Bangkok Cafehopping 2019

OverProject
สวัสดีปีใหม่ 2562

ปีใหม่นี้ก็ขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่ติดตามเพจ ThirtyWander มีความสุข สุขภาพแข็งแรง
ร่ำรวยเงินทอง จะได้มีทริปไปเที่ยวในปีใหม่นี้เยอะๆ นะครับ

หยุดปีใหม่แบบนี้แอดมินก็ได้ใช้เวลาในวันหยุดอย่างคุ้มค่า ด้วยการตะลอนๆ อยู่ตามคาเฟ่ในกรุงเทพฯ นี่แหละ
จึงขอเริ่มต้นปี 2019 ด้วย BKK cafe guide กับ 9 คาเฟ่ที่ (ส่วนใหญ่) เพิ่งเปิดใหม่ กาแฟและขนมอร่อย
ที่สำคัญคือสามารถเดินทางไปได้ง่ายด้วยรถไฟฟ้า ไว้เป็นไกด์สำหรับวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้
ให้ได้ไปจิบกาแฟเพลินๆ ถ่ายรูปเช็คอินกันเก๋ๆ ได้

จะมีร้านไหนที่เราแวะไปบ้าง…ตามมาได้เลยครับ

L1000051

1.høst x AMBER : Zen, Central World ชั้น 1

ร้านกาแฟชื่อดังจากฮ่องกงอย่างร้าน Amber Coffee Brewery ที่มีบาริสต้าดีกรีแชมป์ระดับโลกอย่างคุณ Dawn Chan ได้มาร่วมโปรเจ็คท์เปิดร้าน høst x AMBER ภายในห้าง Zen, Central World โดยในช่วงแรกคุณ Dawn Chan จะมาดูแลเรื่องกาแฟให้ที่ร้านด้วย

cf009

ภายในร้านตกแต่งได้สวยงาม เน้นเฟอร์นิเจอร์สีขาวและลายไม้ ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบาย และมีแสงแดดส่องเข้ามาทางร้านตลอด
ใครชอบถ่ายรูป มีมุมสวยๆ ให้ได้ถ่ายรูปกันเยอะเชียวแหละ

L1000025

สำหรับเมนู Signature ของร้านชื่อว่า “Amber” เป็นกาแฟที่มีส่วนผสมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำสัปปะรด ชาอังกฤษ และมีกระบวนการในการชงที่เฉพาะทางมากๆ แต่รอบนี้เรายังไม่ได้สั่งมาลองเพราะอยากลองกาแฟที่เบสิคธรรมดาๆ ดูก่อน จึงสั่ง Iced Latte กับครัวซองท์มาลองชิม กาแฟที่นี่รสชาติดี ครัวซองท์ก็กรอบ อร่อย แต่คนไม่ดื่มกาแฟก็มีช็อคโกแล็ตและชาเขียวให้สั่งมาชิมได้เช่นกัน

การเดินทาง : BTS สถานีชิดลม หรือสยาม และเดินมาที่ Central World ชั้น 1 ฝั่ง Zen ร้านอยู่ฝั่งถนนพระราม 1

2. CPS Coffee : Central World ชั้น 2

Cafe ของแบรนด์ CPS CHAPS ที่เปิดเป็นบาร์หินอ่นสีดำตัดกับสีทองดูหรูและเท่ห์อยู่หน้าร้าน CPS
แม้ว่า CPS CHAPS จะเป็นแบรนด์เสื้อผ้า แต่พอลงมาทำ Cafe แล้วก็มีความพิถีพิถันกับทุกเมนูที่คิดและเลือกวัตถุดิบอย่างดีมาใช้ ทำให้เมนูหลายๆ เมนูของที่นี่ดูแตกต่างและน่าสนใจ

L1009784

L1009774

เดินช็อปในร้านแล้ว มานั่งพักจิบกาแฟต่อที่ด้านหน้าร้านได้เลย

cf002

เมนูที่เราได้ลองวันนั้น คือ White tea lemonade เป็นชาขาวที่เบลนด์ด้วยพีชและลาเวนเดอร์ มาผสมกับน้ำเลมอนทำให้ได้ความหอมของชา ผสมกับความเปรี้ยวแบบนุ่มๆ ละมุนลิ้น เพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี หากใครมีโอกาสมาช็อปปิ้งที่ Central World แนะนำให้มาลองชิมกันได้

การเดินทาง : BTS สถานีชิดลม หรือสยาม และเดินมาที่ Central World ชั้น 2 ร้านอยู่ทางฝั่งลิฟท์แก้ว ใกล้กับบันไดเลื่อน

L1000445

3. Sarnies : ซอยเจริญกรุง 44

คาเฟ่ชื่อดังจากสิงคโปร์ที่มาเปิดอย่างเป็นทางการที่ไทย ในซอยเจริญกรุง 44 จัดว่าเป็นคาเฟ่ที่ป๊อบมากในหมู่ Cafehopping ในตอนนี้ เพราะนอกจากกาแฟที่เป็นหัวใจหลักของร้านแล้ว สถานที่และการตกแต่งภายในร้านก็สวยงาม มีความอนุรักษ์สภาพเก่าๆ เดิมๆ ของตึก ผสมกับกระจกและกระเบื้องที่เพิ่มความโปร่ง และดูสบายตาให้ร้าน ที่สำคัญยังมีเมนู Brunch เสิร์ฟให้ได้ลองทานกันด้วย

 

cf001

เมนู Signature ที่เราได้ลองชิมก็คือ Orange Mocca เป็นกาแฟ Mocca ผสมกับ Syrup รสส้ม ที่ได้ชิมคำแรกก็จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นส้มที่หอม และหวานอ่อนๆ ปนไปกับความหอมของเมล็ดกาแฟที่ทางร้านเลือกใช้ บวกกับความเข้มข้มของช็อคโกแลตที่เป็น base ในแก้วนี้ รวมกันได้ความอร่อยแบบนุ่มลิ้นดีงามมาก

L1000468

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าร้านนี้กำลังป๊อบมาก ดังนั้นคนจะค่อนข้างเยอะทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุด แนะนำว่าถ้าอยากหากนั่งสบายๆ ถ่ายรูปได้สะดวกหน่อย ควรไปตั้งแต่เช้า เพราะเราไปช่วงบ่ายที่นั่งค่อนข้างเต็ม (ทั้งที่ร้านมี 2 ชั้นแล้วนะ) เพิ่มเติมนิดนึงว่าไปตอนเช้าก็ดี จะได้ลองสั่ง Brunch มาทานกันด้วย เพราะเราตั้งใจว่าต้องไปซ้ำแน่นอน

การเดินทาง : BTS สะพานตากสิน แล้วเดินมาทางโรบินสัน บางรัก เลยไปประมาณ 30 เมตรจะเจอซอยเจริญกรุง 44 เดินเข้าไปในซอยอีกประมาณ 50 เมตรจะเจอร้านอยู่ทางด้านซ้าย

L1000304

4. Eureka Coffee Tap ช่องนนทรี : BTS ช่องนนทรี

ร้านกาแฟ Nitro ที่เปิดมาหลายสาขาแล้ว ทั้งที่ศาลาแดงซอย 1, ช่องนนทรี, หัวหิน และที่ห้าง Icon Siam ซึ่งสาขาที่เราพาไปในวันนี้คือสาขาช่องนนทรี เพราะเป็นสาขาในเมืองที่เราว่าเดินทางสะดวก นอกจากกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ แล้ว ที่สาขานี้ก็มีอาหารให้สั่งมาทานได้ด้วย

cf007

Sakura Yuzu Lemonade เมนูหน้าตาสวยงาม สำหรับคนไม่ดื่มกาแฟ

cf010

เมนูขึ้นชื่อของร้านนี้คงหนีไม่พ้นเจ้า Kai Kem Latte เป็นกาแฟลาเต้ที่ผสมด้วยซอสไข่เค็มและท็อปด้วยไข่เค็ม ดูรวมๆ แล้วหน้าตาหน้าดื่มแบบนี้แหละ แต่อีกหลายๆ เมนูโดยเฉพาะเมนู Nitro ทั้งหลาย อย่างครั้งนี้เราได้ลอง Nitro Thai Tea ก็มีความอร่อยและน่าสนใจ เพราะเป็นประสบการณ์ในการดื่มชาไทยในรูปแบบ Nitro ที่จะนุ่มๆ ลิ้น ดื่มง่ายและสดชื่นดี

การเดินทาง : BTS ช่องนนทรี ออกทางออกฝั่งตรงข้ามกับตึกมหานคร เดินย้อนไปทางสีลมประมาณ 20 เมตรจากบันไดสถานี BTS

 

L1000227

5.ATM TEA BAR : Central Embassy

สาขาใหม่ของร้านชาไข่มุกขวัญใจเด็กสยาม (อย่างเรา) ที่ยังคงเอกลักษณ์ในการตกแต่งร้านได้คล้ายคึงกันในทุกสาขา หลังจากที่เพิ่งเปิดสาขาใหม่ที่ ICON SIAM คราวนี้ก็กลับมาเปิดสาขาล่าสุดในห้างใหญ่ใจกลางอย่าง Central Embassy ที่โซน Open House ชั้น 6

cf008

ตู้ ATM สีชมพูตั้งเด่นเป็นสัญลักษณ์ของร้าน
เมนูเหมือนกับทุกๆ สาขา ราคาก็ใกล้เคียงกัน แต่ได้เปลี่ยนบรรยากาศในการนั่งดื่ม

L1000243

การเดินทาง : BTS เพลินจิต เดินมาที่ห้าง Central Embassy ร้านอยู่ที่ชั้น 6 โซน Open House

L1009599

6.KOHI Roastery & Coffee Bar : เอกมัย

คาเฟ่ใหม่ในดงคาเฟ่อย่างเอกมัย ที่มีการตกแต่งร้านสไตล์ Loft และมีความ minimal สไตล์ญี่ปุ่น ที่ร้านมีโรงคั่วอยู่ที่ชั้น 1 ส่วนชั้น 2 จะเป็นส่วนที่นั่ง ทางร้านคัดสรรเมล็ดกาแฟมาอย่างดี และที่ห้ามพลาดคือขนมของทางร้าน อย่าง Chocolate Ganache ซึ่งรสชาติช็อคโกแลตเข้มข้นมากๆ ควรสั่งมากินคู่กับกาแฟเป็นอย่างยิ่ง

L1009580cf003

การเดินทาง : BTS เอกมัย ต่อ Taxi หรือมอเตอร์ไซค์จากหน้าปากซอยสุขุมวิท 63 ตรงเข้ามาเรื่อยๆ ร้านจะอยู่ทางด้านขวามือก่อนถึง ซอยเอกมัย 14

cf005

7.Behind the Bar : BTS หมอชิต

คาเฟ่ขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ความจริงจังของกาแฟร้านนี้ไม่ได้เล็กตามขนาดร้านเลย เพราะมีให้เลือกชิมหลากหลาย
และราคาย่อมเยาว์ ส่วนคนที่ไม่ดื่มกาแฟก็มีเมนูชาและขนมให้ได้ลองชิมเช่นกัน

L1000352

กาแฟดริปก็มี ลาเต้อาร์ทก็สวย

L1000368

cf004

เมนูที่เราสั่งมาชิมเป็นชาอัญชันผสมกับน้ำส้ม Yuzu หน้าตา สีสันก็จะดูสวยงามตามนี้
ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ด้านบน Top ด้วยผิวส้ม Yuzu เปรี้ยวๆ ขมนิดๆ ตัดกับชาได้ดีทีเดียว

การเดินทาง : BTS หมอชิต เดินมาตาม Skywalk ที่ไปทางคอนโด The Line จตุจักร ร้านอยู่เลยคอนโดไปประมาณ 20 เมตร

L1000439

8.gram cafe & pancakes : สามเสน

ร้านนี้คงไม่ใหม่สำหรับหลายๆ คน (แต่ใหม่สำหรับเรา) ด้วยความที่สาขา Siam Paragon คิวยาวเหยียดตลอดเวลา เราเลยยังไม่ได้ลองชิม Pancake ชื่อดังอย่าง gram ซะที โชคดีที่เขาเปิดสาขาใหม่แถวสามเสน (เข้าซอยข้าง รพ.วิชัยยุทธ) ดูจะมีที่นั่งเยอะกว่าที่พารากอน (และก็มาลำบากกว่าหน่อย) เราเลยถือโอกาสมาลองให้รู้สักทีว่าเป็นยังไง

L1000408

มีทั้งที่นั่งในร้าน และ Take away ต่อคิวบ้างแต่ไม่นานและโหดร้ายเหมือนที่พารากอนแน่ๆ

cf006

จัดไปกับ Premium Pancake นุ่มๆ ดึ๋งๆ สมคำร่ำลือ

การเดินทาง : ถ้ามาทาง BTS ลงสถานีอารีย์ และต่อ Taxi มาที่ รพ.วิชัยยุทธ ร้านอยู่ห่างจาก รพ.วิชัยยุทธประมาณ 200 เมตร

L1000199

9.Factory Cafe : พญาไท

ร้านไม่ใหม่ และคงไม่ต้องบรรยาสรรพคุณของร้านนี้มาก เพราะกาแฟที่นี่เขาดีจริง เพียงแต่ว่าร้านเขาจะย้ายไปเปิดที่ใหม่วันที่ 11 ม.ค. นี้ ใกล้ๆ กับสถานี Airport Link พญาไท (ซึ่งก็ไม่ได้ไกลจากร้านเดิมมากนัก) เราจึงถือโอกาสแวะมาจิบกาแฟซึมซับบรรยากาศที่ร้านเก่าสักหน่อย

L1000206

มาทีไรเราก็ชอบมานั่งที่เคาน์เตอร์บาร์ เพราะได้ดู Barista drip กาแฟ บรรยากาศและกลิ่นในร้านมันดีต่อใจคนรักกาแฟมากเลยนะ

L1000186

ส่วนอันนี้เมนูประจำ “Phayathai” มากี่ทีก็สั่งแต่เมนูนี้ เพราะเป็นกาแฟที่ดื่มง่าย ไม่ขม และสดชื่นจากเลมอนที่เป็นส่วนผสมหนึ่งในแก้วนี้

การเดินทาง : BTS พญาไท ร้านใหม่อยู่ติดกับ Hotel tranz ใกล้บันไดเลื่อนขึ้นสถานี Airport Link พญาไท ไว้ถ้าเขาย้ายร้านไปเมื่อไรเราจะมารีวิวให้ได้อ่านกันอีกที

 

และนี่ก็คือ 9 คาเฟ่ใหม่ (และเก่าบ้าง) ที่เราอยากจะแนะนำให้ได้แวะไปชิมกาแฟ และถ่ายรูปกันได้สวยๆ
เดือนนี้เรามีแพลนไปเชียงใหม่ ก็รอชมรีวิวคาเฟ่ใหม่ๆ ในเชียงใหม่กันได้เลย สำหรับรีวิวนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้ก่อน

ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านนะครับ

 


Chiang Mai Cafehopping 2018

cnx coffee cover

“เชียงใหม่เป็นเมืองกาแฟ”

เพราะไม่ว่าจะไปเชียงใหม่กี่ครั้ง ก็มีคาเฟ่ใหม่ๆ ให้ได้แวะเวียนไปชิมและถ่ายรูป check-in ลง social network กันอยู่เรื่อยๆ ไปเท่าไรก็ไม่ครบสักที  และเมื่อสัปดาห์ก่อน เราได้ไปเชียงใหม่พร้อมกับ List คาเฟ่ในเชียงใหม่หลายร้าน แต่ด้วยเวลา (และความจุของกระเพาะอาหาร) ที่มีจำกัด จึงได้ไปแค่ 10 ร้าน ที่คัดมาแล้วว่าน่าสนใจและเป็นร้านใหม่ๆ ที่อยากแนะนำให้รู้จักกัน สายทัวร์คาเฟ่และสายดื่มกาแฟ ถ้าพร้อมก็ตามมาเลย!

aka 02

  1. Akha Ama Living Factory

เริ่มต้นที่นอกเมืองเชียงใหม่กับร้านกาแฟเปิดใหม่ แต่ชื่อคุ้นเคยอย่าง Akha Ama (อาข่า อาม่า) ที่มาเปิดสาขา 3 ที่ อ.แม่ริม โดยใช้ชื่อว่า Akha Ama Living Factory โดดเด่นตั้งแต่การออกแบบร้านที่ทำเหมือนโรงนา เข้าไปจะพบเคาน์เตอร์บาร์ตั้งเด่นอยู่หน้าร้าน เพดานสูงโปร่ง มีเครื่องคั่วกาแฟบริเวณชั้น 2 ตอนนี้ยังเป็นพื้นที่โล่งอยู่ แต่บาริสต้าบอกว่ากำลังจะมีโต๊ะ เก้าอี้ มาให้ได้นั่งจิบกาแฟสบายๆ (สรุปคือเราไปเร็วเกิน ร้านเขายังทำไม่เสร็จดี)

aka 01

aka 04

บริเวณชั้น 2 ของร้าน ยังเป็นพื้นที่โล่งๆ อยู่

ส่วนกาแฟของที่นี่ราคาถูกมากกกกกกก แถมรสชาติก็ดีงาม ถ้าใครไม่ดื่มกาแฟ มีเมนูที่แนะนำให้ลอง ก็คือ Blue Latte ซึ่งเป็นชาอัญชันผสมนมสด หน้าตาก็ดี รสชาติก็ดี ราคาไม่แพง

aka 03

ร้านเปิดเวลา 9.00 – 17.00 น. (ปิดทุกวันพุธ)
พิกัด : https://goo.gl/maps/2e1DuDykM7B2

*แนะนำให้เช่ารถขับไปสะดวกสุด เพราะร้านไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ ต้องซอกแซกเข้าไปในหมู่บ้านพอสมควร

iron 01

2.  The Ironwood

ยังคงอยู่ที่ อ.แม่ริม กับคาเฟ่ที่เห็นในรูปครั้งแรก ก็ตั้งใจไว้เลยว่าถ้าได้มาเชียงใหม่จะต้องมาแวะที่นี่ กับร้าน The Ironwood  ที่มีบรรยากาศเหมือนนั่งรับประทานอาหารอยู่กลางป่า ทางร้านจัดบริเวณโดยรอบร้านได้สวยงาม โดยเฉพาะ Glass house ซึ่งเป็นเหมือน signature ของทางร้าน ที่ใครได้มาต่างก็ต้องมาถ่ายรูป

iron 02

iron 03

บริเวณร้านมีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ หลากหลายแบบ

iron 04

เมนูแนะนำ “ข้าวคลุกกะปิดอกไม้”

เมนูของทางร้านมีให้เลือกทั้งอาหารหลัก ขนม และกาแฟ ราคาอาหารที่นี่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ในเชียงใหม่ เมนูอาหารมีให้เลือกไม่หลากหลาย รสชาติกลางๆ ถ้าใครเน้นอยากมาทานอาหารอาจไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าตั้งใจมาหาอะไรทานเล่น จิบกาแฟกับเค้กยามบ่าย ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นแบบนี้ อย่าลืมแวะที่นี่เชียวล่ะ

iron 05

ร้านเปิดเวลา 9.00 – 19.00 น.
พิกัด : https://goo.gl/maps/8DA5fJCzdiJ2

thongma 01

3.  Thongma Studio

ร้านกาแฟของศิลปินนักปั้น คุณจำเนียร ทองมา เป็นร้านกาแฟที่สวยงามทั้งด้านนอกและด้านในร้าน ตกแต่งด้วยอิฐ และปูนปั้นรูปทรงต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานของเจ้าของร้าน มีเมนูกาแฟ ชา และขนมหลากหลายชนิดให้ได้สั่งมาลองทาน

thongma 02

thongma 03

ร้านเปิดเวลา 10.30 – 18.00 น. (ปิดวันพุธ) อยู่ติดกับร้าน The Ironwood
พิกัด : https://goo.gl/maps/SRHjdCsYZR72

ausaa 01

4. Ausaa

อยากเรียกที่นี่ว่า “บ้าน” มากกว่าคาเฟ่ด้วยซ้ำ เพราะถ้า GPS ไม่ได้บอกทาง เราคงไม่รู้ว่าตรงนั้นมีคาเฟ่อยู่ เพราะ Ausaa เป็นคาเฟ่ที่อยู่รวมในรั้วบ้านกับบ้านหลังอื่นๆ ในนั้น เป็นร้านเล็กๆ ที่มีเจ้าของร้านดูแลจัดการทุกสิ่งอย่างคนเดียว ตั้งแต่ทำเครื่องดื่ม ขนม และเสิร์ฟลูกค้า แต่ในความเล็ก และการตกแต่งแบบ minimal ของร้านนี้ ทำให้เราหลงรักได้ไม่ยาก ที่สำคัญ ขนมเค้กของร้านนี้ก็อร่อยมากๆ ราคาก็ไม่แพง

ausaa 02

การตกแต่งร้านเรียบง่าย เน้นสีขาวตัดกับสีเฟอร์นิเจอร์ไม้ และของตกแต่งน่ารักๆ

ausaa 03

เค้กหน้าตาน่ารัก รสชาติก็อร่อย

ร้านเปิดเวลา 10.00 – 17.00 น. (ปิดวันอังคาร) ร้านอยู่เลยแยกที่จะเลี้ยวไปแม่ริมประมาณ 300 เมตร
พิกัด : https://goo.gl/maps/atSDwpJ6dQ72

one 01

กลับเข้าเมืองเชียงใหม่ มาเดินเล่นชิลๆ กันที่นิมมานดีกว่าครับ ตอนนี้มี Community Mall แห่งใหม่ ชื่อ One Nimman อยู่ตรงนิมมานซอย 1 ใครมาเชียงใหม่ช่วงนี้แล้วยังไม่ได้แวะมาถ่ายรูป ก็เหมือนยังมาไม่ถึง แถมบรรยากาศและสถาปัตยกรรมยังเหมือนเดินอยู่ต่างประเทศ (ยกเว้นเรื่องอากาศที่ร้อนแทบไหม้) นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้ามากมายให้ได้จับจ่ายกันเพลินๆ

graph 01

5.  Graph Cafe One Nimman

ขอยกให้ร้านนี้เป็นที่ 1 ในใจ เพราะโดยส่วนตัวชอบรสชาติของกาแฟที่นี่ และบรรยากาศโดยรวมของสาขานี้มันดีมากๆ จากเดิมการไป Graph Cafe สาขาแรกค่อนข้างลำบากสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เช่ารถแบบเรา สาขานี้ค่อนข้างตอบโจทย์เพราะอยู่นิมมาน และมีพื้นที่ให้นั่งเยอะกว่าสาขาแรก

graph 04

เมนูที่เราตั้งใจจะมาลองครั้งนี้ก็คือ Monochrome เป็นกาแฟผสมกับนม และมีรสวานิลลาแทรกอยู่ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ รสชาตินุ่มๆ และกลบความขมของกาแฟได้ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบดื่มกาแฟเข้มๆ แบบเรา ส่วนคนที่ไม่ดื่มกาแฟก็มีชาเขียวเย็น และขนมอร่อยๆ ให้ได้เลือกชิม

graph 02

graph 03

ร้านเปิดเวลา 9.30 – 17.00 น.
พิกัด : https://goo.gl/maps/pAPQaXNLnK42

omnia 01

6.  RK cafe by omnia

Pop Up store ของ Omnia cafe ซึ่งตั้งอยู่หน้าร้าน Rubber Killer ที่นิมมาน ใครเดินผ่านไปมาก็ต้องสะดุดตากับรถสีฟ้าหน้าร้าน ที่จัดวาง space ได้อย่างลงตัว กาแฟที่นี่รสชาติดีมาก และราคาไม่แพง และในแต่ละเดือนจะมี Special Menu from Barista เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เสียดายวันที่ไปเมนูพิเศษหมดเลยอดไปตามระเบียบ

omnia 03

omnia 04omnia 02

ร้านเปิดเวลา 9.00 – 17.00 น.
พิกัด : https://goo.gl/maps/ECW6ALUgH4t  อยู่ระหว่างนิมมานซอย 11 และ 13

frose 01
7.   frose yogurt cafe

ก่อนจะตาแข็งนอนไม่หลับกันไปซะก่อน ขอเปลี่ยนบรรยากาศมากินโยเกิร์ตแบบ Healthy กันบ้าง ที่ร้าน frose yogurt cafe สาวๆ เห็นก็คงจะกรี๊ดกร๊าดกันตั้งแต่หน้าร้าน เพราะตกแต่งทุกอย่างด้วยสีชมพูพาสเทล หวานแหววสุดๆ

frose 03

เข้ามาด้านในร้าน จะมีโยเกิร์ตประมาณ 4 -5 รสชาติ ให้ได้กดกันตามใจชอบ พร้อมกับท็อปปิ้งอีกมากมายหลายแบบ หลังจากตักทุกอย่างเสร็จ ก็เอาถ้วยมาชั่งน้ำหนักเพื่อจ่ายเงิน ใครกินจุใส่ท็อปปิ้งเยอะก็จ่ายแพงหน่อย

frose 02

นอกจากโยเกิร์ตแบบกดเองแล้ว ก็มีเมนูเครื่องดื่มและขนมอื่นๆ ที่สามารถสั่งได้ด้วย

frose 04

หน้าตาโยเกิร์ตที่เรากดมา

ร้านเปิดเวลา 10.00 – 21.00 น.
พิกัด : https://goo.gl/maps/XchCexg1Uqz

lab 02

8.  Across the Universe Cafe

ขอเรียกที่นี่ว่า Hidden place ของนิมมานละกัน เพราะมันดูลึกลับ เหมือนไม่ใช่คาเฟ่ แต่เข้าไปข้างในร้านคือประทับใจมาก เพราะตกแต่งได้สวยงามและเก๋มากๆ นอกจากส่วนที่เป็นคาเฟ่แล้ว ยังมีส่วนของที่พัก ชื่อว่า “The Laboratory” ซึ่งเราตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าได้มาเชียงใหม่คราวหน้า จะต้องมาพักที่นี่แน่นอน

lab 01

lab 03

ช่วงกลางคืนจะกลายสภาพเป็นบาร์ มีดนตรีสด และ (น่าจะ) มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขายด้วย แต่เนื่องจากเรามาช่วงกลางวันและตั้งใจจะมาหาอาหารหนักๆ ลงท้อง เลยไม่ได้สนใจอย่างอื่นเลย

lab 04

Black spaghetti with spicy sausage ใครชอบความจัดจ้าน ต้องจัดจานนี้

ร้านเปิดเวลา 10.00 – 23.00 น.   ดนตรีสดมีทุกวันพุธ – เสาร์ ตั้งแต่ 21.00 น.
พิกัด :  https://goo.gl/maps/4WZ12wmDRgs

 

baris01

9.  The Baristro at Ping River

สาขาใหม่ของคาเฟ่ชื่อดังอย่าง The Baristro ที่ครั้งนี้ออกมาอยู่ริมแม่น้ำปิง แต่บรรยากาศยังคง Minimal & clean เป็นเอกลักษณ์ของร้าน และเมนูต่างๆ ก็ดูจะไม่ค่อยแตกต่างจากสาขาอื่นเท่าไร คงเพราะเป็นสาขาใหม่ ทำให้คนมากันเยอะมากๆ แนะนำว่าถ้าไม่อยากต่อคิวให้ไปตั้งแต่เช้า จะได้นั่งจิบกาแฟ ถ่ายรูปกันได้สบายๆ

baris 04

ภายนอกร้านเป็นหนังสีขาวเรียบๆ มีช่องกระจกให้แสงลอกเข้าไปในร้าน
และมีต้นไม้ต้นเล็กๆ มาตัดผกับผนังสีขาว ให้ความรู้สึกร่มรื่นดี

baris 02

มุมต่างๆ ภายในร้าน แสงลอดเข้ามาสวยมา

baris 03

Matcha crape cake

ร้านเปิดเวลา 8.00 – 19.00 น.
พิกัด : https://goo.gl/maps/xft29GJwADH2

gateway 01

10.   Gateway Coffee Roaster

คาเฟ่เปิดใหม่แถวท่าแพ ซึ่งมีเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟเองด้วย ขอยกให้เป็นอีกร้านที่ชอบมากๆ ทั้งบรรยากาศและรสชาติของกาแฟ กาแฟของที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลายเมนู และมีเมนู Signature ของร้านอยู่ 2 – 3 อย่าง ราคาก็ถือว่ากลางๆ ไม่แพงจนเกินไป เมื่อเทียบกับคุณภาพและรสชาติของกาแฟที่ได้

gateway 02

gateway 04

ภายในร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และผนังสีขาว มีเก้าอี้ให้นั่งจิบกาแฟและชมวิวที่ระเบียง

gateway 03

Lost star เมนู Signature ของร้าน เป็นกาแฟผสมกับ Lemon, Plum และน้ำอ้อย

ร้านเปิดเวลา 9.00 – 18.00 น.
พิกัด : https://goo.gl/maps/dXWeDX5p2TE2

ทั้งหมดนี้ก็คือ 10 คาเฟ่ใหม่ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เราไม่อยากให้ทุกคนพลาด หากถูกใจรบกวนกด Like Facebook Page : Thirtywander และฝากแชร์กันด้วยนะครับ ส่วนคราวหน้าจะพาไปเที่ยวที่ไหนอีก อย่าลืมรอติดตามกันนะ


Shanghai Cafe Guide 2018 : คาเฟ่และร้านอร่อยในเซี่ยงไฮ้ที่ไม่อยากให้พลาด

IMG_5473

ภาพจำเมื่อได้ยินคำว่า “ประเทศจีน” สำหรับเราคือ ความเสียงดังช้งเช้ง วุ่นวาย และ “ห้องน้ำ” ที่ขึ้นชื่อลือชา
“ประเทศจีน” จึงเป็นประเทศที่เราตั้งใจว่าจะไม่ไปเที่ยวเองเด็ดขาด เพราะกลัวพ่ายแพ้ต่อพลเมืองจีน

ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เราเคยไปประเทศจีน คือประมาณ 13 ปีก่อน เป็นการออกนอกประเทศครั้งแรก
และได้ประเดิมกับประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของบรรพบุรุษอย่างประเทศจีน ที่เมืองปักกิ่ง
ตอนนั้นที่บ้านซื้อทัวร์ให้ไปเที่ยวกันช่วงปิดเทอม จำได้ว่าสถานที่เที่ยวอย่างกำแพงเมืองจีน
จตุรัสเทียนอันเหมิน มันก็อลังการณ์งานสร้างดี แต่เรากลับเฉยๆ และไม่ได้ประทับใจจนคิดว่าจะต้องกลับไปอีก

DSC04736

แต่ด้วยความที่เราอยากไป Disneyland ไง Disneyland ที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งตอนนี้ก็เปิดมาสักพักหนึ่งแล้ว
และหลังจากได้อ่านหลายๆ รีวิวที่เขาบอกกันว่าเซี่ยงไฮ้มันดี ตึกสูงเยอะแยะมากมาย
แถมดีไซน์ซะเหมือนเดินเที่ยวในยุโรปไปอีก ประจวบเหมาะกับเจอตั๋วเครื่องบินลดราคาพอดิบพอดี
ทริปนี้จึงเกิดขึ้น และได้ทำลายความตั้งใจของเราที่ไม่คิดจะไปเที่ยวเมืองจีนออกไป

จนเมื่อได้ไปสัมผัสความเป็นจีนที่ “เซี่ยงไฮ้” จริงๆ แล้ว กลับทำให้เราเปลี่ยนความคิดและอคติที่เคยมีมา
และยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เราหลงเสน่ห์ของ “เซี่ยงไฮ้” เข้าอย่างจังแล้วแหละ จึงอยากจะเอาประสบการณ์ที่เราได้เจอ
ทั้งความเก๋ ความดีงาม ของเซี่ยงไฮ้ ที่ใครจะไปคิดล่ะว่าจะได้เจอ มันดี๊ มันดี จนต้องมาทำกระทู้ให้ทุกคนได้อ่านนี่แหละ

ส่วนจะดีงามอย่างไรนั้น…เลื่อนลงไปอ่านกันต่อได้เลย!

DSC04466

มีหลายรีวิวที่ได้กล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น Landmark ของเซี่ยงไฮ้ไปแล้ว
คราวนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำคาเฟ่เก๋ๆ รวมไปถึงร้านอาหารที่ไม่อยากให้พลาดหากได้มา
และปิดท้ายกันด้วย Art museum ที่เราเหลือเวลาไปได้แค่ที่เดียวเท่านั้น

แต่ก่อนที่จะไปถึงรีวิวส่วนหลักของกระทู้นี้ เราขอมาเพิ่มเติมประสบการณ์จริง
และ Tips เล็กๆ น้อยๆ เพื่อจะได้ Survive และท่องเที่ยวที่เซี่ยงไฮ้ได้อย่างแฮปปี้แบบเรา

DSC04063

Shanghai Tips

  • การเดินทางจากสนามบินเข้าเมือง สามารถเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงที่เรียกว่า Maglev จากสนามบิน Pudong ไปลงที่สถานี Longyang road (Line 2 : สายสีเขียว) ใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้น ค่ารถเที่ยวละ 50 หยวน แต่! ถ้ามี boarding pass ที่ใช้เดินทางในวันเดียวกันสามารถนำมาเป็นส่วนลด Maglev เหลือแค่เที่ยวละ 40 หยวนเท่านั้น

DSC05002

ภายในสถานี Maglev Longyang Road

DSC05003

บรรยากาศภายในรถ สะอาด คนโล่งมาก

DSC05009

รถไฟจีนก็วิ่งเร็วเหมือนกันนะ (431 km/hr คือความเร็วสูงสุดที่รถวิ่ง)

  • หากไม่นั่ง Maglev ก็นั่งรถไฟ Metro (จากนี้ไปขอย่อว่า MRT แล้วกันนะ) จากสถานี Pudong International Airport (Line 2 : สายสีเขียว) เข้าไปในเมืองได้ แต่ว่าไม่ได้นั่งยาวเข้าเมืองเลยนะ ต้องแวะเปลี่ยนขบวนที่สถานี Guanglan Road อย่าเผลอหลับ หรือเด๋อไม่ออกจากขบวนอย่างเราละกัน นั่งตั้งนานก็ว่าทำไมไม่ถึงสักที T_T
  • บัตรเติมเงินสำหรับใช้ขึ้น MRT ถ้าจะซื้อที่สนามบินจะต้องซื้อที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วรถไฟ Maglev และจะเริ่มขายตั้งแต่ 9.oo น.เป็นต้นไป ถ้าไปถึงเช้ามากแบบเรา ก็ซื้อไม่ได้จ้า
  • แต่ถึงไม่ได้ซื้อบัตรเติมเงิน หรือ 1, 2, 3 daypass ใดๆ ก็ตาม การซื้อตั๋วเที่ยวเดียว (Single trip) ที่สถานี MRT ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะคิวไม่ได้ยาวขนาดนั้น และเครื่องซื้อตั๋วก็มีเยอะอยู่ สรุปแล้ว 4 วันที่เราอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ใช้การซื้อตั๋วเป็นรอบๆ ตลอดเลย ก็ไม่ได้ลำบากหรือช้าอะไรมากนะ ติดแค่ว่าเครื่องขายตั๋วรับแบงค์ใหญ่สุด คือ 50 หยวน ดังนั้นเวลาแลกเงินแลกแบงค์ย่อยไปด้วยก็ดี
  • การใช้บัตร Metro แบบ Single trip ขาเข้าใช้บัตรทาบกับที่อ่านบัตร ขาออกให้สอดบัตรคืน
  • ค่ารถไฟที่นี่ถูกมากเว่อร์ เริ่มต้นที่ราคา 3 หยวน (ประมาณ 15 บาท) เท่านั้น เรานั่ง MRT จากสนามบิน Pudong มาที่ รร.ของเราที่สถานี Shanghai Railway ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. นิดๆ ค่ารถแค่ 7 หยวน (ถูกกว่า Airport Link ไปอีก) แพงสุดที่นั่งคือจาก รร. เราไปที่ Disneyland ค่ารถ 8 หยวน ซึ่งถูกกว่านั่ง BTS จากสถานีหมอชิตไปอนุสาวรีย์ซะอีก
  • ความดีงามของ Metro ที่นี่อีกอย่างคือ มันคลอบคลุมสถานที่เที่ยวทุกที่ที่เราอยากไป บรรยากาศเหมือน Metro ที่สิงคโปร์ นั่งง่าย ไม่วุ่นวายมาก เอาสะดวกสุดต้องโหลด App : Shanghai Metro แค่กรอกสถานีต้นทางและปลายทางก็จบ ง่ายมาก!
  • ควรเช็คเวลาเปิด-ปิดของ Metro แต่ละสถานีให้ดี เพราะมันปิดเวลาไม่ตรงกัน ถ้ากลับดึกมากอาจตกรถได้
  • ค่ารถถูก แต่ค่ากาแฟที่นี่แพงมาก เจอถูกสุดคือประมาณ 20 หยวนต่อแก้ว (ประมาณ 100 บาท) ดังนั้นสาย Cafehopping ที่จะไปตามรอยกระทู้เรา ควรเตรียมแลกเงินไปเผื่อค่ากาแฟเยอะๆ
  • ค่าอาหารการกิน ค่า รร. เราว่ากลางๆ ที่พักถูกกว่าญี่ปุ่น และฮ่องกง (มาก) ขนาดเรานอน รร. ที่จัดว่าหรูหราใช้ได้ ห้องกว้างขวาง อยู่ใจกลางเมืองใกล้สถานีรถไฟ ตกคืนละ 3 พันกว่าๆ (บาท) ส่วนเรื่องอาหารส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับ Location และชื่อเสียงของร้าน แต่เราแลกเงินค่ากินค่าเที่ยวสำหรับ 4 วันไปประมาณหมื่นบาท ยังเหลือเงินกลับมาแลกคืนได้อีก (กินอิ่ม กินดีแทบทุกมื้อเลยนะ)
  • ทางเท้าหรือฟุตบาท ในเซี่ยงไฮ้ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนเดินถนน เพราะจะมีรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งเสียงเครื่องยนต์เบากว่าเสียงโซ่จักรยาน (มารู้ทีหลังว่ามอเตอร์ไซค์ที่นี่เขาใช้ไฟฟ้า) และพร้อมที่จะพุ่งชนเราได้ทุกเมื่อหากเราเดินเอ้อระเหยไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัว ดังนั้นเวลาเดินก็ต้องมองซ้ายขวาหน้าหลังให้ดี เพราะนี่เกือบโดนรถชนแล้วเหมือนกัน
  • ไฟเขียวไฟแดงตรงแยก อาจไม่ได้ช่วยอะไรกับบ้านเมืองนี้ เพราะรถแทบทุกคันสามารถแหกกฎได้ทุกเมื่อโดยไม่สนใจอะไร (เจอกลับรถแบบงงๆ ต่อหน้าตำรวจก็มี) ดังนั้น เวลาข้ามถนน ก็ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง
  • ร้านอาหารส่วนใหญ่ โดยเฉพาะร้านอาหารจีน มักจะไม่มีภาษาอังกฤษ ไม่มีคนพูดภาษาอังกฤษได้ ควรเตรียมฝึกภาษาจีนขั้นพื้นฐาน เช่น นับเลข ถามราคา เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ขอน้ำ ถามทางไปห้องน้ำ เป็นต้น หรือถ้าขี้เกียจก็เตรียม App แปลภาษาหรือ google translate ไปให้ดี
  • ศึกษาเส้นทางของสถานที่ที่เราจะไปตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ที่เที่ยวอยู่สถานี MRT อะไร ออกทางออกไหน และ capture หน้าจอแผนที่เก็บเอาไว้ให้ดี อย่าหวังพึ่ง 4G ที่ประเทศจีนเด็ดขาด เราซื้อซิมของค่ายสีแดงไป เรียกได้ว่าไม่ช่วยอะไรเลย สัญญาณมาๆ หายๆ (ส่วนใหญ่หาย) และขึ้น EDGE มากกว่า 4G ถึงบางครั้งจะขึ้น 4G แต่ใช้ไม่ได้ก็มีบ่อยๆ ดังนั้นควรต้อง Back to basic จด note และ cap รูปแผนที่เอาไว้จะดีที่สุด และอย่าลืมโหลด App VPN ไว้ใช้เล่น Facebook / IG / Line ด้วย Wifi ที่โรงแรม
  • หากใช้ iPhone แนะนำให้ใช้ Apple Map จะมีสถานที่ครบและบอกทางได้ดีกว่า Google Map (บอกละเอียดถึง Exit No. ของแต่ละสถานี MRT ด้วยล่ะ)
  • คนที่รักการถ่ายรูป รักความสงบ ไม่ชอบคนพลุกพล่าน และอยากไปสถานที่เที่ยวฮิตๆ อย่าง The Bund / Yuyuan Garden แนะนำให้ไปแต่เช้ามากๆ (เช็คเวลาเปิดปิดให้ดี) เพื่อหลีกเลี่ยงทัวร์และนักท่องเที่ยวที่พร้อมจะแห่แหนกันมาทั้งคนจีนและต่างชาติ
  • ร้านอาหารหรือคาเฟ่ฮิตๆ ก็ควรไปตั้งแต่ร้านเปิดเช่นกัน ไม่งั้นต้องรอเป็นชั่วโมงกว่าจะได้กิน
  • ใครที่มีแพลนไป Disneyland แนะนำให้ซื้อตั๋วออนไลน์ไปก่อนเลย เพราะการไปซื้อตั๋วหน้างาน เสียเวลาต่อคิวมาก และมีเคาน์เตอร์ที่เปิดขายน้อย ทำให้ต้องต่อคิวซ้ำซ้อนไปอีก
  • ขาช็อปทั้งหลาย หากเตรียมเงินไปช็อปพวกแบรนด์ต่างๆ ที่บ้านเราก็มี เช่น H&M, UNIQLO, Muji หรือใดๆ ก็ตามที่เป็นแบรนด์นอก (ที่ไม่ใช่ของจีน) แพงกว่าบ้านเราแทบทุกอย่าง ที่เจอถูกกว่า คือ Zara ซึ่งก็ถูกกว่าประมาณ 100 – 300 บาท ส่วนเรื่องตลาดของก๊อปอันนี้ไม่รู้ ไม่ได้ไป แฮะๆๆๆ

Pullman Shanghai Jingan

โจทย์ในการเลือกที่พักของเราก็คือ เราอยากได้ รร. ที่อยู่ใกล้กับ MRT Line 1 หรือ 2 ก็ได้ เพราะเดินทางไปไหนมาไหนดูจะสะดวกที่สุด และรอบนี้ไปกับเพื่อนอีกคน ซึ่งเคยไปเจอประสบการณ์แย่ๆ กับ Hostel ที่ฮ่องกงมาเมื่อ 2 ปีก่อน เลยขอโรงแรมที่ดีๆ นอนสบาย เรื่องราคาก็ขอให้ไม่แพงจนเกินความจำเป็น ซึ่ง Pullman ที่เราไปพักครั้งนี้ก็ตอบโจทย์แทบทุกอย่าง ราคาตอนที่จองก็ตกประมาณคืนละ 3,4xx บาท ซึ่งก็พอรับได้อยู่

DSC03908

ห้องที่เราจองเป็นห้อง Superior Twin Room กว้างขวางใช้ได้เลยแหละ

DSC03909

DSC03910

มีน้ำดื่มให้วันละ 4 ขวด

DSC03911

ห้องน้ำมี Shower แยกส่วนแห้งส่วนเปียก ไม่มีสายฉีดชำระ ไม่มีอ่างอาบน้ำ

ข้อดี
–  อยู่ติดกับทางออกที่ 5 ของสถานี MRT Shanghai Railway (Line 1) เดินทางสะดวกมาก
–  สามารถเช็คอินได้ตั้งแต่เช้า เราไปถึง รร. ประมาณ 10 โมง ก็ได้ห้องเลย ใครมาไฟลท์ดึกถึงเช้าก็ได้อาบน้ำพักผ่อนก่อนออกไปลุยต่อ
– ห้องใหญ่ สะอาด ราคาเหมาะสมกับคุณภาพ
– พนักงานพูดอังกฤษได้ดี รับฝากกระเป๋าหลัง check out ฟรี

ข้อเสีย
– ทางออก 5 ที่จะมา รร. ไม่มีบันไดเลื่อนหรือลิฟท์ ใครมีกระเป๋าใหญ่จะลำบากพอควร
– ไม่มีอาหารเช้าให้ ต้องจ่ายเงินเพิ่มหากต้องการทานอาหารที่โรงแรม
– ระบบการจ่ายเงินดูงงๆ เพื่อความสบายใจแนะนำให้จ่ายกับ web agent ที่เราจองไปให้เรียบร้อยก่อน check in จะดีที่สุด
– ต้องเตรียมบัตรเครดิตหรือเงินสดเพื่อจ่ายค่ามัดจำความเสียหาย ประมาณ 3,000 หยวน (จะได้คืนตอน check out)

Shanghai Cafe Guide

มาเข้าสู่เรื่องหลักของเราดีกว่า กระทู้นี้เราจะมาแนะนำ 8 คาเฟ่ และ 4 ร้านอาหาร ที่เราได้แวะไปลองชิมมา และอยากให้ได้ไปตามรอยกัน โดยจะแบ่งตามสถานี MRT เพื่อให้สะดวกต่อการจัดแพลนของเพื่อนๆ แล้วกันครับ

MRT Shanghai Library (Line 10 สายสีม่วงอ่อน)

DSC04900

 1. % Arabica Shanghai Wukang Lu

หากใครเคยไปเที่ยว Arashiyama ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น คงจะเคยผ่านตากับร้านกาแฟ % Arabica ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งแบรนด์นี้ได้ขยายสาขาไปหลายประเทศ (รวมถึงกำลังจะมีสาขาที่ประเทศไทย ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยนะ) และสาขาแรกที่เซี่ยงไฮ้ ก็คือสาขาถนน Wukang ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ แต่ยังคง Mood & Tone เหมือนร้านที่ญี่ปุ่นเลย ส่วนตอนนี้สาขาที่สองก็เพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หากใครได้ไปเซี่ยงไฮ้ช่วงนี้ลองแวะกันไปได้ครับ

sh01

DSC04893

บรรยากาศภายในร้านยังคงตกแต่งด้วยโทนสีขาวตัดกับสีน้ำตาลของไม้
มีที่นั่งตรงเคาน์เตอร์บาร์ประมาณ 4-5 ที่นั่ง

DSC04880

DSC04886

มีเมล็ดกาแฟและของที่ระลึกของร้านขายด้วย

DSC04890

sh02

Matcha Latte ราคาแก้วละ 50 หยวน

ร้านเปิดทุกวัน เวลา 10.00 – 19.oo น.
การเดินทาง : MRT Shanghai Library (Exit 3) เดินต่ออีกประมาณ 10 นาที

MRT South Shaanxi Road (Line 1 สายสีแดง หรือ Line 10 / 12)

สถานีนี้ถือเป็นดงคาเฟ่ก็ว่าได้ อารมณ์ประมาณแถวเอกมัยที่มีคาเฟ่อยู่ปะปนกับบ้านทั่วไป มีคาเฟ่น่าสนใจรายทางเยอะแยะมาก และสามารถเดินชิลๆ ไปจนถึง Xintiandi ซึ่งเป็นย่านที่มีร้านอาหาร บาร์ ห้าง และร้านค้าให้ช็อปปิ้งได้ด้วย

DSC04087

2.  Café Chez W, 一木家

ขอยกให้ที่นี่เป็นคาเฟ่ที่เราประทับใจที่สุดละกัน เป็นคาเฟ่ที่เราค้นเจอใน Instagram แล้วสะดุดตากับหน้าร้านและน้องแมวที่เป็นหน้าเป็นตาของร้านนี้มาก จากสถานี South Shaanxi ก็ถือว่าเดินไกลพอสมควรแต่คุ้มค่าที่จะมา ร้านเป็นบ้านสองชั้นเล็กๆ ภายในร้านมีที่นั่งทั้งสองชั้น เจ้าของร้านทำหน้าที่ทั้งดูแลร้าน บาริสต้า ทำขนม และดูแลแมว (อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ) เรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างของทั้งร้าน และที่สำคัญเจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษได้

DSC04095

คุณเจ้าของเล่าให้ฟังว่าร้านเพิ่งเปิดมาได้ประมาณ 6 เดือน มีลูกค้าแวะเวียนมาเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นคนจีน เพิ่งจะมีเราที่เป็นคนไทยโผล่ไปนี่แหละ ส่วนน้องแมวที่เราเข้าใจว่าเขาเลี้ยงไว้ สรุปแล้วน้องคือ street cat ที่วนเวียนอยู่แถวร้าน แล้วเจ้าของเขาใจดีให้อาหารน้อง น้องก็เลยมาวนเวียนเสมือนเป็นบ้านของตัวเองไปแล้ว

DSC04101

ที่นั่งบริเวณชั้น 2 ของร้าน

sh12

ที่นี่มีทั้งกาแฟและชาเขียว เมนูเป็นภาษาอังกฤษด้วย
ส่วนเจ้าของร้านก็ทำทุกอย่างจริงๆ

sh13

มี Tote bag ของทางร้านขายด้วย
ชาเขียว ราคาแก้วละ 32 หยวน

ร้านเปิดทุกวัน เวลา 11.00 – 19.oo น.
การเดินทาง : MRT South Shaanxi Road Exit 1 เดินต่ออีกประมาณ 10 นาที
(Search จาก Apple Map : Cafe Chex W Yimujia)

DSC04219

3. 17 Cafe

เราเดินผ่านร้านนี้ก่อนจะถึง Café Chez W แล้วก็สะดุดตากับการออกแบบร้าน และมารู้ทีหลังว่าที่ชั้นใต้ดินของร้านจะมีการตกแต่งเปลี่ยน Theme ไปทุก 3 เดือน เพื่อให้ลูกค้าลงไปถ่ายรูปเล่นได้ ซึ่งช่วงที่เราไปเขาได้จำลองหาดทรายมาไว้ที่ห้องใต้ดิน พร้อมพร็อบอีกมากมายให้ถ่ายรูปกันได้เพลินๆ

sh10

บรรยากาศหน้าร้าน

DSC04203

DSC04209

ชั้นใต้ดินของร้าน โพสถ่ายรูปกันได้เต็มที่

ส่วนเครื่องดื่มก็มีทั้งกาแฟ (ร้านนี้มี Flat white ให้สั่งด้วย) รสชาติก็ดีงามตามมาตรฐาน มีเมนูภาษาอังกฤษ พนักงานพูดภาษาอังกฤษพอได้ เราสั่ง Hot Latte ไป ราคาแก้วละ 28 หยวน

sh09

ร้านเปิดทุกวัน เวลา 11.00 – 19.oo น.
การเดินทาง : MRT South Shaanxi Road Exit 1 เดินต่ออีกประมาณ 10 นาที (ก่อนถึง Cafe Chez W)

DSC03916

4. PARAS Cafe

Brunch Cafe ชื่อดัง ที่ search google ก็เจอเป็นร้านแรกๆ แห่งนี้ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานี MRT South Shaanxi Road ด้วยความที่ร้านไม่ใหญ่นัก ทำให้เราต้องไปต่อคิวรอเกือบ 2 ชม. T_T แนะนำว่าถ้าจะไปควรไปตั้งแต่ร้านเปิดนะ

DSC03970

ชั้นล่างของร้านเป็น Counter ทำกาแฟและสั่งอาหาร
มีที่ให้นั่งต่อคิวอยู่นิดหน่อย ที่นั่งของลูกค้าจะอยู่ที่ชั้น 2

sh14

เราสั่ง Orange Blossom Latte ซึ่งเป็นเมนูพิเศษของร้านในช่วงนี้มาลองชิมดู
เป็นลาเต้ที่ราดด้วยครีมนุ่มๆ รสส้ม ก็หวานอ่อนๆ ละมุนดี

DSC03919

มีขนมหลายอย่างให้สั่ง น่าชิมทั้งนั้นเลย

DSC03944

บรรยากาศร้านชั้น 2

ร้านเปิดทุกวัน วันธรรมดา เปิด 8.30 – 20.3o น. เสาร์อาทิตย์ เปิด 9.30 – 20.3o น.
การเดินทาง : MRT South Shaanxi Road Exit 1

DSC04038

5. Tao Heung

ร้านติ่มซำสไตล์ฮ่องกงที่โด่งดังในเซี่ยงไฮ้ร้านนี้ ตั้งอยู่ชั้น 3 ของห้าง IAPM Mall มีเมนูทั้งติ่มซำ และอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง ราคาก็ค่อนข้างสูง (แต่ก็ยังถูกกว่าร้านดังๆ ในฮ่องกงนะ) อาหารและการบริการดีงามตามมาตรฐาน เมนูแนะนำที่ต้องสั่งคือ หมูกรอบ ซึ่งหนังบาง กรอบ แต่เนื้อหมูนุ่มสุด ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มอะไรเลยก็อร่อย แต่ข้อเสียก็คือทั้งร้านไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ เมนูไม่มีภาษาอังกฤษ มีเพียงภาพให้ชี้ + ใช้ภาษามือกับพนักงาน

DSC04041

ภายในร้านมีโต๊ะเยอะมาก แต่เราเข้ามาไม่นานโต๊ะก็เต็ม
แนะนำให้มาตั้งแต่ร้านเปิด

DSC04062

อาหารทั้งหมดที่เราสั่งวันนี้ (ไม่นับหมูกรอบที่ลงท้องไปหมดแล้ว)

DSC04060

ซาลาเปาไส้ไหลเยิ้ม

sh15

แค่หน้าตาดีไม่พอ รสชาติดีเกินหน้าตาไปอีก เห็นแค่รูปยังหิว
ค่าเสียหายสำหรับมื้อนี้ ประมาณหัวละ 500 – 600 บาท

ร้านเปิดทุกวัน แบ่งเป็น 2 ช่วง 9.00 – 16.00 น.  และ  17.30 – 22.00 น.
การเดินทาง : MRT South Shaanxi Road Exit 6 หรือ 7 (เข้าไปในห้างได้เลย)

DSC04003

6. Cha’s restaurant

ร้านอาหารจีน Local ที่การันตีด้วยรางวัล Reader’s choice award ปี 2017 และยืนยันได้ด้วยปริมาณคนที่มาต่อคิวหน้าร้าน เมนูส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารจีนทั่วๆ ไป เมนูเด็ดของร้านที่ต้องสั่ง คือ ปีกไก่ทอด และ ขนมปังหน้ากุ้ง

DSC03994

มีป้ายรางวัลการันตีโชว์อยู่หน้าร้าน

DSC03996

ปีกไก่ทอดอร่อยโดยไม่ต้องจิ้มอะไร

DSC03998

ขนมปังหน้ากุ้ง มากันทั้งตัวเต็มๆ

ร้านเปิดทุกวัน  11.00 – 01.30 น.
การเดินทาง : MRT South Shaanxi Road Exit 4 เดินต่อประมาณ 15 นาที
(เดินตรงมาเรื่อยๆ จากทางออกสถานีจนเจอสี่แยกที่มี Line Cafe อยู่ทางด้านซ้ายมือ ให้เลี้ยวไปทางขวาประมาณ 100 เมตร)

MRT South Huangpi Road ( Line 1 สายสีแดง)

DSC04910

7. S.ENGINE COFFEE

เป็นอีกร้านที่เราชอบเพราะมีกาแฟหลากหลายแบบให้เลือกชิม ทั้งเมนูพิเศษที่ทางร้านครีเอทเอง กาแฟ drip และขนมเค้กหน้าตาน่ากินอีกหลายอย่าง การตกแต่งของร้านออกแนว Minimal เน้นสีเงิน/ขาว/ดำ มีจุดเด่นคือบันไดเวียนที่อยู่กลางร้าน

DSC04995

บริเวณเคาน์เตอร์บาร์ชั้น 1

sh03

บันไดเวียนสีดำกลางร้าน

DSC04946sh04

นั่งชม barista drip กาแฟเพลินๆ

sh05

เราสั่ง Shanghai Dumpling เป็นเค้กที่ทำหน้าตาเหมือนเสี่ยวหลงเปา
และกาแฟ Cold brew ผสมพีช อร่อยมากๆ ทั้งคู่

ร้านเปิดทุกวัน  8.00 – 22.00 น.
การเดินทาง : MRT South Huangpi Road Exit 2 เดินต่ออีกประมาณ 5 นาที

MRT Jing’an Temple (Line 2 สายสีเขียว / Line 7 สายสีส้ม)

DSC04503

8. Aunn Cafe & Co

ขอยกให้เป็นคาเฟ่ที่ Packaging design ดีงามที่สุดในเซี่ยงไฮ้ และ (เค้าร่ำลือว่า) cold brew ของที่นี่ก็ดีงามไม่แพ้กัน (เสียดายวันนี้ดื่มกาแฟไม่ไหวแล้ว เลยไม่ได้ลอง) ร้านตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัด Jing’an เดินข้ามถนนมาก็ถึงเลย

DSC04507

เคาน์เตอร์เท่มาก

DSC04509sh07

แก้วสวยจนต้องเก็บกลับบ้าน ส่วน Apple tart ก็อร่อยมากกกกกก

DSC04505

บรรยากาศภายในร้าน

DSC04518

ร้านเปิดทุกวัน  8.30 – 22.00 น.
การเดินทาง : MRT Jing’an Temple Exit 1

DSC04491

9. ORITEA

เดินต่อจาก Aunn Cafe ประมาณ 50 เมตร จะเจอกับตึก 1788 E.A.T เข้าไปในตึกก็จะเจอกับร้านชา ORITEA ซึ่งทางร้านมีคอนเซปท์ คือ Handmade Tea เหมาะกับ Tea Lover สุดๆ ส่วนเราก็ได้ลอง 2 จาก 5 เมนูขายดีของร้าน คือ Oolong tea macchiato และ Aloe lemon soda

DSC04480

บริเวณเคาน์เตอร์ของร้าน

DSC04482

มีชาสกัด (ไม่รู้เรียกถูกหรือเปล่า) ซึ่งน่าจะเลือกใบชาได้ แต่ไม่ได้สั่งมาลอง

sh08

Oolong tea macchiato และ Aloe lemon soda ที่เราสั่งมาลองชิม
ส่วนตัวชอบ Aloe lemon soda เพราะรสเปรี้ยวซ่าของมะนาวโซดาพอคู่กับว่านหางจระเข้แล้วมันเข้ากันดี

DSC04500

บริเวณหน้าตึก 1788 E.A.T เปิดประตูเข้าไปจะเจอร้านอยู่ทางซ้ายมือ

ร้านเปิดทุกวัน  10.00 – 21.00 น.
การเดินทาง : MRT Jing’an Temple Exit 1

DSC04790

10. Din Tai Fung (Nanjing West Road)

คนไทยคงรู้จักร้านอาหารจีนร้านนี้กันเป็นอย่างดี ถามว่าทำไมต้องถ่อไปกินที่เซี่ยงไฮ้? เพราะใน tripadvisor แนะนำน่ะสิ เราก็เลยไป 555 สาขาที่ไปหาไม่ยาก เดินไม่ไกลจากสถานี Metro ด้วย ร้านสาขานี้ตั้งอยู่ในห้าง Jing’an Kerry Centre Outlet ชั้น 4 ดีงามตรงที่พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ มีเมนูภาษาอังกฤษด้วย สร้างมาเพื่อชาวต่างชาติโดยเฉพาะ เมนูส่วนใหญ่ก็คล้ายๆ กับที่ไทย แต่ที่ต้องสั่งก็คือเสี่ยวหลงเปา โดยส่วนตัวคิดว่าที่จีนรสชาติดีกว่า ส่วนราคาก็กลางๆ ตกคนละประมาณ 100 – 200 หยวน

DSC04770

บรรยากาศภายในร้าน

DSC04777

เราสั่งเสี่ยวหลงเปาหน้ากุ้งมาลอง กุ้งเต็มปากเต็มคำ น้ำซุปอร่อย

DSC04773

มีวิธีการกินเสี่ยวหลงเปาแนะนำให้ด้วย

sh17

ไก่ต้มเหล้า และข้าวผัดหน้าหมูทอดก็จัดว่าเด็ด

ร้านเปิดทุกวัน  10.00 – 21.00 น.
การเดินทาง : MRT Jing’an Temple Exit 6

MRT West Nanjing Road (Line 2 สายสีเขียว / Line 12, 13)

DSC04809

11. Starbucks Reserve Roastery

Starbucks สาขานี้ ถือเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ณ เวลานี้)  ตัวร้านมี 2 ชั้น พื้นที่รวม 2,700 ตร.ม. ภายในร้านมีทั้งโรงคั่ว ที่คั่วกันให้ดูสดๆ และยังมีบาร์ที่แบ่งตามชนิดของเครื่องดื่ม มีทั้งบาร์กาแฟธรรมดา บาร์ Teavana ที่จะเป็นเมนูชา บาร์กาแฟผสมกับช็อคโกแล็ต, แอลกอฮอล์ ให้เลือกชิมกันได้หลากหลายตามกำลังทรัพย์ รวมถึงเมล็ดกาแฟและใบชาแบบต่างๆ ให้ซื้อกลับไปชงที่บ้านได้ด้วย

DSC04814

เข้าไปจะเจอโรงคั่วกาแฟเด่นอยู่กลางร้าน

DSC04820

DSC04853

บรรยากาศตามบาร์ต่างๆ

DSC04859

DSC04861

DSC04862

มีร้านเบเกอรี่ด้วย

sh06

DSC04840

โซน Teavana มีชา Nitro ให้สั่ง และมีชาหลายแบบให้ลองชิม

DSC04869

โซนนี้ขายเมล็ดกาแฟ

ร้านเปิดทุกวัน  7.00 – 23.00 น.
การเดินทาง : MRT West Nanjing Road Exit 11

MRT Wujiaochang (Line 10 สายสีม่วงอ่อน)

DSC04607

12. Hai Di Lao Hot Pot (สาขาห้าง SUNING)

มาเซี่ยงไฮ้ทั้งที ถ้าไม่พาไปกินชาบูหมาล่าก็เหมือนมาไม่ถึง เราขอแนะนำร้านนี้เพราะมีหลายสาขา รสชาติอร่อย ราคาไม่แพงมาก และที่ดีที่สุดคือการบริการของร้านนี้เอาไปเลยเต็มร้อย!

จาก MRT Wujiaochang เดินมาตามทางที่จะไปทางออก 5 จะเจอร้าน KFC ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของห้าง เดินเข้าไปในห้างจนเจอลิฟท์ที่อยู่ด้านในสุด กดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 5 ก็จะถึงหน้าร้านเลย

DSC04608

ออกจากลิฟท์ทางด้านซ้ายจะมีพนักงานรอรับคิว
ห้องทางด้านขวาเป็นห้องรับรองสำหรับลูกค้าที่มารอต่อคิว

DSC04584

หลังได้บัตรคิวแล้ว เดินเข้าไปนั่งรอที่ห้องรับรองลูกค้าได้เลย เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเจอร้านชาบูที่มีห้องรับรองนี่แหละ นั่งไปได้แปบเดียวมีพนักงานเอาขนมกรุบกรอบใส่จานมาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะเลยจ้า แค่นั้นไม่พอ นั่งกินจนเกือบจะหมด พอพนักงานเห็นว่าจานที่กินพร่องไป นางก็เดินเอาขนมมาเติมให้ถึงที่ แถมที่โต๊ะยังมีน้ำดื่มให้เติมได้ไม่อั้น นี่ขนาดยังไม่ได้เสียเงินให้ร้านสักบาทเดียวนะ

DSC04589

ขนมฟรีที่ทางร้านมีให้ตักได้ไม่อั้นระหว่างรอคิว

ที่ประทับใจไปกว่านั้นคือ เรากับเพื่อนนั่งกินขนมแล้วมีขนมอย่างนึงหน้าตาคล้ายคอนเน่ของบ้านเรา แต่มันอร่อยและเข้มข้นกว่ามาก ทำให้เราเดินไปเติมบ่อยจนแอบกระซิบกับเพื่อนว่าจะแอบเอาใส่ถุงกลับบ้าน (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะ) ไม่รู้พนักงานอ่านใจเราออกหรือฟังภาษาไทยออกก็ไม่รู้ แปบเดียวนางเดินเอาขนมที่เราชอบ ห่อใส่ถุงมาให้ประมาณ 4-5 ห่อ แล้วมายื่นให้ที่โต๊ะ โดยที่เรายังไม่ได้ร้องขอใดๆ ประทับใจใน Service Mind มากๆ

DSC04591

ขนมที่พนักงานเอาใส่ถุงกลับบ้านมาให้

DSC04599
นั่งรอคิวอยู่ประมาณ 20 นาทีก็ได้เข้าไปในร้าน แทบทั้งชั้นก็คือร้านนี้เนี่ยแหละ โต๊ะเยอะมาก แต่ลูกค้าก็เยอะมากเหมือนกัน ร้านนี้ไม่ใช่ Buffet นะ ต้องสั่งเป็นอย่างๆ ไป มีทั้งหมูและเนื้อ ส่วนน้ำซุปก็เลือกได้ว่าจะเอากี่แบบ (ค่าน้ำซุปก็คิดเงินเหมือนกัน) เมนูที่นี่ไม่มีภาษาอังกฤษ พนักงานพูดอังกฤษไม่ได้ แต่พนักงานยินดีช่วยเหลือเต็มที่มาก พยายามสื่อสารกับเราสุดๆ และก็คอยดูแลเราที่โต๊ะตั้งแต่สั่งอาหาร วิธีการกิน คอยเติมน้ำ ฯลฯ ซึ่งนี่ก็ตกใจนะ ไม่คิดว่าจะเจอการบริการอะไรแบบนี้ที่จีนเหมือนกัน

sh16

เราสั่งน้ำซุปไปสองแบบ เป็นซุปหมาล่า (ซึ่งเผ็ดมาก) และซุปข้น มีหอยตลับต้มมาด้วย
ก่อนจะเริ่มกินพนักงานเอาซองพลาสติดมาให้ใส่มือถือกันเปื้อนไว้อีก ดูแลทุกเรื่องจริงๆ

DSC04602

น้ำจิ้มและผลไม้จะมีบาร์ให้บริการตนเองอยู่หลายจุดทั่วร้าน

สำหรับมื้อนี้กินกันอิ่ม หมดค่าใช้จ่ายไปประมาณคนละ  120 หยวน เนื่องจากพนักงานบริการดี เรากับเพื่อนเลยตั้งใจจะให้ทิปเพิ่ม แต่พนักงานไม่รับจ้า ตื๊อยังไงก็ไม่รับ (เราไม่รู้ธรรมเนียมที่นี่เหมือนกันว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้) สุดท้ายเพื่อนเลยขอถ่ายรูปคู่กับพนักงานเป็นที่ระลึก เพราะประทับใจมาก 555

ร้านเปิดทุกวัน 24 ชม.
การเดินทาง : MRT Wujiaochang Exit 5

EVERYTHING & NOTHING at YUZ Museum

Processed with VSCO with a6 preset

ช่วงสุดท้ายนี้เราจะพาไปเดินชมงานอาร์ทดีๆ ที่ YUZ Museum ซึ่งตอนนี้มีนิทรรศการที่ชื่อว่า EVERYTHING & NOTHING ผมงานของ RANDOM INTERNATIONAL จากประเทศอังกฤษ ซึ่ง RANDOM INTERNATIONAL  เป็นกลุ่มที่เริ่มก่อมาตั้งแต่ปี 2005 โดยศิลปิน คือ Hannes Koch และ Florian Ortkrass เป็นผู้จัดตั้งกลุ่ม มี concept  คือ ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมจำลองขึ้นมา เพื่อดูพฤติกรรมของมนุษย์ที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมนั้น ทั้งความรู้สึกนึกคิด การรับรู้ และสัญชาตญาณที่มีต่อสภาพแวดล้อมเหล่านั้น งานนี้ถือเป็น Solo Exhibition ครั้งแรกในเอเชียของ RANDOM INTERNATIONAL ด้วย โดยจะจัดงานที่ YUZ Museum ตั้งแต่ 20 เมษายน ถึง 14 ตุลาคม 2018

Processed with VSCO with a6 preset

หลังจากซื้อตั๋วแล้ว ก็เดินเข้าชมงานได้เลย
ห้ามพกกล้องถ่ายรูปเข้าไป แต่ใช้กล้องมือถือถ่ายรูปได้

Processed with VSCO with a6 preset

Processed with VSCO with a6 preset

ชิ้นงานทุกชิ้นจะเป็นงานที่เราต้องมี interactive กับงานนั้นๆ เช่น ห้องทางซ้ายมือ จะมีแผงไฟ พอเราไปยืนด้านหน้า ไฟจะติดขึ้นมาเสมือนเป็นกระจกที่สะท้อนตัวเรา เวลาเคลื่อนไหว ไฟก็จะเคลื่อนไหวเหมือนตัวเราไปด้วย ส่วนห้องด้านขวาจะมีขวดสเปรย์ กับแม่พิมพ์ ให้เราเอาแม่พิมพ์ไปทาบที่ผนังสีเขียว แล้วเอาสเปรย์ซึ่งฉีดออกมาไม่มีสีไม่มีกลิ่น ฉีดลงไปตามแม่พิมพ์ พอเอาแม่พิมพ์ออกมาก็จะเห็นเป็นรอยสะท้อนแสงตามรูปแม่พิมพ์นั้น

6105_shanghai_006

ส่วนห้องที่เป็นไฮไลท์ และเป็นเหตุผลที่เราอยากมางานนี้ก็คือ RAIN ROOM

Processed with VSCO with a6 preset

ห้องนี้จะมีฝนจำลองตกลงมาทั่วห้อง เหมือนสถานการณ์เวลาที่เราเจอฝนตก เราก็มักจะวิ่งเพื่อหลบฝน แต่ห้องนี้ยิ่งเราวิ่งหลบฝน เราจะยิ่งเปียก แต่จะทำยังไงให้ตัวไม่เปียกและยืนถ่ายรูปกลางสายฝนเท่ๆ แบบเราได้ ก็ต้องลองไปชมงานนี้ดูครับ

Processed with VSCO with a6 preset

เดินถ่ายรูปกลางสายฝนได้ โดยไม่เปียก

เปิดวันอังคาร – อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) 10.00 – 21.00 น. (เข้าได้ช้าสุด 20.00 น.)
การเดินทาง : MRT Yunjin Road (Line 11) Exit 1 หรือ 2 เดินต่ออีกประมาณ 500 เมตร

เป็นยังไงกันบ้างครับกับเซี่ยงไฮ้ในอีกมุมหนึ่งที่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ ว่าที่จริงแล้วเซี่ยงไฮ้ก็มีความเก๋ ความฮิป ไม่แพ้ที่อื่นเหมือนกัน ใครที่ชอบถ่ายรูป รักการเดินมิวเซียม และงานอาร์ท เซี่ยงไฮ้ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ไม่ควรพลาด ค่าครองชีพไม่ได้แพงมากเหมือนฮ่องกง หรือ ญี่ปุ่น แถมอาหารการกินก็ดีงาม เรื่องคนจีนหรือห้องน้ำที่เราหวาดกลัว เอาจริงๆ ก็ไม่ได้แย่เท่าที่คิด เหมือนบ้านเราแหละที่มีทั้งคนที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป เอาจริงๆ คนส่วนใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ก็มีมารยาทที่ดี ไม่แทรกแถวแซงคิว (สี่วันที่เราอยู่เจอแซงคิวไม่ถึง 10 คน) ห้องน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยวสะอาดพอใช้ได้ ห้องน้ำในห้างหรือร้านอาหารใหญ่ๆ สะอาดดีมากๆ หมดกังวลเรื่องห้องน้ำในภาพจำเก่าๆ ไปได้เลย

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายที่ที่เราหาข้อมูลไว้ว่าน่าสนใจ แต่เวลามีจำกัดเลยไปได้ไม่หมด ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปอีกหลายๆ ครั้ง หรือถ้าใครมีโอกาสได้ไป ลองหาข้อมูลให้ดี จะพบว่าเซี่ยงไฮ้ไม่ได้มีดีแค่ The Bund หรือ Yuyuan Garden เท่านั้น แล้วครั้งหน้าเราจะพาไปเที่ยวที่ไหนอีก รอติดตามกันนะครับ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันครับ 🙂


[Fukushima Diary] Day 3 : Cafehopping in Koriyama

IMG_9492

เช้าวันนี้ฝนหยุดตกแล้ว

เป็นสัญญาณที่ดีว่าพายุไต้ฝุ่นระดับ 4 กำลังจะจากลากันไปอย่างเป็นทางการ
แต่ถึงจะไม่มีพายุ อากาศก็ยังแปรปรวนอยู่ดี ทำให้จากแพลนเดิมที่ตั้งใจจะขับรถไป Azuma Bandai Skyline เป็นอันต้องเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้แทน ส่วนแพลนของวันนี้ก็เพิ่งนั่งคิดเมื่อคืนว่าจะไปไหนดีที่ไม่ต้องเสี่ยงกับการเปียกและลำบากมากแบบเมื่อวาน

สรุปก็คือ…ไปเที่ยว Koriyama แล้วกัน

DSC06114

Koriyama เป็นเมืองหนึ่งในจังหวัด Fukushima ที่เรารู้สึกว่าที่นี่มีความคึกคักมากกว่าเมือง Fukushima เองซะอีก เพราะเป็นเมืองที่มีรถไฟ Shinkansen ผ่าน และมีรถไฟที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น Aizu-Wakamatsu, Lake Inawashiro, Goshikinuma เป็นต้น แต่ถ้าถามว่าในเมือง Koriyama เอง มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรน่าสนใจบ้าง? เท่าที่รู้ก็มีเพียงพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ กับท้องฟ้าจำลอง (ซึ่งก็ไม่ได้อินสักเท่าไร)

แต่จากการหาข้อมูลมาล่วงหน้า พบว่ามีร้านกาแฟ 2 ร้านที่น่าสนใจ และวันนี้ตั้งใจจะไปเพื่อกลับมาทำรีวิวให้ได้อ่านกันนี่แหละ เผื่อสาย cafehopping ที่มาเที่ยว Fukushima จะได้แวะมาลิ้มลองรสชาติของกาแฟที่นี่กัน

DSC06100

วิธีการเดินทาง

การเดินทางจาก Fukushima ไป Koriyama นั้นสะดวกมาก เพราะมี Shinkansen Yamabiko
ซึ่งใช้เวลาเพียง 13 นาทีเท่านั้น (ค่ารถ 840 เยน แต่ถ้ามี JR Pass ขึ้นฟรีกี่เที่ยวก็ได้) และไม่จำเป็นต้องไปจองที่นั่งให้วุ่นวาย เพราะคนไม่เยอะ สามารถไปเลือกที่นั่งในขบวน Non-reserved ได้เลย

ถึงสถานี Koriyama ก็ต้องไปแวะขอข้อมูลจาก Tourist Information Center กันสักหน่อย

DSC06101

Tourist Information Center จะอยู่ที่ชั้น 2 ของสถานี เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปแล้วเลี้ยวขวา

DSC06096

Tourist Information Center จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ ก่อนจะถึงโซนร้านอาหารของห้าง S-PAL

DSC06099

Tourist Information Center Koriyama

หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่ใน Information Center สรุปได้ความว่า สถานที่เที่ยวที่ (พอจะ) น่าสนใจใน Koriyama อยู่ไม่ไกลจากสถานี และสามารถเดินไปได้ ก็คือ

  • เริ่มจากไปชิมกาแฟที่ร้าน OBROS COFFEE
  • ไปเที่ยวสวน Hayama Park และ 21st Century Anniversary Park
  • แวะชมวัด Nyohoji / Zendoji / Asaka-Kunitsuko Shrine
  • กลับมาแวะกินข้าวกลางวันที่สถานี Koriyama
  • ไปร้านกาแฟ Flat White Coffee Factory ซึ่งอยู่นอกเมือง
  • แวะกลับมาเดินช็อปนิดหน่อยที่สถานี Koriyama ก่อนกลับที่พัก

ก่อนจะออกจากสถานี ขอแวะสำรวจในสถานีสักหน่อย ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

DSC06097

เริ่มจากโซนร้านอาหารของห้าง S-PAL ที่อยู่ติดกับ Tourist Information Center
มีร้าน Wako Tonkatsu ที่รู้จักกันดี ในไทยก็มีสาขามาเปิดด้วย

DSC06107

ติดกับสถานีมีห้าง S-PAL เหมือนที่ Fukushima แต่สาขานี้เล็กกว่า (มีร้าน Muji ใหญ่พอควร)

DSC06106

ชั้นล่างสถานีมีร้านสบู่ชื่อดังอย่าง LUSH ให้แวะช็อปด้วย

DSC06113
ออกมาด้านนอกสถานี มองไปทางด้านซ้ายมี Yodobashi Camera
ใครตั้งใจมาหาซื้อฟิล์ม ซื้อกล้อง / เลนส์ แนะนำให้ช็อปจากที่นี่ไปเลย 
หรืออาจจะไปช็อปที่ biccamera ที่ Fukushima แต่ร้าน bic จะอยู่ห่างจากสถานีรถไฟมาก ต้องใช้รถส่วนตัวจึงจะสะดวก

OBROS COFFEE

การเดินทางไปร้าน OBROS COFFEE สามารถนั่งรถบัสไป (ประมาณ 3 ป้าย) หรือจะใช้วิธีแบบเรา คือ เดินไป ระยะทางประมาณ 1 กม. เส้นทางไม่ยุ่งยาก อากาศวันนี้ก็เย็นๆ ฝนไม่ตก เหมาะแก่การเดินชมเมืองไปในตัว

DSC06120

เดินออกมาตรงถนนใหญ่หน้าสถานี Koriyama จะเห็น Daiwa Roynet Hotel
ให้เดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม จากนั้นเดินตรงไปเรื่อยๆ ตามทาง

DSC06122

เดินมาจนถึงแยกที่มีตึก Leopalace 21 ให้เดินมาขึ้นสะพานลอยด้านข้างตึก เพื่อข้ามไปถนนอีกฝั่ง

DSC06123

ลงจากสะพานลอย จะเห็นซุ้มประตูศาลเจ้าทางด้านขวา นั่นคือ Asaka-Kunitsuko Shrine ให้เดินตรงต่อไปก่อน

DSC06125

เดินต่อมาอีกประมาณ 100 เมตร จะเจอวัด Zendoji อยู่ทางด้านขวามือ ให้เดินตรงต่อไป
(ในรูปนี้คือ วัด Zendoji ถ้ามีเวลาจะแวะเดินชมดูก่อนก็ได้ วัดไม่ใหญ่มาก)

DSC06126

เดินมาจนสุดรั้ววัด จะเจอซอยด้านขวา มีรูปปั้นอยู่ตรงด้านหน้าตึก ให้เลี้ยวขวาเข้าซอยแล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ

DSC06127

เดินตรงต่อไปประมาณ 300 เมตร ก็จะเจอ OBROS COFFEE อยู่ตรงแยกพอดี

DSC06134

ถึงแล้ว OBROS COFFEE

DSC06136

DSC06137

ร้านตกแต่งแบบ Minimal ด้วยไม้และสีผนังแบบปูนเปลือย มีจุดเด่นคือป้ายสีดำสัญลักษณ์ของร้านติดอยู่ด้านหน้า

DSC06141

obros 01

ถึงปุ๊บก็แวะไปสั่งกาแฟและขนมปังก่อน ราคากาแฟต่อแก้ว ประมาณ 400 – 600 เยน

DSC06146

ในร้านเป็นที่นั่งแบบ Counter bar สามารถดูบาริสต้าชง / drip กาแฟได้อย่างใกล้ชิด

DSC06149

obros 02

เมนูที่สั่ง คือ Ice Latte กับ Toast

obros 03

เรื่องรสชาติ เนื่องจากเราเพิ่งเป็นมือใหม่หัดดื่ม คงตอบยากว่ามันดีกว่ากาแฟที่อื่นยังไง แต่สำหรับเรา รู้สึกว่ากาแฟที่ชงมารสชาติมันจะกลางๆ นวลๆ ไม่ขม แล้วก็ไม่ได้อมเปรี้ยวเหมือนเม็ดกาแฟของบางที่ ส่วน Toast ก็เป็นขนมปังทาเนยธรรมดาๆ กินกับผักดองแก้เลี่ยน ก็พอได้อยู่นะ แต่บรรยากาศภายในร้านดีงาม ถ้าแดดดีกว่านี้คงจะดีมาก เพราะร้านเป็นกระจกทั้งหมด แสงเข้าได้ทุกด้านเลย เหมาะกับช่างภาพสาย cafehopping

DSC06195

Hayama Park / 21st Century Anniversary Park

จากร้าน OBROS COFFEE ถ้ายืนอยู่ตรงสี่แยกแล้วหันหน้าเข้าหาร้านเหมือนตอนขามา ให้เลี้ยวไปทางด้านซ้าย เดินตรงต่อไปอีกประมาณ 100 เมตร จะเจอป้ายบอกทางไป Hayamonori Park ให้เลี้ยวขวาไปตามป้ายแล้วเดินตรงไปประมาณ 200 เมตร จะเจอ Hayama Park อยู่ทางซ้าย และ 21st Century Anniversary Park อยู่ทางด้านขวามือเยื้องๆ กันนิดนึง

DSC06171

เจอป้ายนี้ เลี้ยวขวาตามป้ายได้เลย

DSC06193
เราแวะไปเดินเล่นใน Hayama Park ก่อน บรรยากาศภายในสวนดูร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นสนต้นใหญ่ และมีคลองขุดอยู่ตรงกลางสวน มีศาลาริมน้ำให้ไว้ไปนั่งชิลๆ ได้ มีต้นเมเปิลที่ใบกำลังเริ่มเปลี่ยนสีอยู่บ้างนิดหน่อย น่าเสียดายที่ฝนตกในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา น้ำในสวนเลยขุ่นมาก

hayama 01

ถ้าได้มาช่วงใบไม้แดงพีค คงจะสวยกว่านี้

DSC06177

hayama 02

DSC06186

เสร็จแล้วเดินข้ามฝั่งมาที่ 21st Century Anniversary Park จากโบชัวร์ที่ทาง Information Center แจกมา มีจุดเด่นคือดอกไม้ที่ปลูกไว้ในสวนช่วงฤดูร้อน แต่ช่วงที่เราไปเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ดอกไม้เลยเริ่มเหี่ยว แต่ก็ยังดีที่มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ได้ชมกันพอสมควร

DSC06202

hayama 03

DSC06205

ใบเมเปิ้ลเพิ่งเริ่มเปลี่ยนสี

DSC06209

DSC06212

 

Nyohoji Temple / Zendoji Temple / Asaka-Kunitsuko Shrine

DSC06225

จาก 21st Century Anniversary Park เดินย้อนกลับมาทางเดิมแล้วเปิด Google map หาพิกัดของ Nyohoji Temple ได้เลย เพราะอยู่ห่างกันไม่ถึง 500 เมตร ตรงนี้ต้องขออภัยจริงๆ ที่เราก็ไม่รู้ข้อมูลความสำคัญของวัดที่ได้แวะไปชมเหมือนกัน เลยขอเก็บภาพมาให้ได้ชมกันเพลินๆ แทน

DSC06230

บริเวณวัด Nyohoji

DSC06223

DSC06229

DSC06232

บริเวณประตูทางเข้าวัด Nyohoji

DSC06234

วัด Zendoji ที่เราผ่านมาตอนเช้า ฟ้าเริ่มโปร่ง มีแสงแดดให้เห็นบ้างแล้ว

DSC06238

บริเวณรั้วข้างวัดมีต้นเมเปิ้ลอยู่ แต่ยังไม่เปลี่ยนสี

DSC06124

บริเวณทางเข้า Asaka-Kunitsuko Shrine ที่นี่ใบไม้เปลี่ยนสีสวยมาก ไม่เสียค่าเข้าชมด้วย

DSC06249

Asaka-Kunitsuko Shrine

DSC06250

koriyama 01

DSC06262

ออกจาก Asaka-Kunitsuko Shrine เดินขึ้นสะพานลอยแล้วย้อนกลับไปที่สถานี Koriyama ตามทางเดิม เพื่อแวะไปหาข้าวกลางวันกิน ก่อนจะออกไปร้านกาแฟอีกร้านนึง ซึ่งมื้อกลางวันอันแสนสิ้นคิดของเราก็ไปจบที่ร้าน Wako Tonkatsu (ที่กรุงเทพก็มี 555) เพราะง่ายดีและอิ่มด้วย

DSC06267

DSC06269

มีเมนูภาษาอังกฤษ สามารถขอจากพนักงานได้

DSC06270

เมนูพิเศษในช่วงนี้ ก็คือ Korokke ไส้ไก่กับเห็ดและครีม แต่ขอผ่านละกันเพราะกลัวเลี่ยน

DSC06275

สุดท้ายก็ไปจบที่ทงคัตสึหมูสันนอกและหอยนางรม
ข้อแตกต่างของ Wako ที่นี่กับที่ไทยก็คือ ไม่มีน้ำสลัดงา และข้าวก็ไม่มีมาให้เป็นหม้อ ต้องขอเพิ่มเอง

Flat White Coffee Factory

อิ่มท้องแล้วได้เวลาเดินทางกันต่อ ช่วงบ่ายเราเลือกที่จะไปร้าน Flat White Coffee Factory ซึ่งแต่แรกเรากะว่าจะไม่ไปแล้ว เพราะนั่งรถบัสไปไกลพอสมควร แถมยังต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 2 กม. แต่ถ้าไม่ไปที่นี่ ก็ไม่รู้จะทำอะไร อีกอย่าง ร้านนี้ก็เป็นร้านที่อยากไปมากที่สุดระหว่างที่หาข้อมูลก่อนมา เลยตัดสินใจเดินก็ได้ เพราะฝนก็หยุดแล้ว แล้วก็จะได้ย่อยทงคัตสึที่กินเมื่อกี้ไปด้วย

koriyama 02

ป้ายรถบัสหมายเลข 3 และตารางเดินรถแต่ละสาย

วิธีการเดินทางจากสถานี Koriyama ให้มาขึ้นรถบัสที่ป้ายหมายเลข 3 (ป้ายรถบัสจะอยู่ด้านหน้าสถานี) แต่ตรงป้ายหมายเลข 3 ก็มีรถหลายเบอร์เหลือเกิน แล้วจะขึ้นรถสายไหนดี แนะนำว่าให้เช็คตารางเวลารถได้ จาก Google map ครับ (กรอก Destination ว่า “Flat White Coffee Factory” ใน google map จะบอกเลยว่าต้องขึ้นรถรอบกี่โมง และเดินต่อไปทางไหน)

ด้วยความงงในตอนแรก เราเลยเอาชื่อป้ายรถบัสที่ Search จาก google map เดินไปที่ Bus Information ซึ่งอยู่ใกล้กับป้ายหมายเลข 3 พอดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ให้ข้อมูลน่ารักมาก ตอนแรกบอกแค่ว่าให้ขึ้นรถที่ป้ายหมายเลข 3 พอรถมาถึงตามเวลาที่ดูไว้ เราก็เดินขึ้นไป เจ้าหน้าที่คนนี้ก็รีบเดินตามเข้ามาบนรถอีก เพื่อบอกชื่อป้ายที่จะต้องลง และให้เราสังเกตที่จอหน้ารถ พร้อมทั้งแจ้งราคาค่ารถ 390 เยน ที่จะต้องจ่ายก่อนลงรถให้อีก ใจดีมากๆ

DSC06278

รถบัสที่เราขึ้นมา คือ สาย 76-1 ค่ารถ 390 เยน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง

DSC06279

บรรยากาศบนรถ อย่างโล่ง

รถจะขับพาเราออกนอกเมืองมาเรื่อยๆ จนเริ่มเข้าป่าเข้าดง มีบ้านคนอยู่ริมทางบ้างประปราย จนกระทั่งถึงป้ายนี้…

DSC06280

ป้ายที่ต้องลง ชื่อ “Midorigaokadanchi” จุดสังเกตก็คือ แถวนั้นจะเป็นละแวกที่อยู่อาศัย มีบ้าน และแมนชั่นเรียงรายอยู่เต็มเลย ขาไปจะไม่มีป้ายตามรูป ป้ายจะอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งเราจะมาขึ้นรถขากลับเข้าเมืองกันตรงป้ายนี้แหละ

DSC06283

ลงจากรถแล้วเดินตรงมาอีกนิด จะเจอแยกแบบนี้ เลี้ยวขวาไปเลย

DSC06284

DSC06285
เดินตรงไปตามทางเรื่อยๆ จะเจอทางโค้งและดอกไม้ใบหญ้าแบบนี้

DSC06288
DSC06292

มันดีมากกกกกกกก ถ่ายรูปเพลินมากกกกกกกก

DSC06293

ถึงท้องฟ้าจะไม่เป็นใจ แต่ลมที่พัดมา และความสวยงามของธรรมชาติรอบๆ ก็ทำให้เราเสียเวลากดชัตเตอร์อยู่แถวนี้พักหนึ่ง

DSC06297
มองย้อนกลับไปจากทางที่เราเดินมา จะเห็นตึกที่พักอาศัยเรียงราย

DSC06298

เดินตรงไป จะเจอทางแยกด้านขวา ให้เลี้ยวขวาแล้วเดินตรงตามทางในรูปไปเรื่อยๆ

DSC06301

รอบๆ มีแต่ทุ่งนา และป่า

DSC06303

เดินตรงมาเจอสามแยก ให้เลี้ยวไปทางซ้าย

DSC06304

แต่ก่อนเลี้ยวขอแวะถ่ายรูปแวบนึง

DSC06308

เดินตรงมาตามทางเรื่อยๆ จนเจอสี่แยกนี้ ให้เดินตรงข้ามแยกต่อไปอีกประมาณ 400 เมตร

DSC06311

DSC06312

เดินจนเจอทางสามแพร่งแบบนี้ ให้เลี้ยวขวา

DSC06317

ตามป้าย Miharu Herb Hana Garden เข้าไปนี่แหละ

DSC06319

ตรงจุดนี้เรียกว่า “Britomart” เป็น Community Mall ย่อมๆ ที่มีทั้งร้านขายต้นไม้ ดอกไม้ ร้านอาหาร และร้านกาแฟที่เป็นจุดหมายของเรา พร้อมลานจอดรถที่สามารถจุรถได้หลายสิบคัน (แต่เราเดินมาไง โคตรจะไกล)

DSC06331

koriyama 03

DSC06322

แวะไปชมร้านขายต้นไม้กันก่อน

DSC06330

ร้านอาหาร SARARA แต่วันนี้ปิด

DSC06332

เจอร้าน Flat White Coffee Factory แล้ว เข้าไปได้เลย

DSC06336
ร้านจะอยู่ภายในโกดัง มีร้านทั้งหมดประมาณ 4 ร้านอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยที่ร้านกาแฟ Flat White Coffee Factory จะอยู่ติดกับประตูทางเข้า และมีร้านข้างเคียง ขายสินค้าพวกของใช้ในบ้าน และร้านอาหาร

DSC06344

DSC06365

DSC06364

เมนูต่างๆ และราคา

DSC06345

หลังจากเดินตากลมมานาน ขอ Hot Latte สักแก้วละกัน

DSC06339
เมล็ดกาแฟที่ร้านนี้ใช้ชง มีทั้งจาก Ethiopia และ Columbia ที่เราได้ชิมเป็นเมล็ดจาก Ethiopia รสชาติมันจะหวานๆ เปรี้ยวติดปลายลิ้นนิดๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ

ถ่ายรูปเล่นได้สักแปบ ก็มีชายญี่ปุ่นวัยกลางคน เดินเข้ามา Speak English อย่างคล่องแคล่ว ถามว่าเรามาจากที่ไหน ชอบกาแฟไหม คุยไปคุยมาจึงรู้ได้ว่าเขาคือเจ้าของร้านตัวจริงเสียงจริง ชื่อคุณ Yoshitaka Nakazawa แต่เขาให้เรียก “Mickey” ซึ่งเป็นชื่อภาษาอังกฤษของเขาเอง

DSC06353
ที่คุณ Mickey พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแบบนี้ เพราะก่อนหน้าที่จะมาเปิดร้าน Flat White Coffee Factory เขาเคยไปทำงานเป็นบาริสต้าอยู่ที่ประเทศ New Zealand และใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมา มาเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเองนี่แหละ โดยร้าน Flat White Coffee Factory มีทั้งหมด 3 สาขา 2 สาขาแรกอยู่ที่ Sendai และสาขาที่ Fukushima คือสาขาที่ 3 โดยสาขานี้มีจุดเด่นตรงที่มีเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟแบบพิเศษที่ 2 สาขาแรกไม่มี

DSC06352

คุณ Mickey เล่าถึงกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟให้ฟัง แถมยังเอากาแฟที่คั่วแต่ละแบบมาให้ลองชิมด้วย การคั่วแบบแรก คือ “Tyoka” (เป็นภาษาญี่ปุ่นอ่ะ ไม่รู้แปลว่าอะไรเหมือนกัน) เป็นการคั่วโดยใช้ไฟแรง ทำให้ด้านนอกของเมล็ดไหม้ แต่ไม่ไหม้ถึงด้านใน รสชาติที่ได้ก็จะออกขมกว่าอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า “Han nepu” ซึ่งใช้ความร้อนปานกลาง คั่วโดยใช้เวลานานกว่า การคั่วแบบหลังก็จะทำให้ได้รสชาติที่ขมน้อยลง จากที่ได้ลองเราว่าแบบหลังอร่อยกว่าแบบแรก (แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายว่ายังไงดี เพราะก็ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านกาแฟขนาดนั้น)

DSC06356

ต้องขอบคุณ คุณ Mickey และ คุณ Hanzawa บาริสต้าหน้าใส ที่มานั่งคุยเป็นเพื่อน แถมยังแนะนำร้านกาแฟใน Fukushima ร้านอื่นๆ ให้เราได้แวะไปอีก คิดไม่ผิดเลยที่ตัดสินใจมาที่นี่ ประทับใจตั้งแต่ทางเดินมา จนกระทั่งในร้านกันเลยทีเดียว

DSC06368

บรรยากาศร้านอื่นๆ ใน Britomart

DSC06369

DSC06370

DSC06371

DSC06372

เป็นอีกวันที่เราประทับใจกับการท่องเที่ยวในเมือง Koriyama และหวังว่าเพื่อนๆ ที่ได้แวะมาอ่าน คงจะอยากมาเที่ยวที่ Koriyama สักครั้ง โดยเฉพาะร้านกาแฟที่เราได้แนะนำไป ไม่อยากให้พลาดจริงๆ

DSC06379

ส่วนพรุ่งนี้ จะไปเที่ยวที่ไหน รอติดตามกันได้นะครับ
วันนี้ขอตัวไปนอนแล้ว

ราตรีสวัสดิ์ 🙂

สำหรับใครที่อยากติดตามการเดินทางทริปอื่นๆ ของเรา
หรืออัพเดทกระทู้ใหม่ๆ ก่อนใคร
ฝากติดตามใน Facebook Fanpage : ThirtyWander ด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/thirtywander

หรือจะติดตามชมรูปสวยๆ ได้ที่ Instagram : porsuke13


Hands & Heart : minimal is the best!

1506_100T_test_013

LET’S START MAKING WITH YOUR HEART,
THEN YOUR HANDS WILL BREW ALL THE REST.

ประโยคประจำร้าน Hands and Heart
ร้านกาแฟสไตล์ Minimal ที่ถูกใจทั้งคอกาแฟตัวจริง และคนรักการถ่ายรูป

เริ่มแรกได้รู้จัก Hands & Heart จากเพื่อนที่เป็นขาประจำตามชิมกาแฟ และถ่ายรูปตามคาเฟ่ต่างๆ
มาแนะนำให้ได้รู้จักกับร้านนี้ ซึ่งมีสาขาแรกอยู่ที่สุขุมวิท 38 หลังจากนั้นก็เรียกได้ว่าไปซ้ำอีกหลายครั้ง
จนตอนนี้มีสาขาที่สองเปิดใหม่อยู่ที่สยามสแควร์ จึงถือโอกาสมาแนะนำร้านนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกันครับ

1506_100T_test_015

จุดเด่นของ Hands & Heart ก็คือ ที่นี่เขาจริงจังเรื่องกาแฟมาก
มีเมล็ดกาแฟให้ได้เลือกชิมกันหลายแบบ ทั้งที่นำเข้าจากต่างประเทศและของไทย
ใครที่เป็นคอกาแฟตัวจริง ไม่ควรพลาด


ส่วนคนไม่ดื่มกาแฟ แต่ชอบมาร้านกาแฟ (แบบเรา) ที่นี่ก็มีทั้งขนม และเครื่องดื่มอร่อยๆ
ให้ได้เลือกชิม โดยส่วนตัวเวลามาที่นี่ จะชอบสั่งครัวซองต์ ซึ่งมีให้เลือกชิมหลายรสชาติ
แต่ที่ได้ลองล่าสุด คือ Bacon Roll เมนูนี้โดยส่วนตัว Recommend สุดๆ

1506_100T_test_021

สำหรับร้านสาขาแรกที่ซอยสุขุมวิท 38 ซึ่งซอยนี้อยู่ติดกับ BTS ทองหล่อ
เดินตรงเข้ามาในซอยประมาณ 200 เมตร ร้านจะอยู่ทางซ้ายมือครับ

การตกแต่งภายในร้าน เป็นโทนสี ขาว – เทา – ดำ minimal สุดๆ
สาขานี้ signature อยู่ที่โต๊ะหินอ่อน ซึ่งเพดานเป็นฝ้าโปร่ง ให้แสงธรรมชาติส่องลงมา

 

1506_100T_test_017

1506_100T_test_014

5904_Q_Test2_065

ส่วนสาขาที่สอง สยามสแควร์ (ซอย 11) เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่นานนี้ครับ
โดยสาขานี้ อยู่บนชั้นสองของ FREITAG Flagship store ที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่นานนี้

5905_HandsHeart_001

หากใครนึกไม่ออกว่า สยามซอย 11 คือตรงไหน ก็คือตรงเวิ้งที่มี Hard Rock Cafe นั่นแหละครับ

5905_HandsHeart_002

หน้าร้านจะมีป้ายบอกไว้ ว่าร้านอยู่ที่ชั้น 2 นะ

5905_HandsHeart_004

การตกแต่งของสาขานี้ ก็ยังคงเป็นความ minimal เท่ๆ เหมือนเดิม
โดยจะมีบาร์ของ Barista อยู่ตรงกลางร้านเลย
สำหรับเมนูทั้งกาแฟ เครื่องดื่มต่างๆ และขนม ก็เหมือนกับที่สาขาแรกครับ

5905_HandsHeart_019

5905_HandsHeart_016

ที่ติอยู่อย่างหนึ่งคือที่นั่งน้อยไปหน่อย แต่วันที่ผมไปทางร้านเพิ่งเอาโต๊ะใหม่มาลง
โต๊ะใหญ่ นั่งได้เยอะขึ้น แต่ก็ต้องแชร์กับคนอื่น เห็นมีพื้นที่เหลืออีกฝั่งนึงของชั้น
ไม่แน่ใจว่าต่อไปทางร้านจะขยายจนเต็มพื้นที่เลยหรือเปล่า แต่ถ้าคนเยอะก็น่าจะขยายนะ

5905_HandsHeart_028

5905_HandsHeart_034

หากใครสนใจอยากจิบกาแฟที่ชงด้วยความใส่ใจ และพิถีพิถันในทุกขึ้นตอน
แวะไปตามรอยกันได้ที่ Hands & Heart ทั้ง 2 สาขาครับ
ร้านเปิดทุกวัน 10.00 – 20.00 น.


The Lantern : Afternoon Tea ที่คาเฟ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

1507_lantern_016

เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด ผมมักจะมองหาที่พักที่ตกแต่งสวยงาม

มีวิวให้ถ่ายรูป มีร้านอาหาร หรือ ร้านกาแฟอร่อยๆ

เพราะจะได้ใช้เวลาพักผ่อนในวันหยุดได้อย่างสบายๆ หรือที่เรียกกันติดปากตอนนี้ว่า “slow life”

ยิ่งถ้าในโรงแรมมี Afternoon tea ให้บริการในราคาไม่แพงนัก ยิ่งดีใหญ่เลย เพราะจะได้เอามาเป็นพร็อบถ่ายรูปด้วย

แต่พออยู่กรุงเทพฯ ผมกลับเฉยๆ กับการไปชิม Afternoon tea ตามโรงแรม

เพราะคิดว่าราคาคงแพงมาก และเราก็ไม่ได้เข้าพักในโรงแรมนั้น เลยไม่รู้จะเข้าไปจิบชาทำไม

และอีกเหตุผลก็คือ มีร้านกาแฟสวยๆ น่านั่ง (แต่ราคาไม่ค่อยน่ารัก)

ทั้งที่เพิ่งเปิดและเปิดมานานแล้ว เต็มกรุงเทพฯ ไปหมด

แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปจิบชาที่ The Lantern

ซึ่งเป็นคาเฟ่ของโรงแรม Millennium Hilton ส่วนจะมีเมนูอะไรแนะนำบ้าง ติดตามกันได้ครับ

1507_lantern_026

โรงแรม Millennium Hilton ตั้งอยู่แถวคลองสาน ติดกับตลาดคลองสานพลาซ่า

ใกล้ๆ กับ The Jam Factory สถานที่สุดป๊อบในหมู่ Hipster นั่นเอง

การเดินทางก็ไม่ยากครับ สามารถนั่ง BTS มาลงที่สถานีกรุงธนบุรี แล้วต่อ Taxi มาที่โรงแรมได้เลย

หรือจะนั่ง BTS มาลงสถานีสะพานตากสิน ออกทางออกที่ 1 แล้วนั่งเรือข้ามฟากไปลงที่ท่าน้ำ est
แล้วเดินต่อมาทางคลองสานพลาซ่า โรงแรมจะอยู่ติดกับคลองสานพลาซ่าเลยครับ

1507_lantern_024

1507_lantern_023

The Lantern เป็นส่วนคาเฟ่ของโรงแรม อยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
มี Bakery, ชา และกาแฟหลากหลายเมนูให้เลือกชิม ตัวร้านจะแบ่งเป็น 2 โซน คือ ด้านนอก ไว้นั่งรับลม (และแดด) + ชมวิวแม่น้ำ กับด้านในร้าน สำหรับคนขี้ร้อน ไว้นั่งจิบชาสบายๆ ยามบ่าย

1507_lantern_060

1507_lantern_064

1507_lantern_022

1507_lantern_057

1507_lantern_059

1507_lantern_058

สำหรับ Bakery มีหลากหลายเมนูให้เลือก ทั้งครัวซองท์ พิซซ่า ขนมเค้กชนิดต่างๆ

ราคาขนมเค้กเริ่มต้นที่ 100 บาท รสชาติและคุณภาพก็คุ้มค่ากับราคาครับ เทียบกับร้านกาแฟดังๆ แล้วราคาขนมที่นี่ก็ถือว่าไม่แพง

1507_lantern_019

1507_lantern_018
1507_lantern_020

Japanese Souffle’ Cheese cake หน้าตาน่าทานเชียว ราคาชิ้นละ 100 บาท

1507_lantern_054 1507_lantern_053

นอกจากเค้กแล้ว ที่ร้านยังมีชาและช็อกโกแลตขายด้วยครับ ซึ่งช็อกโกแลตของที่นี่ ถือเป็น Highlight เลย
แต่ช็อกโกแลตสีสันสวยงามในขวดโหล ผมไม่ได้ลองชิมนะครับ ไม่ทราบเหมือนกันว่ารสชาติเป็นอย่างไร

1507_lantern_061

1507_lantern_049

1507_lantern_051

ส่วนเมนูที่ผมสั่งมาลองในวันนี้ ก็คือ Afternoon tea set กับ Hot Chocolate ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่ม Signature ของทางร้านครับ

1507_lantern_030

Hot Chocolate  ราคา  135 บาท

Hot Chocolate ของที่นี่ จะแยกเสิร์ฟ ช็อกโกแลตกับนมร้อน

โดยช็อกโกแลตจะมีให้เลือก 3 แบบ คือ Dark (สีเข้มสุด รสชาติจะขมๆ หน่อย) , Milk (สีน้ำตาลอ่อน ไม่ขม ออกหวานนิดๆ)
และ White (สีขาว รสจะออกหวาน มัน เด็กๆ ชอบ)

1507_lantern_027

ช็อคโกแลตรสชาติต่างๆ

วิธีการชง ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เอา Chocolate ball ใส่ลงไปในนมร้อน แล้วก็คนให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จพิธี

1507_lantern_032

1507_lantern_036

Milk Chocolate

1507_lantern_067

Dark Chocolate

ผมได้ลองชิม Milk Chocolate ไป รสชาติดีมากกกกกก

มันนวลๆ ละมุนๆ ไม่หวานหรือขมจัดจนเกินไป นมก็หอม มัน อร่อยมากๆ ครับ

1507_lantern_037

อีกเมนูที่ได้ลอง ก็คือ Afternoon tea set ครับ ซึ่งเมนูก็จะเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามฤดูกาล
แต่เราไม่สามารถเลือกได้นะครับ ว่าจะทานอะไรบ้าง เพราะทางร้านจะจัดมาให้เลย

ราคาต่อชุด (มีขนมตามรูป และ ชาอีก 1 กา)  1,200 บาท

1507_lantern_045

1507_boy_009

ใน Set ประกอบด้วย Scone 2 ชิ้น (มีแยมส้มกับสตรอเบอรี่ และเนยให้ทานคู่กัน)
แซนวิช และ เค้กหลายๆ แบบ ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตามสไตล์ Afternoon tea
รสชาติอร่อยใช้ได้ ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษครับ

สุดท้ายนี้ หากใครเบื่อที่จะไปนั่งร้านกาแฟดังๆ เบียดเสียดกับผู้คนมากมาย
อยากหลีกหนีความวุ่นวาย มานั่งเล่นชิลๆ จิบ Hot Chocolate กินเค้กอร่อยๆ
The Lantern ที่โรงแรม Millennium Hilton ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่น่าสนใจ
ด้วยราคาที่ไม่แพงมาก และได้นั่งชมวิว รับลมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ถือเป็นอีกบรรยากาศหนึ่งที่น่าสนใจดีครับ

ร้านเปิดทุกวัน เวลา 8.00 – 20.00 น.
และถ้าแวะมาซื้อ Bakery หลัง 6 โมงเย็นของทุกวัน จะได้ลดราคา 50% ด้วยนะ
แล้วไว้พบกันกับรีวิวร้านกาแฟใหม่ๆ ในครั้งต่อไปนะครับ 🙂


(Taipei Review) Cafe Niau : จิบกาแฟ เล่นกับแมว ในวันฝนพรำ

1506_tpe_a7_052

ผมเป็นคนที่ชอบไปนั่งเล่นที่ร้านกาแฟครับ

แต่ผมไม่ดื่มกาแฟ

เหตุผลหลักของการเสาะหาร้านกาแฟไปนั่งเล่น ก็คงเป็นเพราะชอบถ่ายรูป
เวลาเห็นร้านกาแฟสวยๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปนั่งเล่น สั่งเครื่องดื่มที่ไม่ใช่กาแฟ
และหามุมถ่ายรูป…

สัปดาห์ก่อนผมเพิ่งกลับจากการไปเที่ยวที่ไทเป
ครั้งนี้เป็นครั้งแรก (และอาจจะเป็นครั้งเดียว) ที่ผมไปไทเป
ไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับประเทศไต้หวันและเมืองนี้เลย
review ใน pantip ก็พอให้ข้อมูลเบื้องต้นได้บ้าง
แต่สถานที่เที่ยวใหม่ๆ หรือร้านกาแฟน่ารักๆ ไม่ค่อยมีใครรีวิวมากนัก
ต่างจากรีวิวประเทศป๊อบๆ อย่างญี่ปุ่น หรือ เกาหลี ซึ่งก็โดดเด่น โด่งดัง
ในสไตล์และความน่ารักของตัวเองอยู่แล้ว

แต่รีวิวเกี่ยวกับร้านน่ารักในไต้หวัน…ไม่มีเลย

สุดท้ายผมก็เลยต้องพึ่งพา guidebook ตามร้านหนังสือเป็นหลัก
ซึ่ง guidebook เกี่ยวกับไทเป เกี่ยวกับไต้หวัน ก็มีน้อยมากกก
(ที่ใช้การได้จริงมีอยู่ 2-3 เล่มเอง)
ประกอบกับก่อนจะมีทริปนี้เกิดขึ้น ผมก็วุ่นวายอยู่กับการเตรียมสอบเรียนจบ
ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมตัวอะไรมากเท่าไร สุดท้ายเลยทำได้แค่หอบ guidebook ที่คิดว่าโอเค
และไปลุยเอาดาบหน้าละกัน…

จนวันที่ท้ายๆ ของทริป ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปไหนแล้ว
เลยเปิด guidebook ที่พกมา หาร้านกาแฟน่ารักๆ ไปนั่งเล่นถ่ายรูปดีกว่า
ในหนังสือได้แนะนำร้าน T.Loafer Cafe ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก MRT Guting (สายสีเขียว) เท่าไรนัก
และบรรยายสรรพคุณมาว่า ร้านนี้ติดอันดับของร้านกาแฟที่คนมาไทเป ควรแวะมาสักครั้ง
สามารถแวะมาง่ายๆ เปิด google map หาร้านก็เจอ
ผมจึงดิ่งไปร้านนี้ ตามคำแนะนำของ Guidebook แต่สรุปพอเปิด google map . . . หาไม่เจอ

ผมเลยดูแผนที่จากใน MRT Guting และหาร้านตามที่อยู่ที่มีบอกไว้ ว่าอยู่ที่ Lane 141 (คล้ายๆ เลขซอย)
และได้งมหาทางไปเอง แต่เพื่อความสะดวกสำหรับเพื่อนๆ ที่อยากไปร้านกาแฟร้านนี้บ้าง (และไม่อยากหาร้านเอง)
ตามผมมาเลยครับ

ตั้งต้นที่สถานี MRT Guting ให้เดินออกมาทางออกที่ 5 ครับ

1506_tpe_x100_403

เดินออกมาแล้ว จะเจอทางเท้าแบบนี้ เดินตรงไปเรื่อยๆ ครับ

1506_tpe_x100_405

ระหว่างทางจะมีบ้านเก่า สวยดี แวะถ่ายรูปเล่นได้

1506_tpe_x100_407

และระหว่างเดินตรงไป ทางด้านซ้ายมือ จะมีร้าน Waffle อยู่ ชื่อร้าน Mr.PAPA
น่าเข้าไปลองเหมือนกันครับ ใครสนใจแวะร้านนี้ก่อนได้

1506_tpe_x100_410

พอเดินตรงมาซักพัก จะเจอ 7-11 อยู่ตรงหัวมุม ก่อนจะถึงสี่แยก
พอถึง 7-11 แล้ว ให้เดินเลี้ยวซ้าย หรือจะข้ามถนนไปก่อน แล้วค่อยเลี้ยวซ้ายก็ได้
แต่ครั้งแรก ผมไม่รู้ว่า Lane 141 อยู่ฝั่งตรงข้าม พอเจอ 7-11 ผมเลยเลี้ยวซ้ายไปเลย

1506_tpe_x100_411

หลังจากนั้นให้เดินตรงมาอย่างเดียวครับ

1506_tpe_x100_412

เดินตรงมาซัก 200 เมตร จะเจอสี่แยก มี Mos Burger อยู่ตรงหัวมุมครับ

1506_tpe_x100_413

พอเห็นร้าน Mos ให้เดินข้ามทางม้าลาย มาทางฝั่งเดียวกับ Mos
จากนั้นเลี้ยวขวาย้อนกลับไปทิศเดียวกับที่เราเดินมาครับ

1506_tpe_x100_415

เดินตรงมาอีกนิด จะเห็นป้าย Lane 141 แสดงว่าเรามาถูกแล้วครับ
เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปเลยยยย

1506_tpe_x100_416

เข้าซอยมาก็อึ้งเล็กน้อย เพราะในซอยนี้เหมือนเป็นย่านที่อยู่อาศัยมากกว่า
แล้วร้านกาแฟล่ะ อยู่ไหน? เดินตรงเข้าซอยไปอีกหน่อยละกัน

1506_tpe_x100_417

เดินเข้าซอยมาประมาณ 50 เมตร
มองทางขวามือ จะเห็นร้านหน้าตาแปลกแยกจากบ้านรอบๆ แบบนี้ครับ

1506_tpe_a7_098

นี่ไงครับ T.Loafer Cafe ที่เราตามหาอยู่
แต่เอ๊ะ…ทำไมมันดูเงียบๆ ไม่มีคนในร้านเลยล่ะ…

1506_tpe_a7_046

มองเข้าไปในร้าน มีป้ายเล็กๆ มีรูปแมว และภาษาจีน (ซึ่งผมอ่านไม่ออก)
และมีเวลาเขียนไว้ สรุปคือ ร้านเปิดบ่าย 2 (แต่ผมมาตอนเที่ยง T_T)

1506_tpe_a7_050

ไหนๆ ก็มาแล้ว ถ่ายรูปบรรยากาศรอบๆ ให้ดูก่อนแล้วกัน
ร้านตกแต่งเหมือนเอาไม้เก่าๆ มาปะๆ ให้ดูอาร์ทๆ สวยแปลกตาไปอีกแบบ
รอบๆ มีภาพแมว และรูปวาดแมวน่ารักๆ สงสัยเจ้าของร้านคงจะชอบแมวมาก

1506_tpe_a7_051

1506_tpe_a7_053

แต่ดูไปดูมา…อ้าว ทำไมร้านชื่อว่า Cafe Niau ล่ะ…
ไม่ได้ชื่อ T.Loafer หรอกเหรอ…

1506_tpe_a7_049

แต่ตอนนั้นร้านยังไม่เปิด ผมก็เลยไม่รู้จะหาคำตอบเรื่องนี้จากใคร
เลยแวบไปเที่ยวที่อื่นก่อน และจะกลับมาดูที่ร้านนี้อีกรอบตอนบ่าย 2

และในที่สุด ตอนบ่าย 2 ร้านก็เปิดจริงๆ ด้วยครับ
บรรยากาศภายในร้านดูเล็กๆ แคบๆ แต่แต่งได้น่ารัก อบอุ่น
เหมาะแก่การมานั่งชิลๆ จิบกาแฟเหลือเกิน

1506_tpe_a7_085

1506_tpe_a7_084

1506_tpe_x100_448

เจ้าของร้านเป็นผู้หญิง อายุไม่มากนัก เข้ามาต้อนรับ (ด้วยภาษาจีน) และนำเมนูเครื่องดื่ม (ซึ่งมีแต่ภาษาจีน) มาให้
ผมจึงพูดภาษาอังกฤษกลับไป ว่ามีเมนูอะไรแนะนำบ้าง ขอที่ไม่ใช่กาแฟ
โชคดีที่เจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษได้ เธอจึงแนะนำชานมแบบเย็นมาให้
แล้วเจ้าของร้านตัวจริงก็เดินมา

1506_tpe_x100_451

เจ้าของร้านตัวนี้ ชื่อ Milu เป็น American short hair ตัวผู้ อายุ 10 ขวบแล้ว
แต่ยังซนใช้ได้อยู่ ขนสวยด้วย เดินมาคลอเคล้าคลอเคลียได้ซํกแปบ
นางก็หลับ…

1506_tpe_x100_454

1506_tpe_a7_087

ชานมของผมได้แล้ว
แต่งหน้าฟองนมด้วย เป็นรูปเท้าแมว น่ารักเชียว

1506_tpe_x100_465

1506_tpe_x100_467

เจ้าของร้านถามว่าผมมาจากไหน
ผมตอบไปว่ามาจากประเทศไทย เจ้าของร้านร้องอ๋อขึ้นมา
บอกว่าคุณมาตาม guidebook ใช่ไหม
เค้ากะไว้แล้ว เพราะมีคนไทยมาที่นี่หลายคน ตาม guidebook มา
แต่ที่จริงแล้ว ข้อมูลใน guidebook ตอนนี้ ไม่ถูกแล้วนะ
เพราะร้านเค้าเปลี่ยนชื่อร้านแล้ว เพราะเปลี่ยนเจ้าของแล้ว
แต่แมวและ concept ในร้าน ยังคล้ายๆ เดิม
ตอนนี้ร้านใช้ชื่อ Cafe Niau (Niau แทนเสียงแมวร้อง “เหมียวๆ”)
พร้อมกับเอานามบัตรของร้านมาให้ หลังจากนั้นผมก็ได้คุยเกี่ยวกับที่เที่ยวในไทเปบ้างเล็กน้อย
เจ้าของร้านก็ชวนผมเล่นกับ Milu และมีหนูแฮมสเตอร์อีกตัวชื่อ Nanny ที่เค้าเพิ่งเอามาเลี้ยง
สร้างความเป็นกันเอง และช่วยให้ผมมีเพื่อนคุยดีเหมือนกัน (เพราะไปคนเดียว T_T)

1506_tpe_a7_096

บรรยากาศในร้าน ตกแต่งโดยมีรูปแมว ตุ๊กตาแมว อะไรหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับแมว
(แต่ที่นี่ไม่ใช่ Cat cafe นะ เพราะมี Milu ให้เล่นตัวเดียวเอง)
เหมือนเป็นบ้านหลังเล็กๆ ให้เพื่อนมานั่งจิบกาแฟ นั่งคุยกัน น่ารักดีแฮะ

1506_tpe_a7_097

1506_tpe_x100_464

1506_tpe_x100_460

เพื่อนๆ คนไหนไปเที่ยวไทเป แล้วอยากไปถ่ายรูปกับร้านกาแฟน่ารักๆ ที่นี่
แวะไปตามลายแทงที่ผมให้ไว้ได้เลยนะครับ
กาแฟราคาไม่แตกต่างจากคาเฟ่ในไทยเท่าไร เจ้าของร้านอัธยาศัยดี มี Milu ให้เล่นด้วยเพลินๆ
ร้านเปิด 14.00 – 22.00 น. ครับ

ส่วนอันนี้เป็น Facebook ของทางร้านครับ
https://www.facebook.com/MuNiau

รีวิวที่เที่ยวในไต้หวันยังมีอีก รอติดตามกันนะครับ 🙂
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ