่อยไปแลกข้างนอกเพราะเรทที่สนามบินไม่ดี แต่เอาจริงๆ เราว่ามันไม่ได้ต่างกันมากขนาดนั้น ถ้ามีแพลนจะใช้จ่ายค่าโรงแรม ค่าเช่ารถอยู่แล้ว แลกไปเลยให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเที่ยวมาหาร้านแลกเงินอีก (แต่ถ้าพักโรงแรม บางโรงแรมก็มีให้แลกนะ แต่เรทจะไม่ดีเท่าตามร้านแลกเงิน)

ส่วนจะแลกไปเท่าไรดี เราไปประมาณ 8 วัน กะว่าใช้วันละ 100 Euro ซึ่งสำหรับเราก็พอดีๆ นะ
ค่ากิน ถ้าไม่ได้กินหรูมาก ตกมื้อละ 100-150 DH เอาอยู่ (ถ้าเจอร้าน Fast Food พวก Set Meal ราคาประมาณ 50-80 DH)
Shopping เราไม่เน้น แต่พวกร้าน Local จะรับเฉพาะเงิน Dehram นะ ถ้าจ่ายเป็น Euro จะเสียเปรียบเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
ตามห้าง หรือ Supermarket ใหญ่ๆ หรือร้านอาหารที่ดูดีหน่อยก็รับบัตรเครดิตนะ แต่ว่าเจอน้อย แนะนำให้ใช้เงินสดชัวร์สุด

***สำหรับค่าใช้จ่ายทริปนี้ต่อคน*** (แบบคร่าวๆ นะครับ)

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน = 22,000 บาท
  • ค่าวีซ่า = 719 บาท
  • ค่าเช่ารถ = 12,000 บาท
  • ค่าที่พัก = 8,000 บาท
  • ค่ากิน + ซื้อของ = 15,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 57,719 บาท / 7 วัน

ชีวิตขาด Internet ไม่ได้ ทำไงดี?

อย่า Roamimg จากไทยไปเป็นอันขาด เพราะเรทค่าโทร ค่าเน็ตโหดมาก!
พวก sim card สำหรับท่องเที่ยวต่างประเทศก็ไม่มีใครไปผูกมิตรกับประเทศนี้เลย
ทางออกที่ดีที่สุด คือ ซื้อ sim card บ้านเขาเนี่ยแหละ เครือข่ายที่นิยมก็มี Moroc telecom / True ราคาซิมตกประมาณ 10 Euro ใช้ได้ 4-5 GB แล้วแต่โปรโมชั่น แนะนำให้ซื้อที่สนามบิน หลังจากแลกเงิน หรือจะซื้อตั้งแต่ก่อนออกจาก Gate เลยก็ได้ มีบูทเครือข่ายโทรศัพท์ให้เลือกอยู่ 2-3 แบรนด์

ส่วนสัญญาณเน็ตบ้านเราดีกว่ามาก บ้านเมืองนี้ยังเป็น 3G ซะส่วนใหญ่ และสัญญาณก็ไม่ค่อยจะแรง เวลาเลือกโรงแรมก็ดูโรงแรมที่มี Wifi ให้ด้วยละกัน

DSC00409

อาหารการกิน

จากประสบการณ์อาหารที่พบเจอในทริป Leh Ladakh เราก็เตรียมความพร้อมในทริปนี้อย่างเต็มที่ เพราะ Morocco เป็นประเทศมุสลิม สิ่งที่คุณต้องเจอคือ เนื้อวัว เนื้อแพะ เนื้อไก่ ไม่นับพวกเครื่องเทศ ที่คนไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศอย่างเราทำใจไว้แล้วว่ายังไงก็ต้องเจอ ทำให้คนกินยากอย่างเราต้องจัดเตรียมมาม่า อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จแพ็คถุง และขนมต่างๆ แพ็คใส่กระเป๋าไปเต็มที่ เพราะมั่นใจมากว่าเราคงอยู่กับอาหาร Morocco ไม่ได้ทุกมื้อแน่ๆ

อาหาร Morocco แทบทุกร้านที่ไกด์พาไป เมนูอาหารจะเหมือนกันแทบทั้งนั้น หลักๆ เลย คือ Morocco Salad (ประกอบไปด้วยผัก เช่น มะเขือเทศ แครอท มันฝรั่ง คลุกกับน้ำสลัดจืดๆ) Targine (อาหารประจำชาติ ทุกร้านต้องมี เป็นเนื้อเอาไปตุ๋นกับเครื่องเทศ กินคู่กับขนมปังแข็งๆ แห้งๆ ที่มักเสิร์ฟเป็นจานแรกในทุกร้าน) ซุปต่างๆ (แต่ละร้านเสิร์ฟแตกต่างกันไป แต่คนไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศก็คงไม่อิน)

แต่ถ้าคุณเบื่อหน่ายอาหาร Morocco ตามเมืองท่องเที่ยวที่เราไปมักจะมีอาหารชาติอื่นๆ ให้ได้เลือกทานด้วย เช่น ร้านอาหารจีน / ฝรั่งเศส / KFC / McDonald / Burger King / Pizza Hut และร้านอาหารไทย ซึ่งก็ไม่ได้มีกันทุกที่ และโชคร้ายตรงที่เราไปช่วงเดือนรอมฎอน ร้านอาหารปิดช่วงกลางวันกันเพียบ แนะนำว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เตรียมอาหารจากไทยไปให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนกินง่าย ไม่ต้องเตรียมอะไรไปก็ได้…ขอบอกว่าคุณคิดผิด อย่าได้ประมาทอาหาร Morocco เชียวนะ

และทั้งหมดนี้ก็คือคำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนจะไปเที่ยว Morocco กัน

ถ้าเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว…ก็ตามไปเที่ยวกันได้เลย!!!

DSC00224

เริ่มต้นทริปนี้ที่ Casablanca กันครับ สำหรับสถานที่เที่ยวที่เป็น Landmark ของเมืองนี้ก็คือ “Hassan II Mosque” ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก กว้างใหญ่ขนาดสามารถจุคนได้ประมาณ 100,000 คน (รวมทั้งด้านในมัสยิดและลานด้านนอก) โชคดีที่ไฟลท์ของเรามาถึงตั้งแต่เช้า ไกด์ของเราจึงแนะนำให้ไปที่นี่ก่อนเป็นที่แรก เพราะเริ่มเปิดให้เข้าชมเป็นรอบ รอบละ 1 ชม.
โดยปกติในช่วงวันเสาร์ – พฤหัส มีรอบ 9.00 / 10.00 / 11.00 / 12.00 และ 15.00 น. และวันศุกร์ มีรอบ 9.00 / 10.00 และ 15.00 น.
ส่วนช่วงที่เราไปตรงกับช่วงเดือนรอมฎอนพอดี ซึ่งจะเปิดให้ชมแค่ 3 รอบต่อวันเท่านั้น คือ 9.00 / 10.00 และ 11.00 น.

ค่าเข้าชม : Mosque = 120 DH, Museum = 30 DH, Combined ticket = 130 DH
ดังนั้นแนะนำว่าซื้อตั๋วรวมไปเลย คุ้มค่าสุด

DSC00192

บริเวณลานด้านนอกก่อนเข้าไปในมัสยิด

DSC00194

สถาปัตยกรรมที่นี่งดงามและยิ่งใหญ่อลังการมาก

DSC00174

เข้าไปด้านในจะมีไกด์ (ภาษาอังกฤษ) เล่าประวัติความเป็นมา
ตั้งแต่ผู้ออกแบบ การก่อสร้าง และแนะนำส่วนต่างๆ ของมัสยิด

DSC00163

เดินชมมัสยิดเสร็จแล้ว มาต่อกันที่ Museum ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับที่ขายบัตรเข้าชม
แต่เรามีเวลาเดินชมได้ไม่นานนัก เพราะใกล้ถึงเวลาที่นัดกับไกด์

DSC00233

Casablanca เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ติดมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ
บ้านเมืองที่นี่จะคุมโทนสีขาว ตัดกับสีน้ำทะเล น่ารักดี

DSC00275-2

% Arabica ร้านกาแฟชื่อดังจากเมือง Kyoto ก็มาเปิดสาขาที่ Casablanca ด้วย
ด้านหน้าร้านตกแต่งด้วยลวดลายสไตล์ Morocco

DSC00238

ภายในร้านมี 2 ชั้น ตกแต่งสไตล์ Minimal ตาม concept ร้าน คุมโทนสีขาวและน้ำตาล
จะว่าไปการมาเที่ยวในเดือนรอมฎอนก็ดีเหมือนกัน เพราะทั้งร้านแทบไม่มีคนเลย

DSC00246

MC01

เมนูโปรดของเรา คือ Iced Spanish Latte เป็นกาแฟใส่ condensed milk ที่มีรสชาติหวานมันกว่า Latte ปกติ
ได้แต่รอว่าเมื่อไรถึงจะมาเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ บ้าง

ดื่มกาแฟจนหายง่วงแล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังเมือง Rabat ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Morocco ระยะทางประมาณ 80 กม. ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. ครึ่ง สำหรับสถานที่เที่ยวเมืองนี้จะตั้งอยู่ในย่าน Old Medina ทั้งหมด โดยจุดหมายแรกที่เราไปแวะก็คือ  “Kasbah of Udayas”  ซึ่งเป็นป้อมปราการที่สร้างติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 ทำให้เราสามารถชมวิวมหาสมุทร Atlantic และเมือง Rabat ได้จากจุดนี้

DSC00327

บริเวณทางเข้า สามารถมองเห็นวิวเมือง Rabat ฝั่ง Old Medina ได้

DSC00303
จากปากทางขึ้นไปบนป้อมปราการ ใช้เวลาเดินประมาณ 5 – 10 นาที
ระหว่างทางจะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร และบ้านคน ซึ่งบ้านแถวนี้ก็ทาสีคุมโทนฟ้า-ขาว
สามารถหามุมถ่ายรูปสวยๆ ตามตรอกซอกซอยได้เรื่อยๆ

DSC00297

จุดชมวิวด้านบนป้อมปราการ มองเห็นวิวมหาสมุทรแอตแลนติก

DSC00279

อีกด้านของป้อม สามารถมองเห็นวิวเมือง Rabat ฝั่ง New Medina ได้

DSC00342

จาก Kasbah of Udayas ห่างไปประมาณ 2 กม. เป็นที่ตั้งของ Hassan Tower และ
Mausoleum of Mohammed V ซึ่งเป็นสุสานของกษัตริย์ Mohammed V

DSC00341

อาคารของที่นี่แม้จะไม่ได้ใหญ่โตเหมือน Hassan II Tower แต่ก็สวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

DSC00374

ภายในสุสานของกษัตริย์ Mohammed V ตกแต่งด้วยลวดลายวิจิตรสวยงาม
ประตูทั้ง 4 ทิศมีทหารยืนคุมอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและแสดงความเคารพได้

DSC00376

อีกมุมมองหนึ่งของ Hassan Tower

DSC00448
หลังจากอดนอนแถมตากแดดกันมาตั้งแต่ช่วงเช้า ก็ได้เวลาเข้าสู่ที่พักคืนแรกของเราแล้ว
เราพักกันที่ Riad Meftaha ซึ่งอยู่ฝั่ง Old Medina และไม่ไกลจาก Kasbah of Udayas 
สามารถออกมาเดินเล่นชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ริมมหาสมุทรแอตแลนติกในช่วงเย็นได้

MC02

เหตุผลที่เลือกพักที่นี่เพราะเป็น Riad ที่ออกแบบสวย และมีห้องพักสำหรับ 4 คนในราคาที่ไม่แพงนัก
และการได้พัก Riad ตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงก็คงทำให้ได้ Feel ของการมาเที่ยว Morocco อย่างแท้จริง
(ราคา 105 Euro / ห้อง / คืน รวมอาหารเช้า)

DSC00421

DSC00393

ห้องพักของเราเป็นห้องใหญ่ มีเตียง King Size 2 เตียง แบ่งเป็นห้องนอนเล็กแยกออกไปอีกห้องหนึ่ง

DSC00394

ห้องน้ำกว้าง มีอ่างจากุชชี่ให้แช่ด้วย

DSC00449

วันที่ 2 ของทริปเราเดินทางต่อไปยังเมือง Chefchaoune เมืองสีฟ้าที่อยู่ในนิตยสารท่องเที่ยวหลายเล่ม และเป็นจุดหมายที่ควรมาเยือนสักครั้งของ Morocco จากเมือง Rabat ใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชม. กว่าจะมาถึงเมืองนี้ โดยมีประตูสีฟ้าบานนี้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนตั้งแต่เข้าเขตเมือง Chefchaoune

DSC00761

ไม่ใช่ว่าทั้งเมือง Chefchaoune จะเป็นสีฟ้าไปซะทั้งหมด เพราะมีแค่ส่วนที่เป็น Old Medina ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาเท่านั้น ซึ่งเป็นโซนที่ไม่ใหญ่นัก สามารถเดินเที่ยวรอบ Medina ได้สบายมาก (แต่เดินขึ้นลงบันไดเยอะหน่อยนะ)  แนะนำว่าหากมาเที่ยวที่นี่ควรหาที่พักใน Medina สักคืน จะได้ไปชมพระอาทิตย์ตกและตื่นมาถ่ายรูปในเมืองได้ตั้งแต่เช้า

ไกด์ขับรถมาส่งพวกเราที่หน้าทางเข้า Medina แล้วโทรแจ้งพนักงานของที่พักให้มารับพวกเราเข้าไป ที่พักของเราคืนนี้ชื่อ Dar Sababa ซึ่งเรา Recommend ที่นี่มาก แต่จะเพราะอะไรนั้น เดี๋ยวอธิบายให้ทราบกัน

DSC00458

ห้องพักสำหรับ 2 คน มี 1 เตียงเล็กและ 1 เตียงใหญ่ มีห้องน้ำในตัว
(ราคา 52 Euro/ห้อง/คืน รวมอาหารเช้า)

DSC00480

เหตุผลที่แนะนำที่นี่มากๆ ก็เพราะทำเลของที่พักอยู่ใจกลาง Medina เรียกว่าใกล้กับจุดถ่ายรูปยอดฮิตหลายๆ จุด
มีร้านอาหารจีนอยู่ด้านหน้า เดินเข้ามาจากปากทางเข้าก็ไม่ไกล และที่เด็ดสุดคือวิวบนดาดฟ้านี่แหละ

MC03

วิวเมืองแบบ Panorama บนดาดฟ้าที่ไม่มีนักท่องเที่ยว แค่นี้ก็ถ่ายรูปเพลินแล้ว

DSC00539

หลัง Check-in เรียบร้อย ก็มาเดินสำรวจภายในเมือง Chefchaoune กันดีกว่า
เมืองนี้คุมโทนด้วยสีฟ้าหลาย Shade และมีมุมถ่ายรูปเยอะจนไม่ต้องไปแย่งกับใคร

MC04

ไม่ว่าตรงไหนของเมืองก็เป็นสีฟ้าไปหมด

DSC00763

ใน Morocco แทบทุกเมืองมีแมวจรเยอะมาก น้องๆ ส่วนใหญ่ดูเป็นมิตรดี แต่จะดูโทรมๆ ผอมๆ หน่อย

DSC00499

คำเตือนเรื่องการถ่ายรูปใน Morocco ให้ระวังเรื่องการถ่ายรูปคน เพราะบางคนเห็นกล้อง ก็โอเค แต่บางคนโดยเฉพาะคนแก่ มักจะไม่อยากให้ถ่ายรูปนัก เพื่อนเราที่ไปด้วยกันถึงกับโดนเข้ามาด่า ทั้งที่ยกกล้องเล็งถ่ายรูปอย่างอื่นอยู่ แต่เขายืนอยู่ตรงนั้นพอดี ใครที่เป็นสายสตรีท หรือ ชอบถ่าย Candid โปรดระมัดระวังด้วย ถ้าจะให้ดีควรถามเจ้าตัวก่อนนะ

DSC00529

ก่อนไปเราได้ทำการบ้านเกี่ยวกับจุดถ่ายรูปในเมือง Chefchaoune ไว้ แล้วก็เจอกับลิงค์นี้ https://globalcastaway.com/chefchaouen-photo-guide/#lwptoc7 สามารถใช้เป็น Guide ในการหามุมถ่ายรูปได้ ซึ่งเราก็ได้ตามหาอยู่ 2-3 จุด แต่เอาเข้าจริงแล้วยังมีอีกหลายมุมที่สวย และก็ขึ้นอยู่กับสภาพแสง ณ เวลานั้นด้วยแหละ ว่ามันจะดี จะเหมาะกับการถ่ายรูปไหม แต่สิ่งที่ยากมากกับการถ่ายรูปในเมืองสีฟ้าแบบนี้ คือระวังเรื่องสีเสื้อผ้าที่ใส่อาจสีเพี้ยนได้ และระวังหน้าเป็นสีฟ้าเวลาถ่ายออกมา โดยเฉพาะการถ่ายรูปในส่วนที่แสงเข้าไม่ถึง ถ้าให้ Safe สุด การใส่เสื้อผ้าสีขาว หรือสีออกครีม จะทำให้ได้รูปออกมาดี และปรับสีง่ายกว่าเสื้อผ้าสีอื่น

DSC00728

Callejon El Asri  ผนังสีฟ้าและกระถางต้นไม้หลากสี จุดถ่ายรูปที่ Popular มากจุดหนึ่ง

DSC00531

The Blue Street

DSC00493

HAMSA Cafe คาเฟ่ที่ด้านหน้าดูธรรมดามาก แต่วิวหลังร้านคือสุดยอด

DSC00613

Spanish Mosque จุดชมวิวเมือง Chefchaoune และพระอาทิตย์ตกดินที่ไม่อยากให้พลาดจริงๆ
ใช้เวลาเดินจากใจกลาง Medina ขึ้นเขามาประมาณ 15-20 นาที ทางเดินไม่ชัน แต่ควรระวังหน่อยเพราะเป็นทางลูกรัง

DSC00653

DSC00703

แนะนำให้ขึ้นไปตั้งแต่ช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกสัก 1 ชม. เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศ และจะได้จับจองที่สำหรับนั่งชมและถ่ายรูป

DSC00712

บรรยากาศขณะพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า และบ้านใน Chefchaoune ต่างเปิดไฟกันแล้ว

DSC00777

วันที่ 3 ของทริป เราเดินทางต่อไปยังเมือง Fes อดีตเมืองหลวงของ Morocco ใช้เวลาจาก Chefchaoune
ไปประมาณ 3-4 ชม. แต่ระหว่างทางก็มีจุดให้แวะถ่ายรูปได้เรื่อยๆ ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อนัก

DSC00863

Fes เป็นเมืองที่ใหญ่และมีผู้คนอาศัยอยู่มาก จุดเด่นของที่นี่คือ Old Medina ที่ใหญ่มากๆ จัดว่าใหญ่ที่สุดใน Morocco ก็ว่าได้ ทำให้เราต้องอาศัย Local Guide เพื่อพาทัวร์ไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ สำหรับการติดต่อ Local Guide ทางไกด์ของเราเป็นคนจัดการให้ ค่าใช้จ่ายสำหรับ Local Guide ประมาณ 400 DH ต่อทริป (ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม. ราคาอาจแตกต่างกันไปขึ้นกับว่าดีลกับไกด์ได้แค่ไหน)

DSC00784

เราเดินทางมาถึง Fes เกือบบ่ายโมง เป็นเวลาอาหารเที่ยงพอดี ไกด์ของเราจึงพาเข้าไปทานอาหารกลางวันใน Medina ชื่อร้าน La Patio Bleu เป็นอาหาร Morocco (ตอนแรกหาร้านอาหารอิตาเลียนด้านนอก Medina ไว้ แต่ร้านดันปิดเพราะเป็นช่วงรอมฎอน) ร้านนี้จัดว่าไฮโซอยู่ ตกแต่งร้านสวยมาก ราคาอาหารอยู่ที่ประมาณ 200DH ต่อคน และด้านบนของร้านมีดาดฟ้าให้ขึ้นไปชมวิวเมืองเก่าของ Fes ได้

DSC00783

ร้านตกแต่งสวย มีแต่นักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นส่วนมาก

DSC00796

วิวด้านบนดาดฟ้าของร้านอาหาร

DSC00804

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาออกเดินเที่ยวใน Medina กัน ไกด์บอกเราว่า ถ้าจะเดินให้ทั่ว Medina ระยะทางเดินรวมทั้งหมด คือ 30 กม. แต่ไกด์จะพาเราเดินชมจุดสำคัญๆ ระยะทางประมาณ 6 กม. เท่านั้น (ก็เยอะอยู่นะ) ระหว่างที่เดินบอกเลยว่างง ให้เดินหาทางออกเองคงทำไม่ได้ จุดแรกที่ไกด์พาไปแวะเป็นอดีตโรงเรียน เป็นโรงเรียนเก่าของชาวมุสลิม ซึ่งมีโรงเรียนแบบนี้กระจัดกระจายอยู่หลายจุดภายใน Medina แต่ไกด์บอกว่าเข้าชมที่เดียวก็พอ เพราะมันคล้ายๆ กันหมด

MC05

สถาปัตยกรรมด้านในตกแต่งสวยงามมาก แม้จะเก่าและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

DSC00814

DSC00821

จุดต่อมาเป็นไฮไลท์ของ Fes นั่นก็คือ Chouara Tannery เป็นสถานที่ฟอกหนังและย้อมสีที่ใหญ่ที่สุดใน Morocco ตอนแรกที่หาข้อมูลมีแต่คนบ่นว่าบนนี้กลิ่นค่อนข้างเหม็น พอเราเข้ามาทางร้านจะแจกใบมินต์มาให้ดมก่อนเลย แต่เอาเข้าจริงเราว่ามันไม่ได้เหม็นเลยนะ มีกลิ่นตุๆ บ้างอยู่ในระดับที่รับได้ จุดนี้สามารถเข้าชมได้ฟรี แต่ทางร้านก็จะเนียนขายของต่อเป็นพวกกระเป๋าหนัง เสื้อหนัง ซึ่งเค้าเคลมว่าเป็นหนังแท้จากแหล่งผลิตโดยตรง ใครชอบเครื่องหนังก็เลือกซื้อหากันได้  แต่ราคาแรงอยู่นะ

DSC00823

เราว่าการท่องเที่ยวของ Morocco คือการกระจายรายได้อย่างหนึ่ง เพราะการเข้ามาเที่ยวใน Fes เราจะต้องจ้าง Local Guide เพิ่ม เท่านั้นยังไม่พอ ไกด์เหล่านี้เขาก็จะพาเราไปตามร้านค้า ผู้ผลิตสินค้าพื้นเมืองต่างๆ เพื่อ Direct Sell และ Hard Sell กับเราพอสมควร ซึ่งตรงนี้ก็อยู่ที่ตัวท่านแล้วว่าจะใจแข็งพอหรือไม่ที่จะไม่ซื้อสินค้าเหล่านั้น เพราะถึงไม่ซื้อ เขาก็ไม่ว่าอะไร แต่บรรยากาศอาจดูตึงๆ เล็กน้อย

DSC00841

ถัดจากร้านเครื่องหนัง ไกด์พาเรามาต่อที่ร้านขายพรม ซึ่งออกตัวแต่แรกว่าเข้ามาได้เลย ไม่เสียค่าเข้าชมเพราะรัฐบาลสนับสนุนร้านเราอยู่ ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราใจชื้น แต่สุดท้ายก็ปิดท้ายด้วยการขายของ ด้วยการเอาพรมแทบทั้งร้าน มาปูให้เราเลือกว่าชอบอันไหนบ้าง และพยายามจะปิดการขายกับเราให้ได้ แต่พอพวกเราปฏิเสธ นางก็บ๊ายบายไล่ออกจากร้านเลยจ้ะ

DSC00862

ปิดท้ายทัวร์ในเมือง Fes กันที่จุดชมวิวเมืองบนเขา จะเห็นว่า Old Medina ของ Fes นั้นกว้างขวางใหญ่โตมากกกก

DSC00866

สำหรับที่พักที่ Fes เราเลือกพักที่ Ibis Budget Fes ราคาคืนละ 36 Euro / ห้อง (พักได้ 2 คน) รวมอาหารเช้า ตามสไตล์ Budget Hotel ห้องก็จะเล็กๆ หน่อย ข้อดีของที่นี่คือตรงข้ามโรงแรมมี Supermarket ขนาดใหญ่ ที่จะทำให้ไม่ต้องทนอดอยาก แต่ความซวยของพวกเราก็คือ วันที่ไปพัก Supermarket ปิดทำการ (ไม่รู้เพราะสาเหตุอะไร) แถมคาเฟ่แถวนั้นก็ขายแต่กาแฟ ไม่มีอาหาร สุดท้ายได้ขุดเอามาม่าและอาหารแห้งที่พกมาใช้ประทังชีวิตไปได้ 1 มื้อ ดังนั้น ถ้าจะให้เราแนะนำ ควรหาที่พักที่อยู่ในตัวเมือง หรือใกล้ห้าง / Fast Food ต่างๆ จะดีที่สุด

DSC00898

วันที่ 4 ของการเดินทาง เป็นวันที่เราต้องนั่งรถไกลและนานที่สุด เพื่อเดินทางไปยัง Sahara Desert ณ เมือง Merzouga ระยะทางเกือบ 600 กิโลเมตร นั่งรถนานเกือบ 8 ชม. แต่ยังดีที่มีจุดให้จอดแวะถ่ายรูปอยู่ได้เรื่อยๆ

DSC00912

DSC00907

Oasis

DSC00925

ไกด์พาเรามาถึงทางเข้าทะเลทรายเกือบ 6 โมงเย็น โชคดีที่ช่วงเวลาที่เราไปพระอาทิตย์ตกช้า ทำให้สามารถขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกดินได้ทันอยู่ จากปากทางเข้าทะเลทราย จะมีรถ 4WD ของ Desert Camp ที่เราฝากทางทัวร์จองไว้ให้มารอรับ ซึ่งการเข้าไปที่ Camp สามารถไปได้ทั้งนั่งรถ 4WD เข้าไปเลย (ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที) กับขี่อูฐเข้าไป ไหนๆ ได้มาแล้วทางทัวร์เลยจัดอูฐมาให้จ้า เพราะเขาตั้งใจให้เราขี่อูฐเข้าไปกลางเนินทราย และชมพระอาทิตย์ตกดินบริเวณนั้น ก่อนที่จะขี่อูฐต่อไปยัง Camp ที่เราจองไว้ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชม.

DSC01089

ถ้าขับรถเข้ามาที่ Camp จะมีทางเดินรถเฉพาะ เป็นคนละทางกับที่เราขี่อูฐเข้ามา

MC06

บรรยากาศบนเนินทราย และน้องอูฐ ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน

DSC00938

DSC00942

แสงสุดท้ายที่ทะเลทราย Sahara

DSC00979

พอแสงหมดเราก็ขี่อูฐต่อมาที่ Camp ของเรา ทางทัวร์ได้จอง Orient Desert Camp ให้ เป็น Camp ที่ยังดูใหม่อยู่ มีเตนท์ที่พักอยู่ประมาณ 8 – 10 เตนท์ (พักได้เตนท์ละ 2-3 คน) ค่าที่พักคนละ 60 Euro / คืน (รวมค่าขี่อูฐและอาหาร 2 มื้อ) เดี๋ยวเราจะพาไปชมกันว่า Camp ของเราเป็นยังไงบ้าง

DSC00960

ภายในเตนท์ของเรา มีเตียงใหญ่ 1 เตียง เตียงเล็กอีก 1 นอนได้ 3 คนสบายๆ ผ้าเช็ดตัวพร้อม ไฟพร้อม
เตียงและหมอนนุ่ม นอนสบายมาก ที่ไม่มีคือแอร์ และปลั๊กไฟ ถ้าจะชาร์จให้ไปชาร์จที่ห้องอาหาร

DSC00956

ถึงจะไม่มีแอร์ แต่หน้าต่างบานเล็กนั้น ก็ช่วยพาลมหนาวเข้ามาด้านในเตนท์ให้นอนได้สบายๆ

MC07

ทั้งห้องน้ำและที่อาบน้ำมีพร้อม

DSC00982

วันที่เราไปพักเป็นวันที่พระจันทร์เกือบเต็มดวง ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างไสว

DSC01018

สักพักพนักงานก็มาจัดเตรียมโต๊ะสำหรับ Dinner ตรงด้านหน้า Camp
ทานข้าวท่ามกลางแสงเทียน ล้อมรอบไปด้วยทะเลทราย บรรยากาศโรแมนติกมาก

DSC01015

MC08

มื้อเย็นวันนี้ คือ ไก่ย่าง ทานคู่กับขนมปัง ซุป และสลัด Morocco

DSC01047

อิ่มแล้วก็มีความบันเทิงมาเสิร์ฟ ด้วยดนตรีพื้นบ้าน Moroccan Style
ได้อารมณ์ไปเข้าค่ายลูกเสือแล้วต้องทำการแสดงรอบกองไฟ เกือบตะโกนออกไป 3 ครั้งแล้วว่า
“เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ”

DSC01063

ตอนดึกๆ ใครที่ชอบถ่ายดาวก็ตื่นมาส่องดาวกันได้ หรือใครอยากถ่ายแสงเช้าก็รีบตื่นกันหน่อย
ส่วนเรานอนตื่นสายมาเก็บภาพทะเลทรายอีกนิดหน่อยก่อนเดินทางต่อ

DSC01107

บรรยากาศในห้องอาหารเช้าของที่ Camp

DSC01122

เดินทางมาถึงวันที่ 5 ของทริปแล้ว วันนี้เป็นอีกวันที่เราต้องนั่งรถค่อนข้างนานเพื่อเดินทางจาก Merzouga ไปยังเมือง Ouarzazate แต่วิวระหว่างทางก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ยังคงมีจุดที่สวยและน่าแวะถ่ายรูปได้อยู่เป็นระยะ

DSC01151

เราชอบความคุมโทนในแต่ละเมืองของเขามากเลย

DSC01156

DSC01172

ไกด์เราก็น่ารัก แวะจอดให้ถ่ายรูปอยู่เรื่อยๆ

DSC01127

Todgha Gorge เป็นหน้าผาหินสูงที่เป็นส่วนหนึ่งของ High Atlas Mountain สูงประมาณ 160 เมตร
ตั้งเรียงรายไปตามทาง หน้าตาคล้าย Grand Canyon อยู่ระหว่างทางจาก Merzouga ไปยัง Ouarzazate

DSC01136

DSC01174

ในที่สุดเราก็มาถึงเมือง Ouarzazate ตึกรามบ้านช่องของที่นี่หน้าตาก็จะประมาณนี้

DSC01189

DSC01195

Ouarzazate เป็นเมืองที่มีความสำคัญและสร้างรายได้ให้ Morocco เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพราะมีภาพยนตร์ Hollywood หลายเรื่องมาใช้สถานที่ในเมืองนี้เป็นจุดถ่ายทำ ทำให้มีการสร้างโรงถ่ายให้เช่า รวมถึงให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปได้ น่าเสียดายที่เรามาไม่ทันเวลา เลยถ่ายรูปได้เฉพาะด้านนอก

DSC01193

DSC01203

Ait Ben Haddou คือ 1 ใน 9 ของ UNESCO World Heritage Sites และเป็น Landmark ของเมือง Ouarzazate อดีตเคยเป็นป้อมปราการ และที่พักระหว่างทางของกองทัพที่เดินทางจากยุโรปมายังแอฟริกา แต่ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ และเป็น Location ถ่ายทำภาพยนตร์ที่เรารู้จักกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Mummy, Gladiators, Prince of Persia และซีรีส์เรื่องดังอย่าง Game of Thrones

DSC01198

Dar Mouna คือที่พักในคืนนี้ของเรา ข้อดีของที่นี่คืออยู่ใกล้กับ Ait Ben Haddou มาก และห้องที่เราพักสามารถมองเห็นวิวจากระเบียงห้องได้เลย ราคาห้องพักประมาณ 68 Euro / ห้อง / คืน รวมอาหารเช้า

DSC01200

วิว Ait Ben Haddou จากระเบียงหน้าห้องพัก

DSC01209

เราเดินทางมาถึงที่นี่ประมาณ 5 โมงเย็นแล้ว เราจึงรีบเข้าไปเดินทัวร์ในตัวป้อมปราการ ซึ่งด้านหน้าจะมีคนดักเก็บเงินค่าเข้า 20 DH ต่อคน การเดินชมด้านในก็ไม่ยาก แต่ต้องระวังเสียค่าโง่แบบเราสำหรับเดินขึ้นไปด้านบนของป้อม เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

DSC01224

เดินเข้ามาจะมีลุงคนนี้ยืนเก็บค่าตั๋ว นักท่องเที่ยวก็รุมถ่ายรูปลุงไปด้วย 

DSC01225

ด้านในป้อมปราการ มีจุดให้ถ่ายรูปวิวจากมุมสูงได้หลายจุด และมีบันไดให้เดินขึ้นไปถึงด้านบนของป้อมได้ง่ายๆ แต่ระหว่างที่เรากำลังเดินหาทางขึ้นอยู่ เราเจอเด็กกับผู้หญิงคนหนึ่ง (ซึ่งน่าจะเป็นแม่เด็ก) ตะโกนเรียกให้เดินไปอีกทาง แล้วชี้ว่าถ้าจะขึ้นไปด้านบน ต้องขึ้นจากทางที่นางบอก ซึ่งเป็นทางชัน ไม่มีบันได แต่เป็นเนินที่ต้องปีนขึ้นไปเรื่อยๆ และต้องจ่ายค่าผ่านทางให้นางอีกคนละ 20 DH ตอนแรกเราก็ลังเล เพราะทางมันดูแปลกๆ จะให้เดินขึ้นก็ว่ายากแล้ว ถ้าต้องลงทางเดิมนี่ก็น่าจะลำบากมาก แต่เพื่อนเราซึ่งเดินขึ้นไปก่อนก็ตะโกนลงมาว่าให้จ่ายเงินแล้วขึ้นมาเลย งั้นจ่ายก็ได้ สรุปพอจ่ายเงินแล้วขึ้นไปถึงด้านบน ก็ค้นพบว่า ถ้าเราเดินไปอีกทาง จะมีบันไดให้ขึ้นสบายๆ และไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทางใดๆ จึงขอเตือนเพื่อนๆ ที่จะไปเที่ยวที่นี่ด้วยว่า ถ้าเข้าไปแล้วมีใครมาเรียกไม่ต้องสนใจ ให้เดินหาบันไดแล้วเดินขึ้นไปได้เลยฟรีๆ

DSC01262

ก่อนมาที่นี่เราให้ไกด์ช่วยแวะร้านเสื้อผ้าพื้นเมือง เพื่อหาชุดแบบชาว Morocco มาใส่
เพื่อเอามาถ่ายรูปกับที่นี่แหละ ดูเข้ากันดีไหม?

DSC01244

วิวจากอีกด้านของป้อมปราการ เห็นภูมิประเทศที่แปลกตาเหมือนอยู่บนดาวอังคาร

DSC01313

วันที่ 6 ของทริป เราออกเดินทางไป Marrakech กันแต่เช้า ระยะทางจาก Ouarzazate ไป Marrakech ไม่ได้ไกลมากเท่ากับสองวันที่ผ่านมา แต่เป็นเส้นทางลัดเลาะเขาเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชม.

DSC01340

ระหว่างทาง ไกด์พาเราแวะร้านขาย Argan Oil ซึ่งเป็นของฝากขึ้นชื่อของ Morocco

DSC01332

ภายในร้านจะมีสาธิตวิธีการสกัดน้ำมันให้ชม

DSC01336

หลังจากฟังบรรยายจบ พนักงานร้านก็จะแนะนำสินค้าซึ่งมีหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น Natural Argan oil ที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น สำหรับคนรักความ organic สรรพคุณของ Argan oil คือช่วยบำรุงผิวและเส้นผม ให้นุ่ม และสุขภาพดี นอกจากนี้ยังมีน้ำมันหอมระเหย, แยม และครีมบำรุงผิวต่างๆ

DSC01345

หลังช็อป Argan oil เสร็จแล้ว ไกด์ก็พาเราขับรถต่อมายังเมือง Marrakech ที่เราได้หาข้อมูลมาแล้วว่าที่นี่มีร้านอาหารไทย เหมือนเป็น Oasis ท่ามกลางทะเลทราย เพราะพวกเราเอียนอาหาร Morocco จะแย่แล้ว ร้านอาหารไทยร้านนี้ ชื่อ Le Petit Thai

DSC01343

เข้าไปในร้านเจอกลุ่มพี่ๆ คนไทยกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งทานกันอย่างเอร็ดอร่อย เราไม่รอช้าสั่งกันมาเต็มโต๊ะ
ราคาอาหารต่อจาน เฉลี่ยประมาณ 50 DH ซึ่งถือว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับอาหาร Morocco

DSC01348

การได้ทานผัดไท ต้มยำ และลาบไก่ในช่วงเวลาแบบนี้ คือโคตรจะมีความสุข

DSC01364

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาเริ่มเที่ยว ด้วยความที่ Marrakech เป็นเมืองท่องเที่ยว ทำให้เราต้องพบปะกับมวลมหาประชาชน ที่เราไม่เคยได้พบเจอมาก่อนใน 5 วันที่ผ่านมา ทำให้เราไม่ค่อยอินกับ Marrakech สักเท่าไร แต่ไหนๆ ก็มาแล้วเราก็เลยต้องไปเก็บ Landmark ให้ครบ เริ่มที่แรกที่ Le Jardin Majorelle สวนที่เต็มไปด้วยพืชเมืองร้อน และตึกสีน้ำเงินเหลืองซึ่งเป็นจุดเด่นของที่นี่

DSC01350

MC09

DSC01410

ถ่ายรูปที่นี่ต้องรอจังหวะดีๆ เพราะนักท่องเที่ยวเยอะมาก

DSC01441

ติดกับ Le Jardin Majorelle คือ Yves Saint Laurent Museum 
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานของดีไซน์เนอร์ชื่อดังท่านนี้เอาไว้

DSC01420

เราชอบดีไซน์ของ Museum นี้มาก งานด้านในก็เก๋มาก น่าเสียดายที่เขาไม่ให้ถ่ายรูป

MC10

บรรยากาศภายใน Museum

DSC01447

หลังเดินชม Museum แล้ว ไกด์ก็พาเรามาส่งยังที่พัก ซึ่งคืนนี้เราจะพักกันที่ Rodamon Riad Marrakech
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น Riad แต่ที่นี่ไม่ได้เงียบสงบเหมือน Riad ที่เราเคยพัก แต่เป็น Hostel ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว
ห้องที่เราจองไปพักได้ 4 คน เป็นเตียง 2 ชั้น 2 เตียง มีห้องน้ำในตัว
ไม่มีผ้าเช็ดตัวให้ ค่าที่พักประมาณ 120 Euro / ห้อง / คืน (ไม่มีอาหารเช้า)

DSC01478

DSC01482

ที่นี่มีทั้งหมด 4 ชั้น Rooftop มี Bar ให้นั่งดื่มชิลๆ ได้

MC11

ด้านล่างของ Hostel มีสระว่ายน้ำ เป็นมุมถ่ายรูปที่ดีงามมาก

DSC01487

ข้อดีของการพักใน Medina คือเราสามารถเดินเที่ยวจุดท่องเที่ยวสำคัญๆ ได้เอง อย่างตอนเย็นหลังจากเก็บของเสร็จแล้ว เราก็เดินจาก Hostel มาที่ Jamaa el-Fna ซึ่งคนนิยมมาถ่ายรูปยามพระอาทิตย์ตกกันที่นี่ ทำให้ร้านอาหารรอบๆ บริเวณนี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่รอมาถ่ายรูปยามเย็น

DSC01490

ร้านอาหารที่คนนิยมมานั่งรอถ่ายรูป คือ ร้าน Le Grand ballon du cafe glacier บริเวณชั้น 2 ของร้านในช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก จะมีนักท่องเที่ยวมาจับจองโต๊ะริมระเบียงเพื่อรอชมวิวและถ่ายรูป แนะนำว่าควรมาถึงร้านก่อนพระอาทิตย์ตกอย่างน้อย 1 – 2 ชม.เพราะมาช้าอาจจะไม่มีมุมให้ถ่ายรูปได้ แต่ก่อนจะเข้ามาจองโต๊ะต้องซื้อเครื่องดื่มหรือสั่งอาหารของทางร้านก่อนเข้ามานั่งด้วยนะ

MC13

บรรยากาศหลังพระอาทิตย์ตก

DSC01518

DSC01528

บรรยากาศรอบจตุรัสยามค่ำคืน

DSC01615

เช้าวันที่ 7 ของทริป ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เที่ยวกันแบบเต็มๆ เราเลือกเดินเที่ยวและถ่ายรูปตามจุดต่างๆ ภายใน Medina ซึ่งสามารถเดินไปได้จากที่พักของเรา เริ่มที่ The Oriental Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก ที่จัดงานศิลปะให้เดินเข้าไปชมในบ้าน มีทั้งหมด 3 ชั้น + ดาดฟ้า ที่จะมีคาเฟ่ให้บริการด้วย ค่าเข้าชม 50 DH

DSC01630

บริเวณชั้นดาดฟ้าของ Museum

MC14

มีมุมถ่ายรูปเยอะ ใครชอบถ่ายรูปมาที่นี่ฟินแน่นอน

DSC01694

Marrakech Museum เราขอยกให้ที่นี่เป็นที่ที่ห้ามพลาดของ Marrakech เลยแหละ เพราะด้านในสวยมาก
สวยทุกมุม คุ้มค่าที่จะเสียเงินเข้ามาชมอย่างยิ่ง (ค่าเข้าชม 50 DH)

DSC01723

ถ่ายมุมไหนก็ดี

DSC01681

ห้องนี้ก็สวย ถ่ายรูปเล่นกับแสงและเงาได้

DSC01688

เนื่องจาก Hostel ของเรายังไม่ได้รวมอาหารเช้ามาให้ เราจึงหาร้านสำหรับไว้ทาน Brunch และควรจะเป็นร้านที่วิวดีๆ ด้วย และร้าน Atay Cafe-Food ที่เราเปิดรูปเจอจาก Instagram ก็เป็นร้านที่สะดุดตาเรามากที่สุด และอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรา

DSC01667

ที่นั่งชั้นบนสุดของร้านคือดีมาก

DSC01655

มุมถ่ายรูปตรงนี้ คือเหตุผลที่เราเลือกมาที่นี่ 555

MC15

ไม่ใช่ว่าจะดีแค่บรรยากาศเท่านั้น แต่อาหารที่นี่ก็จัดว่าเด็ด ทั้ง Hamburger และ Sandwich ไก่ที่เราสั่งมา เรียกได้ว่าอร่อย และเยอะจนจุก คุ้มค่ามาก ร้านเปิดประมาณ 10 โมงเช้าจนถึงค่ำๆ เป็นร้านที่เราแนะนำว่าควรมาโดน เพราะทั้งบรรยากาศ รสชาติอาหาร และราคา ถือว่าโอเคมากทีเดียวDSC01732

Bahia Palace อีก 1 Tourist attraction ที่อยากมา แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะทัวร์มาลงเยอะเนี่ยแหละ
สถาปัตยกรรมที่นี่สวยมาก แต่เสียดายที่คนก็เยอะมากเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถหามุมดีๆ ถ่ายรูปได้เลย
ใครรักความสงบ ควรหลีกเลี่ยงที่นี่ หนีไป 555

DSC01765

กว่าจะได้รูปนี้ต้องรอจังหวะดีๆ เพื่อไม่ให้มีคนเดินผ่านหน้ากล้อง

หลังจากฝ่าฝูงชนที่ Bahia Palace จนหมดแรง ไกด์ของเราก็พากลับไปยัง Casablanca เพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องเดินทางกลับตั้งแต่เช้า โชคดีที่ถนนจาก Marrakech ไป Casablanca เป็น 4 เลน ทำให้เดินทางสะดวกมาก สำหรับแพลนเย็นวันนี้ เราตั้งใจกลับไปถ่ายรูปด้านนอกของ Hassan II Mosque ในยามพระอาทิตย์ตกดิน

DSC01768

Odyssee Center Hotel คือที่พักของเราใน Casablanca เป็นโรงแรมประมาณ 3-4 ดาวที่ห้องกว้างขวาง
ทำเลอยู่ใจกลางเมือง ใกล้ร้านอาหารและไม่ไกลจาก Hassan II Mosque ราคา 64 Euro / ห้อง / คืน

MC16

บรรยากาศภายในห้องพักของเรา

DSC01796

อากาศที่ Casablanca ในวันสุดท้ายของทริปค่อนข้างเย็นกว่าวันอื่นๆ ทำให้การเดินจากโรงแรมไปถึง Hassan II Mosque ไม่เหนื่อยมากนัก เสียก็แต่ลมที่แรงมาก เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าหน้าร้อนที่พวกเราใส่ไปแล้วสู้ไม่ไหวจ้า ยืนตากลมหนาวรอถ่ายรูปกันไป

DSC01813

DSC01814

DSC01843

บรรยากาศริมทะเลก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

MC17

เริ่มต้นและจบทริปนี้ ณ ที่เดียวกัน

Morocco เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งสถานที่เที่ยวเชิงธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม และมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เราจึงอยากใช้ประสบการณ์ที่เราได้เจอ มาแนะนำและบอกต่อให้เพื่อนๆ ได้รู้จัก Morocco มากขึ้น และอาจสร้างแรงบันดาลใจให้อยากมาลองสัมผัสประสบการณ์ดีๆ ที่นี่ดูสักครั้ง

หวังว่า Morocco จะทำให้คุณตกหลุมรักได้ไม่ยากนะครับ 🙂

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาติดตามอ่าน แล้วไว้เจอกันใหม่ทริปหน้าครับ


Morocco : Before Summer

OverProject 2

azul!

เริ่มต้นทักทายกันด้วยภาษา Berber ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของชาว “Morocco”
ประเทศที่หลายๆ คน (รวมทั้งเราด้วย) เคยสงสัยว่ามีอะไรน่าสนใจ และอยู่ส่วนไหนของโลก?
เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปเที่ยว Morocco
ซึ่งช่วงเวลานี้ใกล้จะเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว และเราก็โชคดีมากที่อากาศดี ฟ้าสดใสตลอดทั้ง 7 วัน
ทำให้ทริปนี้เราได้ภาพดีๆ แสงสวยๆ มาเยอะแยะเลย
เราจึงอยากจะแนะนำ Morocco ให้เพื่อนๆ ได้รู้จักผ่านมุมมองของเรา
ให้ได้สัมผัส Morocco ด้วยตากันสักนิด
และครั้งหน้า เราจะพามารู้จักกันอย่างเจาะลึก ผ่านรีวิวแบบเต็มๆ กันอีกที

ดูจบแล้วถ้าชอบ…จะกดหาตั๋วโปรไว้ก่อนก็ไม่ว่ากันนะครับ

Camera : CONTAX T2 , Minolta P’s (Panorama shot)
Film : Lomo 100, Lomo 400
Scan & Dev : Flashbox

6205_P_MorocR1_lomo100_036
เริ่มต้นทริปนี้ที่ Casablanca เมืองที่ใครๆ ก็เคยได้ยินชื่อ แต่ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวงของ Morocco หรอกนะ
สถานที่เที่ยวที่เป็น Landmark ของ Casablanca ก็คือ “Hassan II Mosque”

6205_P_MorocR1_lomo100_030

ที่นี่จัดเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก
ด้านในสามารถจุคนได้ถึง 25,000 คน และลานด้านนอกจุได้ประมาณ 80,000 คน

6205_P_MorocR1_lomo100_035

6205_P_MorocR1_lomo100_037

6205_P_MorocR1_lomo100_033

สถาปัตยกรรมของมัสยิดนี้ก็สวยงามอลังการณ์ไม่แพ้ขนาดเช่นกัน

6205_P_MorocR1_lomo100_013

คาเฟ่เก๋ๆ ที่นี่เขามี %Arabica กาแฟชื่อดังจาก Kyoto มาเปิดสาขาอยู่ใจกลางเมืองด้วย

6205_T2MorocR1_Por400_017

จาก Casablanca เดินทางต่อประมาณ 80 กม. เพื่อไปยัง Rabat ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Morocco
จุดแรกที่ได้ไปแวะก็คือ “Kasbah of Udayas” ซึ่งเป็นป้อมปราการที่สร้างติดกับมหาสมุทร Atlantic
ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 ทำให้เราสามารถชมวิวมหาสมุทร Atlantic และเมือง Rabat ได้จากจุดนี้

6205_P_MorocR1_lomo100_011

6205_P_MorocR1_lomo100_004

วิวมหาสมุทร Atlantic จากบนป้อมปราการ

6205_P_MorocR1_lomo100_010

6205_P_MorocR1_lomo100_006

บรรยากาศด้านบนของป้อมปราการ

6205_P_MorocR1_lomo100_007

6205_T2MorocR1_Por400_006

บรรยากาศในชุมชนระหว่างทางเดินขึ้นไปยังป้อมปราการ
บ้านเมืองที่นี่มีความคุมโทนมาก อย่างบริเวณนี้บ้านทุกบ้านจะทาสีฟ้าครึ่งล่าง ครึ่งบนเป็นสีขาว

6205_T2MorocR1_Por400_030

6205_T2MorocR1_Por400_008

6205_T2MorocR1_Por400_002

ถัดจาก Kasbah of Udayas ไปไม่ไกล จะพบกับ Landmark ของ Rabat นั่นคือ Hassan Tower
และ Mausoleum of Mohammed V ซึ่งเป็นสุสานของกษัตริย์ Mohammed V มีทหารยามเฝ้าประตูทางเข้า – ออกทั้ง 2 ฝั่ง

6205_P_MorocR1_lomo100_008

6205_P_MorocR1_lomo100_0056205_T2MorocR1_Por400_023

คืนแรกเราพักที่ Riad ในย่าน Old Medina หรือย่านเมืองเก่าของ Rabat
ทำให้มีเวลาเดินสำรวจแถวนั้นบ้างเล็กน้อยก่อนพระอาทิตย์จะตก
สิ่งหนึ่งที่อยากเตือนเกี่ยวกับการถ่ายรูปใน Morocco คือ อย่าถ่ายรูปคน โดยเฉพาะคนแก่
เพราะคุณอาจจะโดนเขาเดินเข้ามาด่าและให้ลบรูปได้ (เพื่อนเราโดนไปแล้ว) แต่โชคดีที่การใช้กล้องฟิล์มเล็กๆ
ก็ลดความน่าสะดุดตา และดูเป็นมิตรกว่ากล้องใหญ่ได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไงก็ควรระมัดระวังอยู่ดี

6205_T2MorocR1_Por400_026

วิถีชีวิตของผู้คนใกล้กับ Kasbah of Udayas ฝั่งตรงข้ามเป็นย่านเมืองใหม่ของ Rabat

6205_P_MorocR1_lomo100_014

วันที่ 2 ใน Morocco เรานั่งรถกันยาวนานประมาณ 5 ชม. เพื่อมาเที่ยวยังเมืองที่ได้ฉายาว่า “Blue Pearl”
นั่นก็คือเมือง “Chefchaoun” ที่ได้ฉายานี้ก็เพราะว่าเมืองนี้ทาด้วยสีฟ้าทั้งเมือง
เรียกได้ว่านักท่องเที่ยวทุกคนที่มา Morocco ยังไงก็ต้องมาแวะเมืองนี้สักครั้ง ไม่อย่างนั้นคงเหมือนมาไม่ถึง

6205_T2MorocR1_Por400_022

มุมนี้เป็นจุดชมวิวข้างทาง ก่อนจะเข้าไปยังตัวเมือง Chefchaoun
ส่วนที่เป็นจุดท่องเที่ยวนั่นคือส่วนที่อยู่ตรงเชิงเขา ที่เป็นหมู่บ้านสีฟ้าทั้งหมด

6205_T2MorocR1_Por400_020

ประตูเมือง Chefchaoun มีสีฟ้าเป็นเอกลักษณ์

6205_T2MorocR1_Por400_024

บ้านเรือนสีฟ้าตั้งไล่ระดับกันอยู่ตรงเชิงเขา
แนะนำให้นอนค้างในเมืองสักคืน มีมุมให้เดินถ่ายรูปกันได้ตั้งแต่เช้า คนจะได้ไม่เยอะ

6205_T2MorocR1_Por400_016

The Blue Street : จุดถ่ายรูปยอดนิยมในเมือง Chefchaoun

6205_P_MorocR1_lomo100_012

HAMSA : Cafe ที่วิวดีที่สุดใน Chefchaoun

6205_P_MorocR1_lomo100_021

DarSababa : Riad ที่เราพักที่ Chefchaoun อยู่ในใจกลางของเมือง และมีวิว Rooftop ที่ดีงามสุดๆ

6205_P_MorocR1_lomo100_025

กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง คือ การขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกที่ Spanish Mosque
สามารถเดินขึ้นมาได้จากใจกลาง Medina ใช้ระยะเวลาประมาณ 20 – 30 นาที (แล้วแต่กำลังขา)

6205_T2MorocR2_Por400_036

6205_T2MorocR2_Por400_033

บรรยากาศระหว่างทางเดินขึ้น Spanish Mosque

6205_T2MorocR2_Por400_037

6205_T2MorocR2_Por400_030

บรรยากาศเมือง Chefchaoun ก่อนพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า

6205_T2MorocR2_Por400_011

จากเมือง Chefchaoun เราเดินทางต่อไปยัง Fes อดีตเมืองหลวงของ Morocco
เมืองนี้จัดเป็นอีกเมืองที่ใหญ่และมีผู้คนอาศัยอยู่มาก จุดขายของที่นี่คือ Medina ที่ใหญ่มากๆ
เรียกว่าใหญ่ที่สุดใน Morocco ก็ว่าได้ ทำให้ที่นี่เราต้องอาศัย Local Guide เพื่อพาเดินไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ
ซึ่งถ้านับระยะทางเดินรวมทั้งหมดใน Medina จะเป็นระยะทางถึง 30 กม. แต่เราเดินเที่ยวกันแค่ 6 กม.เท่านั้น

Moroc02

ภายใน Medina จะมีอาคารที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์ Morocco ที่สวยงาม
อาคารเหล่านี้เคยเป็นโรงเรียนของชาวมุสลิม ซึ่งใน Medina ก็มีโรงเรียนแบบนี้อยู่หลายที่
แต่จุดที่ไกด์พาไปต้องเสียค่าเข้าชม ไกด์บอกว่าดูที่เดียวก็พอ ที่อื่นๆ ก็คล้ายกันหมด

6205_T2MorocR2_Por400_001

บรรยากาศภายใน Fes Medina

6205_T2MorocR2_Por400_013

เด็กๆ เพิ่งเลิกเรียนพอดี

6205_P_MorocR1_lomo100_023

และ Hi-light อีกอย่างของ Fes ก็คือ Chouara Tannery
เป็นสถานที่ฟอกหนังและย้อมสีที่ใหญ่ที่สุดใน Morocco
ใครชอบเครื่องหนังที่นี่ก็มีให้เลือกซื้อกัน ณ ที่ผลิตเลยแหละ แต่ราคาก็แรงใช้ได้อยู่

6205_P_MorocR1_lomo100_015

เราสามารถเข้าไปชมที่จุดนี้ได้โดยไม่เสียเงิน
แต่เจ้าของร้านก็จะทำการขายกับเราไปด้วย ถ้าขี้เกรงใจก็มีโอกาสได้ของติดไม้ติดมือออกมาแน่นอน

Moroc01

6205_T2MorocR2_Por400_003

บริเวณจุดชมวิวที่ Chouara Tannery

6205_T2MorocR2_Por400_028

ภายใน Medina ของ Fes ที่กว้างมาก ทำให้มีมัสยิดกระจัดกระจายอยู่หลายที่
และแทบทุกที่ที่เราผ่านไม่อนุญาตให้คนศาสนาอื่นเข้าไปได้
และแต่ละที่ก็จะมีเวลาละหมาดไม่ตรงกัน (แต่อาจจะเหลื่อมกันไม่มาก)
เผื่อว่ามาที่แรกไม่ทัน จะได้เผื่อเวลาไปอีกที่หนึ่งได้

Moroc03

6205_T2MorocR2_Por400_016

เราใช้เวลาเดินเที่ยวใน Fes Medina ประมาณ 3-4 ชม. ไกด์ก็พาเราไปปิดทริปของวันนี้ที่จุดชมวิวของเมือง Fes
จากมุมนี้สามารถมองเห็นเมืองได้แบบ Panorama จะเห็นได้ว่าเมืองนี้ใหญ่มากจริงๆ (นี่เฉพาะส่วนที่เป็นเมืองเก่านะ)

6205_P_MorocR2_lomo100_011

วันต่อมาถือว่าเป็นวันที่นั่งรถนานที่สุดก็ว่าได้ เพราะเราต้องเดินทางจาก Fes ไปยังทะเลทราย Sahara
ซึ่งอยู่ในเมือง Merzouga ระยะทางกว่า 500 กม. ใช้เวลาประมาณ 7 – 8 ชม.

6205_P_MorocR2_lomo100_010

แต่ไม่ต้องกลัวว่านั่งรถนานแล้วจะเบื่อ เพราะระหว่างทางมีวิวสวยๆ ให้ชมกันตลอด
แนะนำว่าอย่าเผลอหลับยาวจะดีกว่า

6205_P_MorocR2_lomo100_034

6205_P_MorocR2_lomo100_001
เราเดินทางมาถึงทะเลทราย Sahara เกือบ 6 โมงเย็น คนขับรถจะพาเรามาส่งที่ทางเข้า
แล้วจะมีรถ 4WD ของ Camp ที่เราจะเข้าพักมารอรับ เพื่อส่งเราไปยังจุดขึ้นอูฐ

เพราะว่าวันนี้ เราจะขี่อูฐเข้าไปในแคมป์ และชมพระอาทิตย์ตกท่ามกลางทะเลทราย Sahara กัน!

6205_P_MorocR2_lomo100_032

คนนำขบวนอูฐของเรา มีหน้าที่คอยดูแลและคอยถ่ายรูปให้เป็นระยะ

6205_T2MorocR3_lomo400_033

มีหลายขบวน ที่มุ่งหน้าไปยังแคมป์ต่างๆ
การนั่งบนหลังอูฐท่ามกลางทะเลทรายแบบนี้ ก็ได้บรรยากาศและความทรงจำที่ดีเหมือนกันนะ

6205_P_MorocR2_lomo100_003

ชมวิวพระอาทิตย์ตกกลางทะเลทราย Sahara

6205_T2MorocR3_lomo400_030

เราพักกันที่ Orient Desert Camp ได้ยินว่านอนแคมป์อย่าคิดว่าต้องไปลำบากเหมือนเข้าค่ายลูกเสือ
เพราะแคมป์นี้ไฮโซมาก แต่ละแคมป์มีเตียงนอนอย่างดี มีห้องน้ำในตัว มีไฟให้ใช้ ไม่ต้องจุดเทียนอย่างที่คิด
แถมด้วยอาหารจัดเต็มทั้งมื้อเย็นและมื้อเช้า ไม่ต้องก่อไฟ หุงข้าวกันเองนะ

6205_T2MorocR3_lomo400_034

ตอนเช้าก็ตื่นมาเก็บภาพทะเลทรายก่อนกลับ

6205_T2MorocR3_lomo400_013

6205_T2MorocR3_lomo400_017

สักครั้งหนึ่งที่ได้มานอนกลางทะเลทราย Sahara แบบนี้ มันดีมากจริงๆ นะ

6205_P_MorocR2_lomo100_002

จาก Merzouga เราเดินทางต่อไปยังเมือง Ouarzazate ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 5 – 6 ชม.
ระหว่างทางไกด์ก็แวะให้เราพักทานข้าวกันก่อน

6205_T2MorocR3_lomo400_011

ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นคำเตือน (สำหรับนักท่องเที่ยว) ดีไหม? เกี่ยวกับผู้คนใน Morocco ที่ยังไงก็ต้องได้เจอแน่ๆ
เพราะคนที่นี่ชอบทักทายนักท่องเที่ยวมาก เห็นหน้าเอเชียก็ทัก “หนีห่าว” “คอนนิจิวะ” เหมารวมไปหมดว่าเป็นคนจีน คนญี่ปุ่นแน่ๆ
(แต่ยังไม่เจอใครทัก “สวัสดี” สักคน) ซึ่งการทักทายส่วนใหญ่มักมีจุดประสงค์แอบแฝง เช่น ชักชวนเราไปร้านค้า ร้านอาหาร
หรือเสนอขายของแบบ Direct sell กันไปเลย กับอีกกลุ่มหนึ่งคือ “เด็ก” ที่มักจะเข้ามาหาด้วยการยื่นของเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำเอง
(ส่วนใหญ่ก็งานสานปลา สานรูปสัตว์ต่างๆ อย่างเด็ก 2 คนในรูปนี่แหละ) และบอกเราว่าเป็นของขวัญ ให้ฟรี
รวมถึงพยายามยัดเยียดใส่มือ แม้เราจะปฏิเสธก็ตาม

พอเรารับมาปุ๊บ ก็จะขอเงินทันที ไม่ก็ขอขนมที่เรากำลังกินอยู่นี่แหละ
ขอกันซื่อๆ เลย สุดแท้แต่จะให้หรือไม่ให้ก็แล้วแต่ (เพราะถ้าไม่ให้แล้วโดนเด็กด่าก็ฟังไม่ออกอยู่ดี)

ส่วนเราก็ให้เงินไปนิดหน่อย แลกกับการขอถ่ายรูปน้องๆ มาเป็นที่ระลึกสักรูป
(รวมถึงเอาน้องมาเมาท์ในนี้ด้วย 555)

6205_P_MorocR2_lomo100_008

6205_T2MorocR3_lomo400_005

บรรยากาศและวิวระหว่างทางจาก Merzouga ไปยัง Ouarzazate

6205_P_MorocR2_lomo100_012

Todgha Gorge : อารมณ์ประมาณ Grand Canyon เป็นส่วนหนึ่งของ High Atlas Mountain
สูงประมาณ 160 เมตร ตั้งเรียงรายไปตามทาง

6205_T2MorocR3_lomo400_002

6205_P_MorocR2_lomo100_009

มีลำธารเล็กๆ ทอดตัวไปกับ Todgha Gorge

6205_P_MorocR2_lomo100_019

ริมถนนก็มีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งแผงขายของ
คนที่นี่ส่วนใหญ่น่ารัก เป็นมิตร ชอบทักทายนักท่องเที่ยว

6205_P_MorocR2_lomo100_033

เข้าสู่เมือง Ouarzazate เมืองนี้มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นสถานที่ที่ Hollywood ชอบมาถ่ายทำภาพยนตร์
จนมีการทำโรงถ่ายภาพยนตร์ไว้ให้เช่า และเป็นแหล่งท่องเที่ยว

6205_P_MorocR2_lomo100_028

Ksar of Ait Ben Haddou : 1 ใน 9 ของ UNESCO World Heritage Sites
อดีตเคยเป็นป้อมปราการ และที่พักระหว่างทางของกองทัพที่เดินทางจากยุโรป มายังทวีปแอฟริกา
แต่ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ และเป็น Location ถ่ายทำภาพยนตร์ที่เรารู้จักกันหลายเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็น The Mummy, Gladiators, Prince of Persia และซีรีส์เรื่องดังอย่าง Game of Thrones เป็นต้น

6205_T2MorocR3_lomo400_018

วิวจากด้านบนของ Ait Ben Haddou

6205_P_MorocR2_lomo100_029

วิวภูเขาระหว่างทางจาก Ouarzazate ไปยัง Marrakesh

6205_P_MorocR2_lomo100_020

Le Jardin Majorelle

Marrakech เมืองที่หลายคนคุ้นชื่อ และเป็นเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยว
มีหลายสถานที่ท่องเที่ยวของที่นี่ ที่เป็นจุดน่าสนใจ ถ่ายรูปสวยมาก
แต่น่าเสียดายที่เมืองนี้เป็น Tourist attractions ไปแล้ว จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ดูวุ่นวาย
ต่างจากเมืองแรกๆ ที่เราได้สัมผัสมา โดยส่วนตัวแล้วเราจึงไม่ค่อยประทับใจที่นี่เท่าไรนัก

6205_T2MorocR3_lomo400_024

Moroc04

Marrakech มี Riad และโรงแรมที่ตกแต่งสวยงามให้เลือกพักมากมาย
และสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้ คือการถ่ายรูปใน Riad สวยๆ ไว้อัพลง Social สักรูปนี่แหละ

6205_P_MorocR2_lomo100_023

Jemaa el-Fna : ถ้าให้เปรียบกับบ้านเราก็คงคล้ายกับตลาดนัดจตุจักร
ที่เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยว มีสินค้าทั้งของกิน ของใช้ ของฝากมากมายที่นี่
แต่เรามาที่นี่เพื่อถ่ายรูปจัตุรัสจาก Rooftop ของร้านอาหารสักร้าน ไม่ได้มาช็อปปิ้งหรอก

6205_T2MorocR3_lomo400_023

ร้านไหนวิวดี พอช่วงเย็นคนก็จะเยอะแบบนี้แหละ

6205_T2MorocR3_lomo400_025

6205_T2MorocR4_lomo400_017

ภายใน Medina ของเมือง Marrakech เดินเที่ยวไม่ยาก
มีทั้งพิพิธภัณฑ์ จุดถ่ายรูป และ Cafe ที่น่าสนใจให้ได้เดินชมกันเพลินๆ
หรือจะเดินดูวิถีชีวิตของคนที่นี่ก็ได้ เพียงแค่ต้องระวังเรื่องการถ่ายรูปอย่างที่เตือนไว้ด้านบน

6205_T2MorocR4_lomo400_013

6205_T2MorocR4_lomo400_006

ร้านค้าหลายร้านก็จัดร้านได้สวยงาม ขออนุญาตเจ้าของร้านก่อนถ่ายรูปก็ดีนะ

6205_T2MorocR4_lomo400_027

ที่ไม่อยากให้พลาด คือ Museum de Marrakech ค่าเข้า 50 DH (ประมาณ 200 บาท)
แต่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมด้านในดูแพงเกินราคาไปมาก
ข้อดีอีกอย่างคือคนไม่เยอะ เดินชมสบายๆ ถ่ายรูปได้เพลินๆ
(แต่ด้านในแสงที่ผ่านหลังคาลงมาจะเหลืองมาก ถ้าใช้กล้อง Digital ก็ปรับ White balance กันให้ดี)

Moroc05

6205_P_MorocR2_lomo100_016

Bahia Palace

6205_P_MorocR2_lomo100_021

Bahia Palace : สำหรับเราที่นี่คือที่ที่อยากมามาก เพราะดูจากรูปคือสวย
แต่พอเจอนักท่องเที่ยวที่ต่อคิวเข้าแถวมาที่นี่ ก็รู้สึกเซ็งเล็กน้อย
และพอเข้ามาก็ตามคาดคือคนเยอะมาก ใครรักความสงบ ชอบถ่ายรูปชิลๆ ควรหลีกเลี่ยง

6205_T2MorocR4_lomo400_021

6205_T2MorocR4_lomo400_029

6205_T2MorocR4_lomo400_026

ถ่ายรูปยังไงก็หลบนักท่องเที่ยวไม่ได้

6205_P_MorocR2_lomo100_027

ปิดท้ายทริปนี้โดยการวนกลับมาที่จุดเริ่มต้น คือเมือง Casablanca อีกครั้ง

6205_P_MorocR2_lomo100_022

เราตั้งใจมาปิดทริปนี้ด้วยการถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่ด้านนอกของ Hassan II Mosque
อากาศในวันที่เราไปค่อนข้างเย็น และมีลมพัดจากทะเลมาตลอด
แต่เสื้อผ้าที่เราใส่ไปวันนั้นคือเสื้อเชิ้ตบางๆ และกางเกงชิโนขายาว ซึ่งแทบไม่ได้ป้องกันความหนาวได้เลย

6205_T2MorocR4_lomo400_022

ขอส่งท้ายกระทู้นี้ด้วยภาพ Hassan II Mosque ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
หวังว่าเพื่อนๆ ที่แวะเข้ามาชม จะได้ทำความรู้จักกับ Morocco มากขึ้น
และอาจจะได้แรงบันดาลใจในการไปเที่ยวที่ประเทศนี้กันสักครั้ง
แล้วไว้กระทู้หน้า เราจะมาแนะนำและรีวิวเกี่ยวกับการเตรียมตัวไปเที่ยว Morocco ให้ได้อ่านกันเต็มๆ

อดใจรอกันอีกนิดนะครับ 🙂

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาแวะชมครับ


Planeta 120.24 : เชียงใหม่

53010794_307777353110721_6416183499543281664_o

Planeta 120.24 : เชียงใหม่

Service Apartment ที่เราเห็นจากรูปครั้งแรก ก็ไม่ลังเลที่จะจองทันที เพราะที่นี่ตกแต่งได้ Minimal และสวยงามถูกตาต้องใจสุดๆ ทริปเชียงใหม่ที่ผ่านมาเราได้ไปพักมา 1 คืน เลยอยากมาแนะนำให้ได้อ่านกัน ที่นี่มีห้องพักบริการทั้งแบบรายวัน (มีอยู่ประมาณ 5 ห้อง) รายสัปดาห์ และรายเดือน ทำเลที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกาดต้นพยอม ไปนิมมานก็สะดวก ไป มช. ก็ไม่ไกล ถ้าหากสนใจอยากไปพักก็ Inbox ไปจองกับทาง Planeta 120.24 ได้เลยนะ

สำหรับห้องพักแบบรายวันมี 3 type
ห้อง 36 ตร.ม. : 2,400 บาทต่อคืน (มีอ่างอาบน้ำ)
ห้อง 23 ตร.ม. : 1,200 บาทต่อคืน
ห้อง 18 ตร.ม. : 1,024 บาทต่อคืน
ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว และราคารวมอาหารเช้าแล้ว
สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ตามอ่านรายละเอียดในกระทู้นี้ได้เลยครับ

53253965_307777249777398_1963537276818423808_o

ห้อง 36 ตร.ม.
เตียงใหญ่มาก เราว่าห้องนี้กว้างขวาง พักสบายๆ เหมาะกับการมาเดทกับแฟนงุ้งงิ้งได้ แถมถ่ายรูปสวยด้วย

53641378_307777323110724_3595559763364020224_o

ทางที่พักต้อนรับเราด้วยถาดส้มลูกเล็กน่ารัก และการ์ด เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้แขกที่เข้าพัก

53088150_307777379777385_5567904287234719744_o

ห้องน้ำของห้อง 36 ตร.ม.
แค่ดีไซน์ก็สวย เหมือนดูใน Magazine แต่งบ้านเลย แถมมีอ่างอาบน้ำให้นอนแช่น้ำชิลๆ ไปอีก

53343651_307777236444066_5259607179631001600_o

ใครชอบทำครัว หรือซื้อกับข้าวมาเผื่อหิวตอนดึก ก็มีทั้งเตาไฟฟ้าและไม่โครเวฟให้ได้ใช้ด้วย

53241055_307777183110738_7491483383059447808_o

โต๊ะกินข้าวสำหรับ 2 ที่ อยู่ตรงมุมห้องอย่างเหมาะเจาะ

53673283_307777393110717_9062422952095514624_o

53014716_307777333110723_2291933332423835648_o53677067_307777199777403_5129074825628745728_o

ด้านนอกของที่พัก
ส่วนที่พักรายวันจะอยู่ชั้นล่างทั้งหมด ยกเว้นห้อง 36 ตร.ม.ที่จะอยู่ชั้น 2
ด้านหน้ามีคาเฟ่ from Mom to Mars ซึ่งคนอื่นที่ไม่ได้เข้าพักก็สามารถมาใช้บริการได้ ส่วนในช่วงเช้าเราก็จะมาทานอาหารเช้าที่คาเฟ่นี้แหละ

53100495_307778266443963_5580014106439581696_o

อาหารเช้ามีให้เลือก 2 แบบ คือ American Breakfast และ อาหารเหนือ เลือกได้แค่ 1 อย่าง
และเราก็เลือกชุดอาหารเหนือมา มีทั้งหมูปิ้ง ข้าวเหนียว ไข่ต้มน้ำพริกเผา แคปหมูและอ่องปู จัดมาอย่างน่ารัก และอิ่มท้องด้วย

53178337_307777266444063_7205762637903167488_o

เป็นที่พักใหม่อีกที่หนึ่งในเชียงใหม่ ที่เราว่าเหมาะกับคนชอบโรงแรมดีไซน์สวยๆ และราคาไม่แพงมาก ทำเลก็ไม่ไกลจากนิมมาน และใกล้ๆ แถวนั้นก็มีคาเฟ่ดังๆ หลายร้านที่สามารถแวะไปจิบกาแฟได้อยู่ แต่ข้อเสียก็คือต้องเช่ารถขับเข้ามา (ด้านหน้ามีลานจอดรถให้อยู่)

ก็หวังว่าจะถูกใจ และเป็นไอเดียให้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาที่พักในเชียงใหม่ได้นะครับ


Tokyo Art Museum

41611745_248729012348889_2917154526316199936_o

ฤดูร้อนแบบนี้ไปทำอะไรที่โตเกียวดีล่ะ?

หลังจากกดตั๋วโปรไปกลับโตเกียวช่วงเดือนสิงหาคมในราคา 6,000 บาทได้ ก็เริ่มเกิดคำถามขึ้นมาต่อว่าไปเที่ยวตอนหน้าร้อนแบบนั้น จะทำอะไรดี?

คำตอบของเราก็คือไปหา Museum เข้าละกัน

อย่างน้อยก็หลบแดดหลบฝนได้ ตากแอร์เดินสบายๆ จังหวะพอดีกับมี Museum ที่เพิ่งเปิดใหม่ รวมถึง Event พิเศษๆ ที่จัดขึ้นในช่วงหน้าร้อนแบบนี้พอดิบพอดี

รีวิวนี้เลยจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยว 3 Museum ที่โตเกียวกัน จะมีที่ไหนบ้าง ตามไปอ่านกันเลย!

41665361_248727945682329_5560371301144592384_o

1. Teamlab Borderless

พิพิธภัณฑ์ศิลปะแบบ Digital ที่เน้นกิจกรรมให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมกับงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ซึ่งที่ Teamlab borderless นี้เป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรของ Teamlab ที่โตเกียว มีไฮไลท์เด็ดๆ ที่ต้องมาถ่ายรูปหลายห้อง แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเดินหาห้องต่างๆ ที่แอบซ่อนอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ครบหรือไม่

คำแนะนำ : ควรจองตั๋วล่องหน้าก่อนไปอย่างน้อย 2-3 เดือน เพราะบัตรเต็มเร็วมาก

จองบัตรผ่านทาง : https://borderless.teamlab.art/

การเดินทาง : สถานี Aomi (อยู่ที่ Odaiba)

41810909_248727615682362_5704104391749926912_o

มีส่วนที่คล้ายๆ สนามเด็กเล่น ให้เด็กๆ ได้มาสนุกกัน

41613762_248727515682372_7756787232375046144_o

ห้องนี้จะเป็นห้องโล่งๆ กว้างๆ ที่ฉากจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

41626361_248728122348978_6647767792546217984_o

41721344_248730059015451_4601079914517495808_o

สายถ่ายรูปรับรองฟินแน่นอน

41675202_248727475682376_3316269112530829312_o

41651264_248727089015748_7304850342330499072_o
อย่าลืมชวนเพื่อนที่ถ่ายรูปสวยๆ มาด้วยนะ จะได้รูปกลับไปเพียบ

41622749_248727585682365_2647609895012007936_o

จุดนี้ก็เป็นไฮไลท์ที่คนชอบมาถ่ายรูปกัน แนะนำให้มาช่วงค่ำๆของวันธรรมดา คนจะน้อยหน่อย
แต่ห้องนี้ที่ Teamlab Planets ซึ่งเราจะกล่าวถึงต่อไปจะเป็นห้องใหญ่กว่านี้

41603558_248727055682418_6603715167689637888_o

2. Teamlab Planets

เป็นอีกงานหนึ่งของ Teamlab นั่งรถไฟ Yurikomome ต่อจาก Teamlab Borderless มาไม่กี่สถานีก็ถึงแล้ว เราชอบ Concept ของที่นี่ตรงที่เขาพยายามสร้างงานให้เราได้ใกล้ชิดกับงานศิลปะอย่างเต็มที่ และที่สำคัญคือเดินเท้าเปล่าตลอดงาน

อ้อ งานนี้ไม่ได้จัดตลอดไปแบบ Teamlab Borderless นะครับ แต่มีถึง Fall ปี 2020

ทางไปจอง : https://planets.teamlab.art/tokyo

คำแนะนำ : ตั๋วจะเปิดจองเดือนต่อเดือน จองง่ายกว่าของ Borderless แต่ก็ควรรีบจองแต่เนิ่นๆ เช่นกัน
ที่สำคัญ : ควรใส่กางเกงขาสั้นมา หรือกางเกงขายาวที่ถกขากางเกงขึ้นถึงเข่าได้ เพราะต้องเดินลุยน้ำในบางจุด และผู้หญิงควรหลักเลี่ยงการใส่กระโปรงเพราะมีบางงานเป็นพื้นกระจก อาจโป๊ได้ครับ

การเดินทาง : สถานี Shin-Toyosu

41680239_248726972349093_1091193800837038080_o41591395_248726995682424_5709561899318771712_o

41682239_248727175682406_5573401587675561984_o

ห้องนี้เป็นห้องที่เราอยู่นาน และชอบมากที่สุดเลย

41606151_248727285682395_975163391024824320_o

41755270_248727252349065_1880111265125236736_o

ห้องนี้จะมีที่นอนให้เรานอนมองดอกไม้ที่เปลี่ยนสีเปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อยๆ

41718924_248728325682291_8261602235054555136_o

3. Yayoi Kusama Museum

เราชอบงานฟักทองลายจุดของคุณป้า Yayoi Kusama และตามดูงานมาทั้งที่มัตสึโมโต้ สิงคโปร์และโตเกียวเมื่อปีก่อน พอรู้ว่ามี Museum นี้เกิดขึ้นก็ตั้งใจไว้ว่าต้องมาให้ได้ และขอจัดให้ที่นี่เป็นที่ที่จองตั๋วยากมากที่สุดในสามที่ที่กล่าวมา ดังนั้นใครมีแพลนจะต้องรีบวางแผนจองตั๋วกันก่อนสัก 3-4 เดือนเลยแหละ

ทางไปจองตั๋ว : http://www.e-tix.jp/yayoikusamamuseum/

การเดินทาง : สถานี Ushigome Yanagicho
(subway)

41539522_248728282348962_4770250575998615552_o

ที่นี่เป็นตึกเล็กๆ มีแค่ 5 ชั้น จึงจำกัดคนเข้าชม
งานที่นี่เมื่อเทียบกับงานที่สิงคโปร์หรือที่โตเกียว ถือว่าเล็กมาก แต่ถ้ารักป้ายังไงก็ต้องมาสักครั้ง

41673049_248728145682309_1898887582243094528_o

จุดที่ถ่ายรูปได้ทั้งมิวเซียมมีแค่ 2 จุด และนี่คือจุดแรกที่ชั้น 4 เป็นห้องฟักทอง

41591371_248728225682301_8962536985046548480_o

จุดที่ 2 คือฟักทองบนดาดฟ้า

41708912_248728252348965_3809014419589955584_o

วิวบนนี้ดีมาก

และนี่ก็คือ 3 Museum ที่คนรักงานศิลปะและชอบถ่ายรูปไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง คราวหน้าเราจะพาไปเที่ยว ไป Cafehopping กันที่ไหนต่อ รอติดตามกันได้ใน Facebook Page : ThirtyWander นะครับ

 


Bangkok Cafehopping 2019

OverProject
สวัสดีปีใหม่ 2562

ปีใหม่นี้ก็ขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่ติดตามเพจ ThirtyWander มีความสุข สุขภาพแข็งแรง
ร่ำรวยเงินทอง จะได้มีทริปไปเที่ยวในปีใหม่นี้เยอะๆ นะครับ

หยุดปีใหม่แบบนี้แอดมินก็ได้ใช้เวลาในวันหยุดอย่างคุ้มค่า ด้วยการตะลอนๆ อยู่ตามคาเฟ่ในกรุงเทพฯ นี่แหละ
จึงขอเริ่มต้นปี 2019 ด้วย BKK cafe guide กับ 9 คาเฟ่ที่ (ส่วนใหญ่) เพิ่งเปิดใหม่ กาแฟและขนมอร่อย
ที่สำคัญคือสามารถเดินทางไปได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้า ไว้เป็นไกด์สำหรับวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้
ให้ได้ไปจิบกาแฟเพลินๆ ถ่ายรูปเช็คอินกันเก๋ๆ ได้

จะมีร้านไหนที่เราแวะไปบ้าง…ตามมาได้เลยครับ

L1000051

1.høst x AMBER : Zen, Central World ชั้น 1

ร้านกาแฟชื่อดังจากฮ่องกงอย่างร้าน Amber Coffee Brewery ที่มีบาริสต้าดีกรีแชมป์ระดับโลกอย่างคุณ Dawn Chan ได้มาร่วมโปรเจ็คท์เปิดร้าน høst x AMBER ภายในห้าง Zen, Central World โดยในช่วงแรกคุณ Dawn Chan จะมาดูแลเรื่องกาแฟให้ที่ร้านด้วย

cf009

ภายในร้านตกแต่งได้สวยงาม เน้นเฟอร์นิเจอร์สีขาวและลายไม้ ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบาย และมีแสงแดดส่องเข้ามาทางร้านตลอด
ใครชอบถ่ายรูป มีมุมสวยๆ ให้ได้ถ่ายรูปกันเยอะเชียวแหละ

L1000025

สำหรับเมนู Signature ของร้านชื่อว่า “Amber” เป็นกาแฟที่มีส่วนผสมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำสัปปะรด ชาอังกฤษ และมีกระบวนการในการชงที่เฉพาะทางมากๆ แต่รอบนี้เรายังไม่ได้สั่งมาลองเพราะอยากลองกาแฟที่เบสิคธรรมดาๆ ดูก่อน จึงสั่ง Iced Latte กับครัวซองท์มาลองชิม กาแฟที่นี่รสชาติดี ครัวซองท์ก็กรอบ อร่อย แต่คนไม่ดื่มกาแฟก็มีช็อคโกแล็ตและชาเขียวให้สั่งมาชิมได้เช่นกัน

การเดินทาง : BTS สถานีชิดลม หรือสยาม และเดินมาที่ Central World ชั้น 1 ฝั่ง Zen ร้านอยู่ฝั่งถนนพระราม 1

2. CPS Coffee : Central World ชั้น 2

Cafe ของแบรนด์ CPS CHAPS ที่เปิดเป็นบาร์หินอ่นสีดำตัดกับสีทองดูหรูและเท่ห์อยู่หน้าร้าน CPS
แม้ว่า CPS CHAPS จะเป็นแบรนด์เสื้อผ้า แต่พอลงมาทำ Cafe แล้วก็มีความพิถีพิถันกับทุกเมนูที่คิดและเลือกวัตถุดิบอย่างดีมาใช้ ทำให้เมนูหลายๆ เมนูของที่นี่ดูแตกต่างและน่าสนใจ

L1009784

L1009774

เดินช็อปในร้านแล้ว มานั่งพักจิบกาแฟต่อที่ด้านหน้าร้านได้เลย

cf002

เมนูที่เราได้ลองวันนั้น คือ White tea lemonade เป็นชาขาวที่เบลนด์ด้วยพีชและลาเวนเดอร์ มาผสมกับน้ำเลมอนทำให้ได้ความหอมของชา ผสมกับความเปรี้ยวแบบนุ่มๆ ละมุนลิ้น เพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี หากใครมีโอกาสมาช็อปปิ้งที่ Central World แนะนำให้มาลองชิมกันได้

การเดินทาง : BTS สถานีชิดลม หรือสยาม และเดินมาที่ Central World ชั้น 2 ร้านอยู่ทางฝั่งลิฟท์แก้ว ใกล้กับบันไดเลื่อน

L1000445

3. Sarnies : ซอยเจริญกรุง 44

คาเฟ่ชื่อดังจากสิงคโปร์ที่มาเปิดอย่างเป็นทางการที่ไทย ในซอยเจริญกรุง 44 จัดว่าเป็นคาเฟ่ที่ป๊อบมากในหมู่ Cafehopping ในตอนนี้ เพราะนอกจากกาแฟที่เป็นหัวใจหลักของร้านแล้ว สถานที่และการตกแต่งภายในร้านก็สวยงาม มีความอนุรักษ์สภาพเก่าๆ เดิมๆ ของตึก ผสมกับกระจกและกระเบื้องที่เพิ่มความโปร่ง และดูสบายตาให้ร้าน ที่สำคัญยังมีเมนู Brunch เสิร์ฟให้ได้ลองทานกันด้วย

 

cf001

เมนู Signature ที่เราได้ลองชิมก็คือ Orange Mocca เป็นกาแฟ Mocca ผสมกับ Syrup รสส้ม ที่ได้ชิมคำแรกก็จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นส้มที่หอม และหวานอ่อนๆ ปนไปกับความหอมของเมล็ดกาแฟที่ทางร้านเลือกใช้ บวกกับความเข้มข้มของช็อคโกแลตที่เป็น base ในแก้วนี้ รวมกันได้ความอร่อยแบบนุ่มลิ้นดีงามมาก

L1000468

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าร้านนี้กำลังป๊อบมาก ดังนั้นคนจะค่อนข้างเยอะทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุด แนะนำว่าถ้าอยากหากนั่งสบายๆ ถ่ายรูปได้สะดวกหน่อย ควรไปตั้งแต่เช้า เพราะเราไปช่วงบ่ายที่นั่งค่อนข้างเต็ม (ทั้งที่ร้านมี 2 ชั้นแล้วนะ) เพิ่มเติมนิดนึงว่าไปตอนเช้าก็ดี จะได้ลองสั่ง Brunch มาทานกันด้วย เพราะเราตั้งใจว่าต้องไปซ้ำแน่นอน

การเดินทาง : BTS สะพานตากสิน แล้วเดินมาทางโรบินสัน บางรัก เลยไปประมาณ 30 เมตรจะเจอซอยเจริญกรุง 44 เดินเข้าไปในซอยอีกประมาณ 50 เมตรจะเจอร้านอยู่ทางด้านซ้าย

L1000304

4. Eureka Coffee Tap ช่องนนทรี : BTS ช่องนนทรี

ร้านกาแฟ Nitro ที่เปิดมาหลายสาขาแล้ว ทั้งที่ศาลาแดงซอย 1, ช่องนนทรี, หัวหิน และที่ห้าง Icon Siam ซึ่งสาขาที่เราพาไปในวันนี้คือสาขาช่องนนทรี เพราะเป็นสาขาในเมืองที่เราว่าเดินทางสะดวก นอกจากกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ แล้ว ที่สาขานี้ก็มีอาหารให้สั่งมาทานได้ด้วย

cf007

Sakura Yuzu Lemonade เมนูหน้าตาสวยงาม สำหรับคนไม่ดื่มกาแฟ

cf010

เมนูขึ้นชื่อของร้านนี้คงหนีไม่พ้นเจ้า Kai Kem Latte เป็นกาแฟลาเต้ที่ผสมด้วยซอสไข่เค็มและท็อปด้วยไข่เค็ม ดูรวมๆ แล้วหน้าตาหน้าดื่มแบบนี้แหละ แต่อีกหลายๆ เมนูโดยเฉพาะเมนู Nitro ทั้งหลาย อย่างครั้งนี้เราได้ลอง Nitro Thai Tea ก็มีความอร่อยและน่าสนใจ เพราะเป็นประสบการณ์ในการดื่มชาไทยในรูปแบบ Nitro ที่จะนุ่มๆ ลิ้น ดื่มง่ายและสดชื่นดี

การเดินทาง : BTS ช่องนนทรี ออกทางออกฝั่งตรงข้ามกับตึกมหานคร เดินย้อนไปทางสีลมประมาณ 20 เมตรจากบันไดสถานี BTS

 

L1000227

5.ATM TEA BAR : Central Embassy

สาขาใหม่ของร้านชาไข่มุกขวัญใจเด็กสยาม (อย่างเรา) ที่ยังคงเอกลักษณ์ในการตกแต่งร้านได้คล้ายคึงกันในทุกสาขา หลังจากที่เพิ่งเปิดสาขาใหม่ที่ ICON SIAM คราวนี้ก็กลับมาเปิดสาขาล่าสุดในห้างใหญ่ใจกลางอย่าง Central Embassy ที่โซน Open House ชั้น 6

cf008

ตู้ ATM สีชมพูตั้งเด่นเป็นสัญลักษณ์ของร้าน
เมนูเหมือนกับทุกๆ สาขา ราคาก็ใกล้เคียงกัน แต่ได้เปลี่ยนบรรยากาศในการนั่งดื่ม

L1000243

การเดินทาง : BTS เพลินจิต เดินมาที่ห้าง Central Embassy ร้านอยู่ที่ชั้น 6 โซน Open House

L1009599

6.KOHI Roastery & Coffee Bar : เอกมัย

คาเฟ่ใหม่ในดงคาเฟ่อย่างเอกมัย ที่มีการตกแต่งร้านสไตล์ Loft และมีความ minimal สไตล์ญี่ปุ่น ที่ร้านมีโรงคั่วอยู่ที่ชั้น 1 ส่วนชั้น 2 จะเป็นส่วนที่นั่ง ทางร้านคัดสรรเมล็ดกาแฟมาอย่างดี และที่ห้ามพลาดคือขนมของทางร้าน อย่าง Chocolate Ganache ซึ่งรสชาติช็อคโกแลตเข้มข้นมากๆ ควรสั่งมากินคู่กับกาแฟเป็นอย่างยิ่ง

L1009580cf003

การเดินทาง : BTS เอกมัย ต่อ Taxi หรือมอเตอร์ไซค์จากหน้าปากซอยสุขุมวิท 63 ตรงเข้ามาเรื่อยๆ ร้านจะอยู่ทางด้านขวามือก่อนถึง ซอยเอกมัย 14

cf005

7.Behind the Bar : BTS หมอชิต

คาเฟ่ขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ความจริงจังของกาแฟร้านนี้ไม่ได้เล็กตามขนาดร้านเลย เพราะมีให้เลือกชิมหลากหลาย
และราคาย่อมเยาว์ ส่วนคนที่ไม่ดื่มกาแฟก็มีเมนูชาและขนมให้ได้ลองชิมเช่นกัน

L1000352

กาแฟดริปก็มี ลาเต้อาร์ทก็สวย

L1000368

cf004

เมนูที่เราสั่งมาชิมเป็นชาอัญชันผสมกับน้ำส้ม Yuzu หน้าตา สีสันก็จะดูสวยงามตามนี้
ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ด้านบน Top ด้วยผิวส้ม Yuzu เปรี้ยวๆ ขมนิดๆ ตัดกับชาได้ดีทีเดียว

การเดินทาง : BTS หมอชิต เดินมาตาม Skywalk ที่ไปทางคอนโด The Line จตุจักร ร้านอยู่เลยคอนโดไปประมาณ 20 เมตร

L1000439

8.gram cafe & pancakes : สามเสน

ร้านนี้คงไม่ใหม่สำหรับหลายๆ คน (แต่ใหม่สำหรับเรา) ด้วยความที่สาขา Siam Paragon คิวยาวเหยียดตลอดเวลา เราเลยยังไม่ได้ลองชิม Pancake ชื่อดังอย่าง gram ซะที โชคดีที่เขาเปิดสาขาใหม่แถวสามเสน (เข้าซอยข้าง รพ.วิชัยยุทธ) ดูจะมีที่นั่งเยอะกว่าที่พารากอน (และก็มาลำบากกว่าหน่อย) เราเลยถือโอกาสมาลองให้รู้สักทีว่าเป็นยังไง

L1000408

มีทั้งที่นั่งในร้าน และ Take away ต่อคิวบ้างแต่ไม่นานและโหดร้ายเหมือนที่พารากอนแน่ๆ

cf006

จัดไปกับ Premium Pancake นุ่มๆ ดึ๋งๆ สมคำร่ำลือ

การเดินทาง : ถ้ามาทาง BTS ลงสถานีอารีย์ และต่อ Taxi มาที่ รพ.วิชัยยุทธ ร้านอยู่ห่างจาก รพ.วิชัยยุทธประมาณ 200 เมตร

L1000199

9.Factory Cafe : พญาไท

ร้านไม่ใหม่ และคงไม่ต้องบรรยาสรรพคุณของร้านนี้มาก เพราะกาแฟที่นี่เขาดีจริง เพียงแต่ว่าร้านเขาจะย้ายไปเปิดที่ใหม่วันที่ 11 ม.ค. นี้ ใกล้ๆ กับสถานี Airport Link พญาไท (ซึ่งก็ไม่ได้ไกลจากร้านเดิมมากนัก) เราจึงถือโอกาสแวะมาจิบกาแฟซึมซับบรรยากาศที่ร้านเก่าสักหน่อย

L1000206

มาทีไรเราก็ชอบมานั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ เพราะได้ดู Barista drip กาแฟ บรรยากาศและกลิ่นในร้านมันดีต่อใจคนรักกาแฟมากเลยนะ

L1000186

ส่วนอันนี้เมนูประจำ “Phayathai” มากี่ทีก็สั่งแต่เมนูนี้ เพราะเป็นกาแฟที่ดื่มง่าย ไม่ขม และสดชื่นจากเลมอนที่เป็นส่วนผสมหนึ่งในแก้วนี้

การเดินทาง : BTS พญาไท ร้านใหม่อยู่ติดกับ Hotel tranz ใกล้บันไดเลื่อนขึ้นสถานี Airport Link พญาไท ไว้ถ้าเขาย้ายร้านไปเมื่อไรเราจะมารีวิวให้ได้อ่านกันอีกที

 

และนี่ก็คือ 9 คาเฟ่ใหม่ (และเก่าบ้าง) ที่เราอยากจะแนะนำให้ได้แวะไปชิมกาแฟ และถ่ายรูปกันได้สวยๆ
เดือนนี้เรามีแพลนไปเชียงใหม่ ก็รอชมรีวิวคาเฟ่ใหม่ๆ ในเชียงใหม่กันได้เลย สำหรับรีวิวนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ก่อน

ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านนะครับ