Hôtel Splendid Etoile : โรงแรมที่เห็นวิวประตูชัยได้สวยที่สุด

Hôtel Splendid Etoile

เป็นอีกโรงแรมหนึ่งในทริปปารีสที่เราประทับใจ และอยากแนะนำให้ได้รู้จักกับโรงแรมที่มองเห็นวิวประตูชัยได้สวยที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นคือ "Hôtel Splendid Etoile" โรงแรม 4 ดาวในเขต 8 ของปารีส ทำเลของโรงแรมอยู่ใกล้กับประตูชัย และไฮไลท์ของโรงแรมก็คือห้องพักที่มองเห็นวิวของประตูชัยได้อย่างเต็มตา

Location
หากเดินทางด้วยรถไฟจากสนามบินมาที่โรงแรม สามารถนั่งรถไฟสาย RER A มาลงที่สถานี Charles de Gaulle - Étoile โรงแรมอยู่ห่างจากสถานีเพียง 250 เมตร การเดินทางภายในเมืองก็สะดวกสบาย เพราะมีทั้งสถานี Metro และ Bus หลากหลายสายที่ผ่าน สามารถเดินไปประตูชัย, Shopping แถว Champ-Élysées ได้สบายๆ

Hotel
ขนาดโรงแรมไม่ได้ใหญ่มากนัก บริเวณชั้นล่างของโรงแรมเข้ามาก็จะเจอกับ Counter check-in, Lobby เล็กๆ, ลิฟท์โดยสารเล็กๆ 2 ตัว และห้องอาหารเช้าของโรงแรม พนักงานต้อนรับสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และดูแลดีเกินคาดมากๆ

Room
ห้องพักของที่นี่มีทั้งหมด 5 แบบ ได้แก่ Double Room, Classic Room, Superior Room with Balcony, Privilege Room with Direct View of Arc de Triomphe และ Suite with Arc de Triomphe View ซึ่งเราได้พักในห้อง Superior Room with Balcony ซึ่งเป็น Room type แรกที่สามารถมองเห็นและถ่ายรูปประตูชัยได้จากห้องพัก โชคดีมากที่ห้องของเราเป็นห้องที่อยู่ใกล้กับประตูชัยมากๆ (ห้องที่อยู่ติดกันจะเป็นห้อง Privilege Room with Direct View ซึ่งจะมองเห็นวิวได้เต็มๆ) ขนาดห้อง 28 ตร.ม. ซึ่งถือว่าค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดมาตรฐานของห้องพักในปารีส การตกแต่งเรียบๆ ใช้สีดูสบายตา ภายในห้องเป็นเตียงขนาด King size มีห้องน้ำพร้อมอ่างอาบน้ำ และมีระเบียงที่เราสามารถออกไปชมวิวและถ่ายรูปประตูชัยได้ตลอดทั้งวัน สำหรับราคาห้องพักช่วงเดือน ม.ค. (ที่เรามาพัก) อยู่ที่ประมาณ 300-400 ยูโร/คืน ไม่รวมอาหารเช้า (หากจองล่วงหน้านานๆ อาจจะได้ราคาดีกว่านี้)

โดยภาพรวมเราค่อนข้างประทับใจกับการเข้าพักที่นี่ ทั้งห้องพักที่สะอาด กว้างขวาง พนักงานอัธยาศัยดี และที่สำคัญคือวิวสวยๆ ของประตูชัย ที่เราไม่ต้องไปยืนแย่งกันถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เลย เป็นอีกโรงแรมที่คนรักการถ่ายภาพไม่ควรพลาดครับ


Intercontinental Paris - Le Grand : Historical hotel in Paris

Stay in the Historical Hotel

ทริปปารีสครั้งนี้ เราจะพาทุกคนมาชมโรงแรมหรู ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 160 ปี นั่นคือโรงแรม Intercontinental Paris - Le Grand ซึ่งตั้งอยู่ติดกับ Palais Ganier หรือ Opera Ganier โรงละครที่เป็นต้นแบบของละครเวทีชื่อดังอย่าง Phantom of the Opera โดยดั้งเดิมโรงแรมนี้ชื่อว่า "Le Grand Hotel" เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1862 ใช้เป็นที่ต้อนรับราชวงศ์และบุคคลสำคัญต่างๆ จากหลากหลายประเทศ จนกระทั่งในปี 1982 โรงแรมนี้ได้เข้ามาอยู่ในเครือ IHG และกลายเป็นโรงแรม Intercontinental Paris - Le Grand จนถึงปัจจุบัน

อาคารของโรงแรมมีทั้งหมด 4 ชั้น และมีห้องพักทั้งหมด 470 ห้อง ซึ่งถือว่าเป็นโรงแรมที่ขนาดใหญ่มากแห่งหนึ่งในปารีส โดยห้องพักของโรงแรมเพิ่ง Renovate ไปล่าสุดเมื่อปี 2021 โดยนักออกแบบ Pierre-Yves Rochon ทำให้ห้องพักและภายในโรงแรมทั้งหมดตอนนี้มีความสวยงาม ดูใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายของความคลาสสิกไว้เป็นอย่างดี

จุดเด่นของโรงแรมนอกจากความอลังการและหรูหราแบบ Parisian แล้ว ทำเลของโรงแรมยังสะดวกสบายต่อการเดินทางท่องเที่ยวในปารีสมากๆ เพราะโรงแรมตั้งอยู่แถว Opera ซึ่งมีห้างใหญ่อย่าง Galeries Lafayette , Printemps สามารถเดินไปถนน St.Honore ยาวไปจนถึง Louvre Museum ได้ มีจุดจอดรถ RoissyBus จากสนามบิน Charles de Gaulle อยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงแรม ใกล้สถานี Metro และป้ายรถบัสอีกหลายสาย ทำให้การท่องเที่ยวในปารีสเป็นเรื่องง่าย และสะดวกมาก

ในส่วนของห้องพัก เราพักห้อง "1 King Premium Balcony " จุดเด่นของห้องนี้ คือ ขนาดห้องที่ค่อนข้างกว้าง (กว่าห้องพักของโรงแรมทั่วไปในปารีส) มีอ่างอาบน้ำ และมีระเบียงให้ออกไปชมวิวได้ ภายในห้องตกแต่งได้สวยงาม คลาสสิก และยังคงกลิ่นอายของความเป็น Le Grand Hotel ในอดีตเอาไว้ เตียงนอนคือนุ่มดูดวิญญาณไปเลย และสิ่งที่เซอร์ไพรส์สุดๆ คือ โรงแรมนี้มีสายฉีดชำระให้ในห้องน้ำด้วย ซึ่งปกติไม่น่าพบเจอได้ในโรงแรมโซนยุโรป

นอกจากนี้เรายังได้ใช้บริการที่ Lounge ของโรงแรม ซึ่งให้บริการทั้ง Breakfast , Afternoon tea และ Evening Cocktails แนะนำว่าหากใครอยากใช้เวลาพักที่โรงแรม หลังจากบินมาถึงปารีสในวันแรก การจองห้องแบบรวม Lounge access เป็นอะไรที่คุ้มมาก เพราะมีอาหาร เครื่องดื่มให้ได้อิ่มท้องตลอดวัน ส่วน Breakfast เราเลือกลงมาทานที่ห้องอาหาร Cafe de la Paix ห้องอาหารหลักของโรงแรม Breakfast Buffet ที่นี่เขาจัดเต็มมาก ทั้ง Pastry , สลัด , cold cuts และยังมีอาหารเอเชียอย่าง ข้าวต้ม ปาท่องโก๋ ซุปมิโสะ ให้บริการด้วย เพราะแขกที่มาเข้าพักเป็นเอเชียค่อนข้างเยอะ

จากการได้มาพักที่นี่เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยส่วนตัวเราค่อนข้างประทับใจกับความสะดวกสบายทั้งในโรงแรม การเดินทางจากสนามบิน และการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เป็นโรงแรมที่เหมาะและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี อาหารเช้าหลากหลาย และรสชาติอร่อย พนักงานและการบริการสมมาตรฐานเครือ IHG มั่นใจได้เรื่องความปลอดภัย ราคาห้องพักเริ่มต้นประมาณ 400 Euro / คืน (ในช่วง Low season แบบช่วงที่เรามาพักนะ) ส่วนใครอยากอ่านรีวิวแบบละเอียด ตามมาอ่านกันได้ในโพสท์นี้ได้เลยครับ

บริเวณเคาน์เตอร์ check-in

บริเวณโถงลิฟท์ของโรงแรม

ติดกับ Lobby คือ The Verriere เป็นส่วนคาเฟ่ของโรงแรม สำหรับมานั่งดื่มกาแฟ จิบชายามบ่าย

บรรยากาศที่ Club Lounge

Breakfast ที่ Club Lounge ไลน์จะไม่อลังการเท่ากับห้องอาหารหลัก แลกกับบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวมากกว่า

Afternoon tea

ต่อไปเราจะขึ้นไปชมห้องพักของเรากันครับ อย่าลืมแวะถ่ายรูปกันที่โถงบันไดด้วยนะ สวยมากๆ

ห้องพักของเรา 1 King Premium Balcony

ด้านข้างเตียงมีตู้เสื้อผ้าให้สองตู้ ใส่ของได้แบบจุใจ มีเครื่องทำกาแฟแคปซูล และ Minibar อยู่ในตู้ด้านล่าง

ห้องน้ำกว้าง มีอ่างอาบน้ำ และห้อง Shower แยกเป็นสัดส่วน

มีระเบียงให้ออกไปถ่ายรูปได้ด้วย

วิวจากห้องของเรา มองออกไปเห็น Galeries Lafayette ได้ แต่ถ้าใครมีงบเยอะหน่อย แนะนำจองห้องพักวิว Opera ไปเลย ถ่ายรูปออกมาจะได้วิวปังๆ

พามาชม Breakfast ที่ห้องอาหาร Cafe de la Paix

เป็นห้องอาหารที่ตกแต่งได้สวยงามมาก ถ่ายรูปสวยทุกมุม

ไลน์ Buffet หลากหลายมาก หากมาพักที่นี่แนะนำให้จองห้องแบบรวมอาหารเช้ามาด้วยนะ

หน้าตามื้อเข้าของเรา

และนี่ก็คือรีวิว Intercontinental Paris - Le Grand
มาสรุปภาพรวมจุดที่เราชอบ
- การออกแบบของโรงแรม สวย คลาสสิคมาก ให้ฟีลในการมาพักปารีสอย่างแท้จริง
- ห้องพักกว้าง อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ มีสายฉีดก้น เตียงนอนดูดวิญญาณ หมอนนุ่มมาก
- อาหารเช้าหลากหลาย รสชาติดี ของคุณภาพดี
- ราคาเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ สมเหตุสมผล
- ทำเลสะดวกสบาย โดยเฉพาะการเดินทางจากสนามบิน และเหมาะกับคนชอบช็อปปิ้ง
- การบริการดี ได้มาตรฐานโรงแรม 5 ดาว

จุดที่อยากให้ปรับปรุง
- น้ำที่ Shower เบาไปหน่อย เวลาอาบไม่ค่อยสะใจเท่าไร
- พนักงาน (บางคน) สื่อสารภาษาอังกฤษกันแล้วอาจจะงงๆ นิดหน่อย (หรือเค้างงเรา?) ทำให้ตอน check-out เกิดจากชาร์จเงินผิดไป ต้องใช้เวลาสื่อสารพอสมควรกว่าจะเข้าใจตรงกัน
- ในฐานะ IHG Ambassador สิ่งที่รีเควสไปล่วงหน้าตั้งแต่ตอนจอง ไม่ได้เลยสักอย่าง 555 แถมตอนแรกก่อนบิน 2 วัน ในแอพบอกได้อัพเกรดมาห้อง Suite พอถึงหน้างานกลับโดน Downgrade ซะงั้น
- ลิฟท์ของโรงแรมไม่ล็อคชั้นตาม Key card คือต่อให้ไม่ใช่แขกที่มาพักก็กดขึ้นได้สบายมาก (คงเพราะลิฟท์มันรุ่นเก่าแก่มากแล้ว) แต่จากที่อยู่มาพนักงานด้านหน้าก็คัดกรองได้ดีระดับหนึ่งนะ แต่ในใจลึกๆ ก็แอบกังวลแหละ
- ห้องพักที่นี่ค่อนข้างเยอะ ถ้ามาในช่วง High-season คิดว่าบรรยากาศคงดูวุ่นวายแน่ๆ โดยเฉพาะที่ห้องอาหาร


Intercontinental Chiang Mai Mae Ping : ความหรูหราและมนต์เสน่ห์แห่งล้านนา

Intercontinental Chiang Mai Mae Ping

รีวิวนี้เราจะพามาชมโรงแรม Intercontinental แห่งใหม่ของประเทศไทย และเป็นแห่งแรกของโซนภาคเหนือ นั่นคือ "Intercontinental Chiang Mai Mae Ping" ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อกลางเดือน พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบภายในโรงแรม และห้องพัก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปวัฒนธรรมของล้านนา ผสานกับความโมเดิร์น เรียบหรู ออกมาได้อย่างสวยงามลงตัว

ทำเลของโรงแรมอยู่ใกล้กับประตูท่าแพ (ห่างประมาณ 1 ก.ม.) ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวหลักอีกแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของต่างๆ อยู่ในระยะที่เดินไปจากโรงแรมได้ และใช้เวลาเดินทางจากสนามบินเพียง 15 นาที เป็นอีกโรงแรมที่เหมาะสำหรับการมาพักผ่อน และเดินทางท่องเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่มากๆ ครับ

ห้องพักของโรงแรมมีทั้งหมด 240 ห้อง ตั้งอยู่บนอาคารสูง 15 ชั้น มีห้องพักทั้งหมด 5 แบบ ได้แก่ Classic room, Premium room, Ambassador Suite, Presidentual Suite และ One Bedroom Suite ซึ่งในเฟสแรกของการเปิดให้บริการนั้นห้องพักส่วนใหญ่จะเป็นห้อง Classic และ Premium room ส่วนห้อง Suite ยังเปิดให้บริการเพียงไม่กี่ห้องครับ (ณ เดือน ม.ค. 67 ที่เราไปเข้าพัก)

ห้องพักที่เราจองมาครั้งนี้คือห้อง 1 King Premium Club Benefits Access และในวันเข้าพักทางโรงแรมได้ upgrade ให้เป็นห้อง Mountain View สามารถมองเห็นวิวดอยสุเทพจากห้องพักของเราได้เลย จุดเด่นของห้องนี้นอกจากวิวที่สวยงามแล้ว ห้องยังกว้างถึง 43 ตร.ม. และมีอ่างอาบน้ำด้วย ที่สำคัญคือเราสามารถใช้ Club benefits ได้อย่างเต็มที่ตลอด 3 วัน 2 คืนที่เราได้มาพัก ไม่ว่าจะเป็น Club Lounge Access ที่ห้อง KAM Lobby Lounge สามารถมาทาน Afternoon tea ยามบ่าย , Evening Cocktail และ Canape ในช่วงเย็น , มีบริการรีดผ้าให้ 2 ชิ้นต่อวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ส่วนห้องอาหารหลักของโรงแรม (ที่เปิดให้บริการในตอนนี้) คือ The Gad Lanna ซึ่งเราจะมาทานอาหารเช้าแบบ Buffet กันที่ห้องนี้ครับ ซึ่งไลน์อาหารเช้าของที่นี่บอกเลยว่าจัดเต็มมาก ความพิเศษคือ Station อาหารไทย ที่เปลี่ยนเมนูไปในแต่ละวัน เช่น ข้าวซอย ก๋วยเตี๋ยว ขนมครกที่ทำกันแบบสดๆ เมี่ยงคำ ไส้อั่วก็มี รวมถึง Pastry หน้าตาน่าทานหลายอย่างมาก เรียกว่าอิ่มจุกกันตั้งแต่เช้าเลยทีเดียว โดย Breakfast จะเปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30 - 10.30 น. หลังจากนั้นจะเป็น all day dining ที่เริ่มให้บริการตั้งแต่เที่ยง จนถึง 22.30 น. ของทุกวันครับ

ในส่วนของ Facilitiy หลักของโรงแรม ก็จะมี Outdoor Pool ซึ่งอยู่ติดกับ KAM Lobby Lounge และ Fitness Center ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชม. รวมถึง The ii Spa  สปาของโรงแรมที่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 10.00 - 22.00 น. หากใครจองห้อง Club Access มาแบบเรา รับรองได้ว่ามีกิจกรรมทำในโรงแรมได้ตลอดทั้งวัน เหมาะกับการมาพักผ่อนในวันหยุดมากๆ

จากที่เราได้มาเข้าพักที่นี่เป็นเวลา 2 คืน ส่วนตัวค่อนข้างประทับใจกับความสะดวกสบายในห้องพัก และการตกแต่งในทุกจุดของโรงแรมที่ดูสวยงาม และได้บรรยากาศล้านนา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ การบริการของพนักงานในทุกๆ จุดดีงามได้มาตรฐานโรงแรม 5 ดาว และอาหารเช้า รวมถึงที่ Club Lounge ที่จัดเต็มตลอดทั้งวัน เป็นอีกโรงแรมที่อยากกลับไปพักหากมีโอกาส และอยากไปสัมผัสบรรยากาศที่นี่เมื่อเปิดอย่างเต็มรูปแบบแล้วอีกสักครั้ง

หากเพื่อนๆ สนใจอยากไปพักที่นี่ ราคาห้องพักเริ่มต้นอยู่ที่ 4,5xx บาท / คืน (ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นในแต่ละช่วง) สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซท์ของ IHG หรือทางเพจของโรงแรมกันได้เลยครับ

เรามา check-in ที่โรงแรมช่วงกลางคืน บรรยากาศบริเวณ Lobby สวยงามมาก

สำหรับคนที่จองห้องแบบ Club Access มา สามารถ check-in / check-out ที่ Lounge ได้เลย

บรรยากาศภายใน Lounge

เนื่องจากเรามาถึงโรงแรมหลังจากช่วงให้บริการ Evening Cocktail แล้ว จึง request ไปล่วงหน้า
ว่าให้จัดอาหาร + เครื่องดื่มไว้ให้ด้วย ทางโรงแรมก็จัดมาให้ตามคำขอ

ติดกับ KAM Lobby Lounge เราก็เดินมาชมห้องอาหาร The Gad Lanna ในยามค่ำคืนกันหน่อย

บรรยากาศภายในห้องอาหาร

บริเวณที่นั่งด้านนอกของห้องอาหาร

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาเดินกลับมาชมห้องพักคืนนี้ของเรากันครับ
บริเวณโถงทางเดินตกแต่งด้วยสีเขียว - ครีม สวยงามเข้ากันดีทีเดียว

บรรยากาศภายในห้องพักของเรา มีเตียง King size นุ่มสบายอยู่กลางห้อง
ด้านหลังจะเป็น Walk-in closet ส่วนด้านหลังหัวเตียงจะมีโต๊ะ Built in พร้อมเก้าอี้ให้นั่งทำงานได้

บริเวณหัวเตียงมีลำโพง Bluetooth แต่ละฝั่งมีช่องเสียบ usb-A ให้ฝั่งละ 2-3 ช่อง สะดวกสบายมาก

ปลายเตียงมีโซฝาและโต๊ะกลมเล็กๆ เป็นมุมนั่งดูทีวี มี Welcome Fruits และ ขนมไทยมาต้อนรับ พร้อมน้ำแร่ 1 ขวดสำหรับ IHG Ambassador

Smart TV ที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ทุกรุ่นได้อย่างง่ายดาย ดู Youtube , Netflix กันได้สบายๆ ครับ

มาต่อกันที่ห้องน้ำ กว้างขวาง มีทั้งอ่างอาบน้ำ แยกห้อง Shower และ ห้องสุขาออกจากกัน
ส่วน Amenity ใช้ของ erb กลิ่นหอมใช้ได้เลยครับ (แต่ส่วนตัวชอบกลิ่นของ byredo ที่ใช้ที่อื่นมากกว่า)

อ่างอาบน้ำใหญ่แบบลงไปแช่ได้สัก 2 คน

ในส่วนของไลน์อาหารเช้า (บางส่วน) ลองชมกันดูละกันครับว่าเยอะแค่ไหน

โจ๊กกับเครื่องเคียงหลากหลาย

โรลและสลัดต่างๆ

ขนมครกและเมี่ยงคำก็มี

พลาดไม่ได้คือไส้อั่ว

Pastry หน้าตาน่าทานหลายอย่างมาก

Fitness Center

Outdoor Pool

บรรยากาศภายโรงแรม

บรรยากาศภายโรงแรม

ประมาณบ่ายสองได้เวลากลับมาที่ Lounge อีกครั้ง เพราะได้เวลา Afternoon tea

Afternoon tea at KAM Lobby Lounge
ที่เราชอบมากคือสามารถชวน Guest มาทานกับเราได้อีก 1 คนครับ

Evening Cocktails and Canape

และนี่ก็คือบรรยากาศและประสบการณ์จากการเข้าพักที่ Intercontinental Chiang Mai

ไว้พบกันใหม่ในรีวิวหน้าครับผม...


W Osaka : โรงแรมดีไซน์สวยและ Vibe ดีที่สุดในโอซาก้า

W Osaka
สวัสดีปีใหม่ 2024 นะครับทุกคน
ขอให้สุขภาพแข็งแรง การงานรุ่งเรือง เงินทองไหลมาเทมานะครับ
สำหรับรีวิวแรกของปีใหม่นี้ เราจะพาไปพักกันที่โรงแรม W Osaka ซึ่งถือเป็นโรงแรม W แห่งแรกในญี่ปุ่น ที่โดดเด่นตั้งแต่การออกแบบภายนอก ที่แม้จะเป็นอาคารสูงทรงสี่เหลี่ยมธรรมดา แต่พิเศษตรงที่มีการใช้หินเงาสีดำคลอบคลุมพื้นที่ภายนอก ทำให้ดูเรียบหรู และ Minimal ตามสไตล์ของสถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Tadao Ando และออกแบบภายในโดย Concrete ที่เน้นความโมเดิร์น ล้ำสมัย ทำให้ W Osaka เป็นโรงแรมที่สวยงามและโดดเด่นมากอีกแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

ภายนอกของโรงแรม W Osaka ดีไซน์โดย Tadao Ando เป็นตึกสีดำเรียบเท่ ที่โดดเด่นมาก
ห้องพักของที่นี่มีทั้งหมด 337 ห้อง ขนาดห้องเริ่มต้นที่ 40 ตร.ม. ซึ่งใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดห้องของ รร.ในญี่ปุ่น เราได้พักห้อง Spectacular View ซึ่งจุดเด่นของห้องนี้จะเป็นห้องมุม ทำให้ได้วิวแบบ Panorama ทั้งส่วนของห้องนอน และ วิวจากอ่างอาบน้ำ, Shower room และห้องสุขาแยกเป็นสัดส่วน, walk-in closet ขนาดใหญ่เก็บกระเป๋าเดินทางได้สบาย รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ในห้องที่ทันสมัยมาก

สัญลักษณ์ W คอยต้อนรับเราอย่างโดดเด่นเมื่อมาถึงโรงแรม

จุดเด่นอีกอย่างของที่นี่คือ ทำเล เพราะอยู่ใกล้กับ Shinsaibashi ย่าน Shopping ชื่อดังของ Osaka ถ้าเดินทางด้วย Subway ให้สถานี Shinsaibashi ทางออกที่ใกล้ รร. ที่สุดคือ Exit 3 แต่ข้อเสียคือไม่มีบันไดเลื่อนหรือลิฟท์ครับ ส่วนทางออกที่กำลังทำใหม่และอยู่ใกล้กันคือ Exit 1 คาดว่าถ้าปรับปรุงเสร็จน่าจะสะดวกกว่านี้ แต่หากเดินทางมาจากสนามบิน แนะนำนำรถไฟ Nankai ลงที่สนามบิน Namba แล้วต่อ Taxi มาที่ รร ได้เลย สะดวกและระยะทางไม่ไกลครับ
หากใครสนใจอยากมาพักที่นี่ ราคาห้องพักเริ่มต้นประมาณ 55,000 JPY / คืน (ราคาอาจแตกต่างกันไปแล้วแต่ช่วงเวลาที่เข้าพัก) ส่วนใครอยากอ่านรีวิวแบบละเอียดตามมาอ่านกันต่อได้เลยครับ
ทางเข้า รร. ฝั่งถนน Midosuji อลังการสุด เป็นมุมถ่ายรูป check-in จุดแรกของ รร. ก็ว่าได้
เข้ามาจะพบกับ Arrival zone มีพนักงานมาต้อนรับและรับกระเป๋าของเราไว้
Lobby และ Counter check-in จะอยู่ที่ชั้น 4 ของโรงแรม พนักงานต้อนรับดีมาก
บริเวณเคาน์เตอร์ check-in

Living Room

บาร์ของโรงแรมที่กลางวันจะเสิร์ฟ afternoon tea แต่ตกกลางคืนบรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นบาร์ชิคๆ
ที่บางวันจะมี DJ มาสร้างความคึกคักด้วย

บรรยากาศบริเวณ Living Room

มาชมห้องพักของเรากันดีกว่าครับ

เปิดประตูห้องพักมา จะพบกับส่วนของห้องน้ำแบบ Open space อยู่ทางด้านซ้าย
ด้านขวาจะเป็น walk-in closet และ ห้องสุขาที่ออกแบบซ่อนมาให้ดูเหมือนผนังห้องได้อย่างแนบเนียน

เดินเข้ามาด้านในสุดจะเป็นส่วนของเตียงนอนและ sofa bed รวมถึง City View แบบ Panorama

การเข้าพักครั้งนี้เราแลก Free Night + Gold Elite Status ทาง รร. ได้ upgrade จาก Cozy Room (ห้องเริ่มต้น)
ไปเป็น Spectacular, Corner Room ทำให้ได้เห็นวิวแบบเต็มๆ 

จุดเด่นของห้องนี้นอกจาก City View ที่มองเห็นได้รอบห้องแล้ว
ส่วนของ Bathtub ยังสามารถมองเห็นวิวสวยๆ ได้อีกด้วย เป็นการออกแบบห้องที่น่าประทับใจมากๆ

ลงมาชม Facility ของโรงแรมที่อยู่บนชั้น 4 กันครับ
ออกจากลิฟท์มาเราจะพบกับโซนต้อนรับของ AWAY Spa ซึ่งเป็นสปาของโรงแรม

ถัดเข้ามาด้านในจะพบกับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ที่ตกแต่ง และใช้ Lighting ได้สวยมาก โดยเฉพาะในยามค่ำคืน

WET Deck and Bar
ติดกับสระว่ายน้ำ ด้านนอกจะเป็นโซนที่นั่งสำหรับคนที่อยากมาชิลๆ อาบแดดในช่วงกลางวัน

Fitness ของโรงแรม เปิดให้บริการ 24 ชม.

บรรยากาศหน้าโรงแรมยามค่ำคืน


Sofitel Sydney Darling Harbour

Sofitel Sydney Darling Harbour
จากทริปไป Sydney ที่ผ่านมา เราขอยกให้ที่นี่ เป็นโรงแรมที่เราประทับใจมากที่สุด ทั้งการออกแบบของโรงแรม, City View สุดอลังการจากห้องพักที่สวยงาม และทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ส่วนจะดีงามขนาดไหน ตามมาอ่านกันได้จากรีวิวนี้ครับ
Location : โรงแรมตั้งอยู่บริเวณ Darling Harbour ซึ่งเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งใน Sydney และมีโรงแรมชื่อดังรายล้อมมากมาย ไม่แพ้บริเวณ Circular Quay ที่จะมองเห็น Opera House เลยทีเดียว และโรงแรมนี้เป็นตึกที่สูงที่สุดในโซนนั้นครับ จึงรับประกันได้ว่าวิวจากห้องพักนั้นสวยงามอย่างแน่นอน
การเดินทางจากสนามบิน เรานั่งรถไฟมาลงที่สถานี Central แล้วต่อรถรางสาย L1 มาลงที่ป้าย "Convention" ซึ่งอยู่ติดกับโรงแรม สะดวกสบายไม่ต้องกังวลเรื่องแบกกระเป๋า
อีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยากต่อรถ คือนั่งรถไฟจากสนามบินมาลงสถานี Town Hall แล้วเดินต่ออีกประมาณ 1 กม. ส่วนตัวไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้ เพราะเดินไกล และต้องมีข้ามถนน ขึ้นสะพาน ดูจะลำบากไปหน่อย
Room : ห้องที่เรามาพัก คือ Superior Room, 1 King size bed ซึ่งเป็นห้องเริ่มต้นของโรงแรม โดยห้องพักของโรงแรมหลักๆ จะเห็นวิวได้สองฝั่ง คือ ห้องพักฝั่งทิศตะวันออกจะมองเห็นวิว Darling Harbour และฝั่งทิศตะวันตกจะเห็นวิวสะพาน Anzac ซึ่งมีความสวยงามกันคนละแบบ (แต่ถ้าเป็นห้องที่แพงและขนาดห้องกว้างหน่อย จะมองเห็นวิวได้ทั้งสองฝั่ง)
การออกแบบห้องพักสวยงาม ดูเรียบหรู และใหม่มาก มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ทั้ง Smart TV, เครื่องทำกาแฟแคปซูล, ที่เสียบปลั๊กไฟมีทั้งแบบใช้ USB และ Universal ไม่ต้องกังวลหากไม่ได้นำ adaptor แปลงสายไฟมา ในส่วนของห้องน้ำค่อนข้างกว้าง แยกห้อง Shower และห้องสุขาออกจากกัน (และไม่มีสายฉีดชำระอย่างแน่นอน) Amenities ใช้ของ BALMAIN กลิ่นหอมมาก
ห้องพักของเราอยู่ชั้น 22 ฝั่งทิศตะวันตก จึงได้วิวสะพาน Anzac และฝั่ง Pyrmont bay อาจจะไม่ได้วิวดีเท่าฝั่ง Darling Harbour แต่ก็สวยงามไม่แพ้กัน และข้อดีคือเราสามารถชมพระอาทิตย์ตกจากห้องของเราได้เลย งามแค่ไหนลองไปชมจากรูปกันได้นะ
Facility : รวมอยู่ที่ชั้น 4 ของโรงแรม มีสระว่ายน้ำ, Pool bar และ Fitness ที่มองเห็นวิว Darling Harbour แบบ Panorama น่าเสียดายช่วงที่เราไปสระว่ายน้ำไม่เปิดให้บริการ นอกจากนี้ยังมีส่วนของสปา (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) อยู่ที่ชั้นเดียวกันด้วย
Bar & Restaurant: อยู่บริเวณชั้น 3 ของโรงแรม มีห้องอาหาร ATELIER ห้องอาหาร All day dining ซึ่งแขกที่เข้าพักจะมารับประทานอาหารเช้าที่ห้องนี้ (แต่ห้องเราไม่ได้รวมอาหารเช้า เลยไม่ได้รีวิวในส่วนนี้) และติดกับห้องอาหารจะเป็น CHAMPAGNE bar บาร์ที่มีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย และเหมาะกับการมานั่งชมวิว Darling Harbour เราสามารถมาแลก welcome drink ได้ที่นี่ แนะนำให้มาช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก รับรองว่าได้รูปสวยๆ กลับไปแน่นอน
Price :ประมาณ 10,000 - 15,000 บาท / คืน (สำหรับห้องเริ่มต้น) ขึ้นกับช่วงเวลาที่มาพัก และโปรโมชั่นที่จองมา แต่การเข้าพักครั้งนี้ เราใช้สิทธิ Stayplus ของสมาชิกในเครือ Accor ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ หากใครอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Accor Plus ก็ลอง Comment กันมาได้นะครับ เผื่อจะได้มารีวิวสิทธิประโยชน์และการสมัครให้ได้อ่านกันอีกที
หากใครสนใจข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดได้ทาง

Hotel Indigo Inuyama Urakuen Garden

Hotel Indigo Inuyama Urakuen Garden

โรงแรมบูทีคเปิดใหม่ในเครือ IHG ที่โดดเด่นทั้งการดีไซน์ การบริการ และบรรยากาศแบบญี่ปุ่น โดยมีฉากหลังเป็นปราสาท Inuyama ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ และมีสวน Urakuen ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Jo-an โรงน้ำชาที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น อยู่ติดกับโรงแรมแห่งนี้ด้วย

Hotel Indigo Inuyama Urakuen Garden ตั้งอยู่ที่เมือง Inuyama จังหวัด Aichi ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไฟ Meitetsu เพียง 30 นาที จากสถานี Nagoya โดยโรงแรมเพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อเดือนมีนาคมปี 2022 มีห้องพักทั้งหมด 156 ห้อง ซึ่งการออกแบบของโรงแรมได้แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมือง Inuyama ผสมผสานกับความ Modern และความ Stylish ซึ่งเป็น Signature ของ Hotel Indigo ทำให้ภาพรวมของที่นี่มีความเป็นญี่ปุ่นสมัยใหม่ ตอบโจทย์คนรักงานดีไซน์และเหมาะกับการมาพักผ่อน เพราะนอกจากความสวยงามของสถานที่และบรรยากาศโดยรอบของโรงแรมแล้ว Facilities ภายในโรงแรมก็ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Fitness และ Onsen ขนาดใหญ่ที่เปิดให้บริการกับแขกที่เข้าพักฟรี, "Indigo Home Kitchen Yamateras" ที่ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มตลอดทั้งวัน รวมถึงเสิร์ฟอาหารเช้าสำหรับแขกที่เข้าพักด้วย

ในส่วนของห้องพัก จะเริ่มต้นที่ห้อง Standard ขนาด 35 ตร.ม. เป็นห้องที่มีจำนวนมากที่สุดของโรงแรม โดยห้อง Standard จะมีวิวแยกย่อยแตกต่างกันไป ทั้งวิวปราสาท Inuyama , วิวแม่น้ำ Kiso , วิวสวน Urakuen และมีห้อง Suite ขนาด 51 และ 70 ตร.ม. ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่และแพงที่สุดของโรงแรม ห้องที่เราได้มาพักในครั้งนี้ เป็นห้อง Standard River View ซึ่ง Room type นี้จะมีเพียงชั้นละ 2 ห้องเท่านั้น จุดเด่น คือ จะมองเห็นวิวแม่น้ำ Kiso และนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินจากภายในห้องได้ ด้วยความที่โรงแรมเพิ่งเปิดมาได้เพียง 1 ปี ทำให้ทุกอย่างยังดูใหม่ อุปกรณ์ต่างๆ ในห้องทันสมัยทั้ง Smart TV, การควบคุมม่านและไฟภายในห้อง , ในส่วนของห้องน้ำจะแบ่งเป็น Shower room และห้องสุขา (ไม่มีอ่างอาบน้ำ) ภายในมี Walk-in closet แยกเป็นสัดส่วน การตกแต่งภายในห้องพักก็คุม Theme ของโรงแรมได้ดี ทั้งความเป็นญี่ปุ่นและการใช้สีสันต่างๆ ที่สวยงามลงตัว รับรองว่าถ่ายรูปสวยแน่นอน

สำหรับห้องอาหาร Yamateras เราได้ใช้บริการทั้งมื้อเย็น ซึ่งจะเสริฟแบบ A la carte หรือ Set Menu มีทั้งเมนูอาหารญี่ปุ่น, Pasta, Salad และสเต็กให้เลือกสั่งหลายเมนู ส่วนอาหารเช้าจะเป็น Buffet line ที่มีทั้ง Salad, Pastry, เครื่องดื่มต่างๆ และมี Main Course ให้สั่งคนละ 1 เซ็ต จะเลือกอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น หรือแบบ International ก็ได้ โดยเราเลือกเป็นเซ็ตแบบญี่ปุ่น มีปลาย่างเป็นจานหลัก รวมถึงข้าวและเครื่องเคียง มาในเซ็ตที่ตกแต่งอย่างสวยงามตามสไตล์ญี่ปุ่น

Facilities ที่เป็นจุดเด่นของโรงแรม คือ Onsen ที่มีขนาดใหญ่และหรูหรามาก โดยแขกที่เข้าพักสามารถเข้าใช้บริการได้ฟรี โดยห้อง Onsen จะแยกชาย-หญิง ภายใน Onsen จะมีบ่อน้ำร้อนแบบ Indoor 1 บ่อ และบ่อกลางแจ้งอีก 1 บ่อ มีบ่อน้ำเย็น และซาวน่า ซึ่งถือว่าครบครันและตอบโจทย์คนที่อยากมาพักผ่อนและแช่บ่อน้ำร้อนในโรงแรมแบบนี้ ส่วนคนรักการออกกำลังกายก็มีห้อง Fitness อยู่บริเวณชั้น 1 ของโรงแรม ใกล้กับทางเข้า Onsen ให้บริการตลอด 24 ชม.

จากประสบการณ์ที่ได้เข้าพักที่ Hotel Indigo Inuyama Urakuen Garden ต้องบอกว่าเกินความคาดหมายไปมาก ทั้งเรื่องการบริการ ความสวยงามของสถานที่และบรรยากาศโดยรวม เป็นอีกโรงแรมหนึ่งที่เราอยากแนะนำหากใครได้มาเที่ยวแถว Nagoya และอยากหาที่พักผ่อนสบายๆ ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก ในราคาที่จับต้องได้ รับรองว่าที่นี่ตอบโจทย์การพักผ่อนแน่นอนครับ

ราคาห้องพักเริ่มต้น : 34,xxx เยน (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ แล้วแต่ช่วงเวลาที่เข้าพัก)
Website : https://www.ihg.com/hotelindigo/hotels/th/th/inuyama/iunkj/hoteldetail
พิกัด : https://goo.gl/maps/NN2co4n51SUViBSL8?coh=178572&entry=tt
นั่งรถไฟ Meitetsu จากสถานี Meitetsu Nagoya มาลงที่สถานี Inuyamayuen เดินต่อมาอีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึงโรงแรม
หากใครเช่ารถขับมา ด้านหน้าโรงแรมมีที่จอดรถให้บริการ

เดินทางจาก Nagoya ด้วยรถไฟ Meitetsu มาลงที่สถานี Inuyamayuen (ออกทาง West Exit)

ทางเดินไปโรงแรมเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ มีต้นซากุระเรียงรายตลอดทาง

เดินจากสถานีประมาณ 500 เมตร จะเจอป้ายทางเข้าโรงแรมแบบนี้

บริเวณทางเข้าตัวอาคารของโรงแรม จะมีพนักงานเดินออกมาต้อนรับเราที่นี่

ผ่านประตูเข้ามาเราจะได้พบกับ Lobby ที่มองเห็นวิวปราสาท Inuyama แบบเต็มตา

เข้าประตูมาทางฝั่งซ้ายจะเป็นเคาน์เตอร์ Check-in

เนื่องจากเราเป็นสมาชิก IHG ทางพนักงานจึงให้มานั่งรอบริเวณนี้ เพื่อเตรียมเอกสารสำหรับ Check-in

อีกฝั่งของ Lobby จะเป็นบาร์ และส่วนของห้องอาหาร Yamateras

หลังจาก Check-in เรียบร้อย พนักงานจะพาไปส่งที่ห้องพักของเรา และนี่คือบริเวณโถงลิฟต์

ห้องพักของเราอยู่บนชั้น 3 เป็นห้อง Standard River View ซึ่ง Room type นี้จะมีเพียงชั้นละ 2 ห้องเท่านั้น
ซึ่งห้องนี้จะเดินเข้ามาลึกและค่อนข้างไกลจากลิฟต์พอสมควร

บริเวณหัวเตียงเป็นภาพวาดปราสาท Inuyama ลายเส้นสวยงาม

บริเวณปลายเตียงจะมีโซฟา Smart TV และโซน Minibar (น้ำดื่มเป็นขวดกระดาษ สามารถโทรขอเพิ่มได้)

วิวแม่น้ำ Kiso จากระเบียงห้องพักของเรา

สามารถชมพระอาทิตย์ตกจากห้องพักได้เลย

มาชมบรรยากาศในส่วนต่างๆ ของโรงแรมกันบ้างครับ เริ่มจากห้องอาหาร Yamateras ซึ่งอยู่ติดกับ Lobby บริเวณชั้น 1

บริเวณทางเข้าห้องอาหาร ในมื้อเช้าทางฝั่งขวาที่ปิดบานเลื่อนไว้ จะเป็นส่วนของ Buffet Line

บรรยากาศภายในห้องอาหาร

ที่นั่งโซน Outdoor ของห้องอาหาร

มองไปทางฝั่งซ้ายจะเห็นอาคารและห้องพักทั้งหมดของโรงแรม

มา Dinner พร้อมกับชมวิวปราสาท Inuyama ในช่วงพระอาทิตย์กำลังตก

หน้าตาของ A la carte menu ที่เราสั่งมาสำหรับ Dinner

บรรยากาศยามเย็นบริเวณ Lobby

นอกจากนี้ยังมีห้อง Ballroom สำหรับจัดประชุม / งานเลี้ยงต่างๆ

Fitness ของโรงแรม เปิดให้บริการตลอด 24 ชม.

Locker ภายใน Onsen มีผ้าเช็ดตัวทั้งผืนเล็กและผืนใหญ่ให้บริการ

บรรยากาศบริเวณโซนแต่งตัวใน Onsen (ไม่ได้ถ่ายรูปใน Onsen มาให้ชมนะครับ สามารถดูได้จาก Website โรงแรม)

ทางเข้าสวน Urakuen อยู่ติดกับโรงแรม สามารถเข้าชมสวนได้ฟรี เพียงโชว์ Key card ห้องพักของเราให้เจ้าหน้าที่
ภายในสวนมีโรงน้ำชาแบบญี่ปุ่นให้บริการ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

วิวสวยๆ จากห้องอาหารในยามเช้า

เซ็ตอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น จัดเต็มและอิ่มสุดๆ ไปเลย

ถ่ายรูปที่ Lobby ส่งท้ายก่อนกลับ


Intercontinental Khao Yai Resort : Luxury & Peaceful place on the hill.

IMG_0384

Intercontinental Khao Yai Resort

รีสอร์ทเปิดใหม่ในเครือ IHG ที่คราวนี้เลือก Location ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติอย่าง "เขาใหญ่" เหมาะแก่การมาพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ และเสพการออกแบบที่โดดเด่นของ Bill Bensley สถาปนิกชื่อดังที่เป็นผู้ออกแบบโรงแรม และรีสอร์ทหรูหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งการออกแบบครั้งนี้ใช้ Theme ของการรถไฟในสมัยรัชกาลที่ 5 ผสมผสานกับความ Modern ในแบบตะวันตก สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างสวยงาม และมี Detail ที่น่าสนใจในหลายจุด โดยเฉพาะการออกแบบภายในของห้องพัก ที่ให้บรรยากาศเหมือนนอนอยู่บนตู้รถไฟ รวมถึงห้องพักแบบ Suite และ Villa ที่อยู่บนตู้รถไฟที่สร้างขึ้นมาใหม่ ให้ความเป็นส่วนตัว และแปลกใหม่เหมือนได้เดินทางด้วยรถไฟทางไกล ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบและสวยงาม

R0000170

เมื่อมาถึงรีสอร์ทจะเจอกับ "สถานีเขาใหญ่" เป็นอาคารที่ออกแบบเหมือนสถานีรถไฟสมัยก่อน ซึ่งเป็นส่วน Lobby ของรีสอร์ท ภายในแบ่งเป็นสองส่วน คือ บริเวณเคาน์เตอร์ check-in และส่วนของห้องพักของนายสถานี มีเตียง 2 ชั้น และมุมทำงานของนายสถานีให้เราได้นั่งถ่ายรูปเล่นระหว่างรอ โดยที่พักของที่นี่มีทั้งหมด 45 ห้อง โดยเป็นห้องพักแบบ Classic และ Suite กระจายอยู่บน 3 อาคาร และส่วนของตู้รถไฟ ที่จะอยู่ลึกเข้าไปด้านในของรีสอร์ท เป็นห้องแบบ Suite และ Pool Villa ซึ่งแม้จะเป็น Room type เดียวกัน แต่การออกแบบภายในของแต่ละห้องก็จะมีความแตกต่างกันไปทั้งสีสัน และสไตล์การออกแบบ

R0000124

เราได้มาพักที่นี่ 2 คืน ในห้องแบบ 1 King Classic Lake View  ซึ่งเป็นห้องพักที่อยู่บนอาคาร จุดเด่นของห้องนี้ คือ วิว Lake เต็มตาที่มองเห็นได้จากระเบียงห้อง ภายในตกแต่งเหมือนอยู่บนตู้นอนรถไฟ Amenities ของโรงแรมใช้ของแบรนด์ Byredo ซึ่งเหมือนกันกับโรงแรม Intercontinental ที่อื่นๆ ในไทย ภายในห้องแบ่งสัดส่วนเป็นอย่างดี ทั้งส่วนของห้องน้ำที่กะทัดรัด ออกแบบเหมือนบนรถไฟ ส่วนของ Walk-in closet มีพื้นที่ให้แขวนเสื้อผ้าและวางกระเป๋าเดินทาง

R0000680

ภายในรีสอร์ทยังมีห้องอาหารทั้งหมด 4 ห้อง เริ่มกันที่ Tea Carriage ห้องน้ำชาบนรถไฟที่ออกแบบได้สวยและคลาสสิกมาก มี Set Afternoon Tea รวมถึงเครื่องดื่มหลากหลายให้บริการ , Somying's Kitchen ห้องอาหารเช้า Buffet และ all day dining restaurant ที่มีให้เลือกทั้งอาหารไทย และ International , Poirot ห้องอาหารฝรั่งเศสบนรถไฟในบรรยากาศเหมือนอยู่บนขบวนรถ First class ของ Oriental express เสิร์ฟอาหารแบบ Formal French Dining และ Papillon Bar บาร์สุดเท่ที่เสิร์ฟเครื่องดื่ม Signature สูตรเฉพาะของที่นี่ ในบรรยากาศชิลๆ บนตู้รถไฟสุดคลาสสิก ซึ่งห้องอาหารทั้งหมดนี้ แขกภายนอกสามารถเข้ามาใช้บริการได้เช่นกัน แต่แนะนำให้จองโต๊ะล่วงหน้ามาก่อนนะ

R0000210

นอกจากนี้ ในแต่ละวันยังมีกิจกรรมพิเศษที่จัดให้แขกที่เข้าพักได้เข้าร่วม อย่างวันที่เราไปพักจะมี Naturalist tour ซึ่งถ้าใครมาพักที่นี่เป็นครั้งแรกแนะนำให้ลองเข้าร่วมดู เพราะไกด์ทัวร์จะเล่าประวัติความเป็นมาตั้งแต่เริ่มสร้างรีสอร์ท พาชมสัตว์และต้นไม้ชนิดต่างๆ ที่ล้วนแต่ผ่านกระบวนการคิด และดูแลสิ่งเหล่านี้มาเป็นเวลากว่า 10 ปี กว่าจะได้ Landscape ภายในรีสอร์ทที่สวยงามอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบันนี้

IMG_0127

หากกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนสำหรับวันหยุดที่ใกล้จะถึงนี้ Intercontinental Khao Yai เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยส่วนตัวที่นี่เป็นอีกรีสอร์ทที่เราประทับใจหลายอย่าง โดยเฉพาะบรรยากาศ และการออกแบบที่ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย มีกิจกรรมมากมายให้ทำ มีห้องพักหลากหลายแบบให้เลือก รวมถึงการบริการที่ดีสมมาตรฐานของโรงแรมในเครือ IHG ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ตามไปอ่านได้ในรีวิวนี้เลยครับ

R0000243

บริเวณทางเข้ารีสอร์ท

R0000245

บริเวณจุด Drop off เปรียบเสมือนบริเวณด้านหน้าทางเข้าสถานีรถไฟ
ออกแบบได้สวยงามและมีความ Vintage

R0000250

ก่อนจะเดินเข้าไปก็สั่นกระดิ่งให้พอเป็นพิธีสักหน่อย

R0000252

บริเวณ Lobby ของรีสอร์ท จำลองเป็นสถานีรถไฟเขาใหญ่
ที่มีทั้งส่วนที่นั่งพักของผู้โดยสาร และห้องพักของนายสถานี

R0000256

เราจะมา check-in กันที่บริเวณนี้

IMG_0234

R0000723

มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูประหว่างรอ check-in

R0000661

ในส่วนของห้องพัก อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่าจะมีห้องพักแบบ Classic และ Suite อยู่บนอาคารทั้งหมด 3 อาคาร ได้แก่ ปากช่อง (อยู่ติดกับ Lobby) , ซับม่วง (อยู่ติดกับ Lake) และ บันไดม้า (อยู่ใกล้ห้องอาหารสมหญิง) และอีกโซนจะเป็นส่วนของห้องพักที่อยู่ในโบกี้รถไฟ มีทั้งห้อง Suite และ Villa โดยห้องที่เรามาพักเป็นห้องแบบ 1 King Classic Lake View จุดเด่นของห้องพักแบบนี้ คือ จะมองเห็นวิว Lake แต่ขนาดห้องจะไม่แตกต่างกับห้อง Classic ซึ่งเป็นห้องเริ่มต้น ซึ่งเราได้มาพักห้อง Type นี้ทั้ง 2 ครั้งแต่อยู่กันคนละตึก ทำให้เห็นวิว Lake ที่แตกต่างกัน ใครชอบวิวแบบไหนก็ลอง Request กับทางรีสอร์ทตอนจองได้นะ

R0000278

Lake view จากอาคารซับม่วง อยู่ใกล้กับ Lake มาก มองไปเห็นห้องน้ำชา Tea Carriage

IMG_0147

Lake view มุมสูงจากอาคารปากช่อง มองเห็นวิวภายในรีสอร์ทได้กว้างขวางกว่า

IMG_9677

บรรยากาศภายในห้องพักแบบ Classic จะมี Layout ที่เหมือนกัน แต่ต่างที่รายละเอียดและการใช้สีสันของแต่ละห้อง

IMG_0140

บริเวณผนังตกแต่งสวยงาม เหมือนนอนอยู่ในโบกี้รถไฟหรู

IMG_0133

บริเวณระเบียง เป็นจุดที่เราชอบมานั่ง โดยเฉพาะตอนเย็นถึงค่ำที่อากาศจะเย็นสบาย

IMG_9672

และระเบียงของห้องก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ถ่ายรูปสวย

IMG_9664

ห้องสุขาเล็กกะทัดรัด เหมือนห้องสุขาบนรถไฟจริง

R0000684

พามาชมบรรยากาศที่ห้องน้ำชากันบ้างครับ
โรงน้ำชานี้เขาเอาโบกี้รถไฟมาตกแต่งใหม่ให้สวยงาม

R0000666

ที่นั่งภายในโบกี้รถไฟ

R0000689

ที่นั่งด้านนอก

R0000170

วิวยามบ่ายจากโรงน้ำชา มองเห็นอาคารซับม่วงและ Lake

R0000676

Afternoon tea set ราคาไม่แรง แขกภายนอกสามารถเข้ามาทานได้ (ต้องจองมาก่อนนะครับ)
หรือถ้าใครไม่อยากทานเยอะ ก็มีเมนูเครื่องดื่มขายแยกเช่นกัน

R0000692

ถัดมาไม่ไกลจะเป็นโบกี้ของห้องอาหาร Poirot ห้องอาหารฝรั่งเศสที่เสิร์ฟอาหารแบบ Formal French Dining และ Papillon Bar บาร์สุดเท่ที่เสิร์ฟเครื่องดื่ม Signature สูตรเฉพาะของที่นี่

IMG_0223

บรรยากาศภายใน Papillon Bar

IMG_0205

บรรยากาศภายใน Papillon Bar

IMG_0228

แวะมาจิบเครื่องดื่มดีๆ ถ่ายรูปสวยๆ ในช่วงค่ำได้

R0000266

ส่วน Breakfast เสิร์ฟที่ห้องอาหารสมหญิง เป็น International Buffet ซึ่งมีอาหารให้เลือกหลากหลาย

R0000233

บรรยากาศภายในห้องอาหารสมหญิง

R0000234

บรรยากาศภายในห้องอาหารสมหญิง

R0000267

แนะนำว่า Croffle ทานคู่กับ Homemade jam คือสิ่งที่ไม่ควรพลาด

R0000272

Egg Benedict ก็ต้องสั่งนะ

IMG_9696

Pool bar และสระว่ายน้ำของรีสอร์ทอยู่ติดกับห้องอาหารสมหญิง

R0000198

สระขนาดไม่ใหญ่นัก มีโซนจากุชชี่ให้แช่ด้วย

R0000156

Fitness ของรีสอร์ทเปิด 24 ชม.

IMG_0193

บรรยากาศภายใน Fitness

R0000211

Highlight สุดท้ายที่ไม่อยากให้พลาด คือ การเดินเล่นรอบ Lake ของรีสอร์ท

R0000218

มองเห็นโซนที่พักแบบโบกี้รถไฟ

R0000215

ระหว่างเดินเล่นเราก็จะเจอหงส์มากมายทั้งว่ายน้ำและเดินโชว์ตัวให้เราได้ถ่ายรูปอย่างใกล้ชิด

R0000205

ถ้ามาตรงกิจกรรม Naturalist ทัวร์ในช่วงสายของวัน จะมีให้อาหารปลาใน Lake ด้วยนะ

R0000706

และนี่ก็คือภาพรวมบรรยากาศของรีสอร์ทที่เราประทับใจมากอีกที่หนึ่งในประเทศไทย
แนะนำให้มาลองสัมผัสประสบการณ์ดีๆ ที่นี่กันสักครั้งนะครับ


VOCO Seoul Gangnam : บูทีคโฮเทลสุดเก๋ในเครือ IHG

IMG_3600

VOCO Seoul Gangnam

บูทีคโฮเทลในเครือ IHG ที่เพิ่งเปิดให้บริการที่โซลไม่นานมานี้ สำหรับ "VOCO Seoul Gangnam" โรงแรม 4 ดาวที่โดดเด่นด้วยการออกแบบ และทำเลที่สะดวกสบายในการเดินทาง

IMG_3440

เราได้มีโอกาสมาเข้าพักเป็นเวลา 2 คืน เหตุผลแรกที่ตัดสินใจเลือกที่นี่ คือ การออกแบบที่ดูเรียบหรู สวยงาม ตั้งแต่ Lobby ไปจนถึงห้องพักแบบต่างๆ ด้วยความที่เราเป็นสมาชิก IHG ระดับ Diamond ก็จะได้สิทธิพิเศษอยู่หลายอย่าง ตั้งแต่การจองห้องพักที่เราจองผ่าน application IHG ซึ่งจะได้เรทราคาพิเศษสำหรับสมาชิก และยังได้รับการ upgrade ห้องพัก จากห้องเริ่มต้นที่จองมา ไปเป็นห้อง Premium One King Bed with Hinoki Bath ขนาด 30 ตร.ม. ซึ่งความพิเศษของห้องนี้คือภายในห้องน้ำ จะมีอ่างอาบน้ำไม้ สไตล์ญี่ปุ่น ให้เราได้แช่เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าหลังจากออกไปเดินเที่ยวมาทั้งวัน และสิทธิพิเศษของสมาชิกระดับ Diamond อีกอย่างหนึ่งก็คือ เราจะได้อาหารเช้าฟรีเพิ่มมาด้วย บอกเลยว่าอาหารเช้าของที่นี่ก็จัดเต็มและดีเกินความคาดหมายของเราไปด้วยเช่นกัน

IMG_3408

Location ของโรงแรมก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราตัดสินใจเลือกที่นี่ เพราะโรงแรมอยู่ใกล้สถานี Sinsa และย่าน Garosugil ซึ่งเป็นย่านที่เหมาะแก่การมาเดินชมใบแปะก๊วยในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นอย่างมาก รวมถึงมีร้านค้า ร้านอาหาร แหล่ง shopping ยาวไปจนถึงย่าน Apgujeong ที่อยู่ถัดไปไม่ไกล มีห้าง Lotte และช็อป brandname มากมายให้ได้ช็อปกันทั้งวัน และตัวโรงแรมยังอยู่ติดกับโรงพยาบาล ID โรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดังของเกาหลี บอกเลยว่าที่ VOCO ก็ตอบโจทย์มากสำหรับคนที่จะมาพักฟื้นหลังทำศัลยกรรมที่นี่ได้เช่นกัน

IMG_3413

บรรยากาศบริเวณบาร์ของโรงแรม

IMG_3414

ทางเข้าโรงแรมมี Mascot ของแบรนด์ Voco เป็นรูปนกตั้งอยู่

IMG_4016

บรรยากาศบริเวณ Lobby ตกแต่งได้อย่างเรียบหรูดูดี เราชอบการเลือกใช้โทนสีของเขามาก

IMG_3422

บรรยากาศภายในห้องพัก

IMG_3424

ห้องพักของที่นี่จะเป็นห้องหน้าแคบลึกเข้าไปด้านใน มีการใช้ Partition เป็นกระจกกั้นระหว่างโถงทางเข้ากับส่วนของห้องนอน ซึ่ง Partition นั้นก็จะทำหน้าที่เป็นบานประตูของตู้เสื้อผ้า Built in ด้วย

IMG_3428

วิวจากห้องของเราสามารถมองเห็น Seoul tower ได้อย่างชัดเจน

IMG_3417

และนี่คือไฮไลท์ของห้อง Hinoki Bath เล็กๆ ที่อยู่ภายในห้องน้ำ

IMG_3419

อีกฝั่งของห้องน้ำจะมี Shower room

IMG_3588

ห้องอาหารหลักของโรงแรมจะอยู่บริเวณชั้น 1 ด้านหลัง Lobby

IMG_3587

ภายในห้องอาหารตกแต่งได้สวยงาม คุมโทน และเลือกใช้สีสันเหมือนกับบริเวณ Lobby

IMG_3592

Buffet Line ถือว่าจัดเต็มและหลากหลายมาก มีทั้งอาหารเกาหลี พร้อมเครื่องเคียง , American Breakfast , Salad bar ,Pastry และ Egg Station แนะนำว่าควรจองแบบมีอาหารเช้ามาด้วยนะครับ คุ้มมากๆ (ส่วนใครเป็น Diamond แล้วได้อาหารเช้าฟรีด้วย ถือว่าคุ้มสุด)

IMG_3884

หน้าตาอาหารเช้าของเรา

และนี่เป็นภาพรวมของ VOCO Seoul Gangnam อีกโรงแรมหนึ่งที่ออกแบบได้สวยงาม ใหม่ เดินทางสะดวก และ ที่สำคัญราคาไม่แพงอย่างที่คิด เพราะเราจองมาในราคาห้องเริ่มต้นประมาณ 3,7xx - 4,xxx บาท ต่อคืน (แล้วแต่โปรโมชั่นที่เพื่อนๆ จะจองมาได้นะ) หากใครสนใจมาพักและอยากจะมานอนที่นี่มากกว่า 1 คืน ก็แนะนำสมัครสมาชิก IHG เพื่อจะได้เก็บแต้ม เก็บไนท์ สะสมไว้แลกห้องพักฟรีในอนาคตได้ ถือว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

 


Park Hyatt Seoul : พาชมโรงแรมหรูที่สายถ่ายรูปต้องรัก

IMG_4680

Park Hyatt Seoul

เป็นอีกโรงแรมที่เราได้พักในทริปโซลที่ผ่านมา และอยากจะมาแนะนำ (อย่างยิ่ง) ให้เพื่อนๆ ได้ไปตามกัน ที่โรงแรม Park Hyatt Seoul ซึ่งจุดเด่นของที่นี่มีหลายอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ Location ของโรงแรมที่อยู่ตรงข้ามกับ COEX Mall ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของเกาหลี ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง Starfield Library สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายเพราะด้านหน้าโรงแรมติดกับ Subway สถานี Samseong (สาย 2) ซึ่งอยู่ห่างจาก Gangnam เพียง 4 สถานี และสามารถนั่งต่อไปช็อปปิ้งที่สถานี Hongik Univ. กันได้ยาวๆ หรือจะไปสนามบินก็สะดวกสบาย

จุดเด่นต่อมาและเป็นเหตุผลหลักที่เราเลือกที่นี่ คือ การออกแบบของโรงแรมที่มีความสวยงาม ตั้งแต่ Lobby บริเวณชั้น 24 ซึ่งอยู่ติดกับ The Lounge ห้องอาหารเกาหลีและเป็นห้องเดียวกับที่เสิร์ฟ Afternoon tea ในช่วงบ่าย การออกแบบของที่นี่เน้นการใช้สีแนว Earth tone ตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ และเน้นการใช้กระจกบานใหญ่โดยรอบเพื่อให้แขกที่มาเข้าพักสามารถชมวิวมุมสูงของกรุงโซลได้อย่างเต็มตา

ถัดมาคือห้องพักของเรา ห้อง 1 King Bed High Floor ซึ่งอยู่บนชั้น 17 เป็นห้องมุมห้องเดียวที่อยู่ติดกับลิฟท์  ไฮไลท์ของห้องพักที่นี่ คือ ทั้งห้องจะรายล้อมไปด้วยกระจกบานใหญ่ สามารถชม City view ที่มองเห็นได้จากหลายมุมของห้อง ทั้งจากเตียงนอน, Living area ซึ่งมองเห็นวิวตึก COEX mall และบริเวณโดยรอบ, วิวกรุงโซลที่มองเห็นได้จากอ่างอาบน้ำ รวมถึงการออกแบบพื้นที่ใช้สอย การเลือกใช้ของและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้องที่ดูเรียบหรู ใช้ Amenities ของ BALMAIN และการควบคุมไฟและม่านด้วยระบบไฟฟ้า

ส่วน Facility ของโรงแรมจะอยู่ที่ชั้น 23 มี Fitness และสระว่ายน้ำ ที่มองเห็นวิวเมืองแบบ Panorama, Spa ของโรงแรม  ภายในมีห้อง Locker แยกชายและหญิง จะมีทั้งอ่างจากุชชี่และห้องซาวน่าให้ใช้บริการ (ส่วนนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

อาหารเช้าจะเสิร์ฟที่ห้องอาหาร Cornerstone ซึ่งอยู่บริเวณชั้น 2 มีทั้งโซน Buffet ที่ในไลน์จะมีทั้ง Pastry, Salad, Cold cut และน้ำผลไม้คั้นสด รวมถึง a la carte menu ซึ่งจะเป็นอาหารเกาหลีกว่า 10 รายการ ทั้งข้าวหน้าเนื้อ (บุลโกกิ) , ข้าวหน้าหมูผัดซอสเผ็ด, มันดู (เกี๊ยวเกาหลี) และเมนูซุปต่างๆ

จุดเด่นสำคัญอีกอย่าง คือ การบริการของพนักงาน ตั้งแต่เดินทางมาถึงบริเวณ Front ด้านล่างของโรงแรม การจัดการดูแลต่างๆ ตั้งแต่การ check-in, ขณะเข้าพัก และบริการตามห้องอาหารต่างๆ ถือว่าทำได้ดีมาก

สำหรับราคาห้องพัก จะเริ่มต้นที่ประมาณ 420,000 KRW รวมอาหารเช้า (อาจแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาและโปรโมชั่น) เมื่อเทียบกับทำเลและประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าพักแล้ว โดยส่วนตัวเราว่าคุ้มค่า และแนะนำให้มาลองสัมผัสประสบการณ์เข้าพักที่นี่ดูสักครั้งครับ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมในแต่ละส่วนของโรงแรม สามารถตามอ่านกันได้ด้านล่างนี้เลยครับ

IMG_4252

เริ่มที่การเดินทางมาโรงแรมด้วย subway ลงสถานี Samseong Exit 1 มีลิฟท์ที่ทางออกนี้ด้วย
ขึ้นมาก็จะเจอทางเข้าโรงแรมเลยครับ สะดวกมาก

IMG_4232_jpg

บริเวณทางเข้าโรงแรม ชั้นนี้จะเป็น Front ต้อนรับ ส่วน Lobby ต้องขึ้นลิฟท์ไปชั้น 24

IMG_4114

ออกจากลิฟท์มาบนชั้น 24 จะเจอ Counter check-in อยู่ติดกับห้องอาหาร The Lounge

DSC07402

บรรยากาศบริเวณห้องอาหาร The Lounge

DSC07424

ห้องพักของเราวันนี้อยู่ที่ชั้น 17 ครับ

IMG_4056

เปิดประตูห้องเข้ามาก็เจอกับมุมนี้เลย เป็นส่วนของเตียงนอนและ Living area อยู่รวมกัน

IMG_4047

ห้อง 1701 ของเราอยู่มุมตึกห้องเดียวโดดๆ เลย ได้วิว COEX Mall และมองเห็นพระอาทิตย์ตกได้เต็มๆ

IMG_4035

ทางโรงแรมเตรียม Complimentary Wine ไว้ต้อนรับด้วย

DSC07386

จิบไวน์ไปพร้อมกับชมพระอาทิตย์ตกกลางกรุงโซล มันช่างดีจริงๆ

IMG_4066

มองจากฝั่งเตียงมาจะเจอโทรทัศน์ และมุม Minibar ทางขวา
ส่วนด้านหลังโทรทัศน์จะเป็นมุมอ่างล้างหน้าและกระจก

IMG_4063

เดินลึกเข้ามาด้านในจะเจอห้องสุขาอยู่ขวามือ ในสุดจะเป็นอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่และมุม Shower

IMG_4102

Amenities ของ BALMAIN กลิ่นหอมดีครับ

IMG_4032

ใกล้กับมุม Minibar เปิดออกมาจะเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่

IMG_4072

ต่อไปเราจะพาชม Facility ของโรงแรมที่ชั้น 23 กันครับ

IMG_4073

บริเวณทางเดินมีมุมที่นั่งไว้ให้ มองเห็นวิวเมืองสวยๆ

IMG_4078

เดินเข้ามาด้านในจะมีเคาน์เตอร์เสิร์ฟเครื่องดื่ม สามารถสั่งกับพนักงานได้ (มีค่าบริการเพิ่ม)
จากจุดนี้ไปสระว่ายน้ำกับฟิตเนส ต้องขึ้นบันไดไปอีกชั้น

IMG_4079

ฟิตเนสกว้างขวาง วิวดี และมีเครื่องออกกำลังให้พอสมควร

IMG_4139-2

ติดกับฟิตเนสจะเป็นสระว่ายน้ำที่สวยและวิวดีมาก

IMG_4137

เป็นอีกจุดถ่ายรูปสวยๆ ภายในโรงแรม

IMG_4130

มื้อเช้าของโรงแรมจะมาทานที่ห้องอาหาร Cornerstone ซึ่งอยู่ที่ชั้น 2 ครับ
ส่วนนี้จะเป็น Buffet Line

IMG_4121

บริเวณนี้จะเป็นส่วนของ Chef ที่ทำเมนู a la carte

IMG_4124

หน้าตาอาหารเช้าของเรา มีทั้งอาหารเกาหลีและ อาหารมาตรฐาน Buffet โรงแรม

IMG_4110

มาปิดท้ายกันด้วย Afternoon tea ที่ห้องอาหาร The Lounge บริเวณชั้น 24 ของโรงแรมกันครับ

IMG_4113

บรรยากาศภายในห้องอาหาร

IMG_4111

เป็นห้องอาหารที่วิวสวยที่สุดของโรงแรม

DSC07483

เนื่องจากในแพ็คเกจของเราได้ Hotel Credit มา 100 USD เลยตัดสินใจมาใช้กับ Afternoon tea ของโรงแรม
ซึ่งช่วงที่เราไปจะเป็นธีม Chocolate Afternoon Tea ซึ่งเมนูที่เสิร์ฟจะมีส่วนประกอบเป็นช็อคโกแลตทั้งหมด

ราคารวม Sparkling wine 1 แก้ว = 64,000 KRW (ต่อคน)

DSC07495

มีใบชาให้เลือกอยู่ประมาณ 4-5 ชนิด

DSC07505

หน้าตา Afternoon tea ของเรา

DSC07500

City view จากห้องอาหาร The Lounge

IMG_4165

และนี่ก็คือบรรยากาศโดยภาพรวมของ Park Hyatt Seoul ครับ โดยส่วนตัวค่อนข้างประทับใจ และเหนือความคาดหมายกับเรื่องการบริการ บรรยากาศและความสวยงามภายในโรงแรม ที่สำคัญ คือ เดินทางสะดวก และอยู่ติดกับ COEX Mall ใครชอบช็อปปิ้งถูกใจแน่นอน และโรงแรมก็มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเยอะมาก คุ้มค่าคุ้มราคาจริงๆ

สำหรับค่าห้องที่เราจองมา เนื่องจากเราใช้บัตรเครดิต American Express และโรงแรมนี้อยู่ในเครือ Fine Hotels ของ AMEX ทำให้การจองครั้งนี้ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมหลายอย่างเมื่อจองผ่าน AMEX platinum center ทั้งการ Upgrade ห้องพัก, early check-in และ late check-out รวมถึง Hotel Credit 100 USD ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ใช้บริการนี้ ประทับใจในความคุ้มค่าจริงๆ ครับ


Waldorf Astoria : Best Luxury Staycation in Bangkok

IMG_6634

หากถามเราว่า Luxury Hotel ในกรุงเทพที่เราชอบมีที่ไหนบ้าง รับรองได้ว่า Waldorf Astoria Bangkok ต้องเป็น 1 ใน Top 3 ของโรงแรมที่เราประทับใจมากที่สุดในกรุงเทพ ทั้งทำเลที่สะดวกสบาย อยู่ใจกลางเมืองอย่างราชดำริ เดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก ที่นี่ยังมีความโดดเด่นในด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม / ความสะดวกสบายของห้องพัก / วิวที่สวยมากโดยเฉพาะยามพระอาทิตย์ตก และที่สำคัญคือการบริการที่ดีงาม สมคำว่า Luxury อย่างแท้จริง

เราได้มาพักที่นี่เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดยเลือกพักห้อง Deluxe Park View ที่มองเห็นวิวของราชกรีฑาสโมสรได้อย่างเต็มตา ภายในห้องกว้างขวาง ตกแต่งและใช้สีสันได้ดูหรูหราสมกับความเป็น Luxury Hotel อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน จุดที่เราชอบ คือ ผ้าม่านที่สามารถเปิดอัตโนมัติเมื่อเราเข้ามาในห้อง และปิดให้เมื่อเราออกจากห้องไปสักพักหนึ่ง, ห้องน้ำมีเครื่องสุขภัณฑ์ระบบอัตโนมัติ ห้องน้ำแยกทั้งส่วนห้องสุขา / ห้อง Shower และอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ Amenities ใช้ของแบรนด์ Salvatore Ferragamo มี Walk-in closet และ Minibar ไว้บริการ

ในส่วนของ Facility ที่ไม่ควรพลาดที่จะมาใช้บริการ (และถ่ายรูปสวยๆ) คือ สระว่ายน้ำของโรงแรม ที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม อุณหภูมิน้ำภายในสระปรับให้อุ่นเหมาะกับสภาพอากาศ มีโซนจากุชชี่ให้แช่ และที่สำคัญคือ วิวสวยมากโดยเฉพาะในช่วงเย็น แนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าควรมาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ ในส่วนอื่นก็มีทั้ง Spa / Sauna / Steam และ Fitness ที่แขกที่เข้าพักสามารถมาใช้บริการได้

ส่วนห้องอาหารที่เราได้ไปใช้บริการ คือ Bull & Bear บนชั้น 55 ของโรงแรม เป็นห้องอาหารและบาร์ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มหลากหลายเมนู ในส่วนของอาหารที่นี่เขาจะเด่นในเรื่อง Grilled meats & seafood และที่สำคัญคือวิวบนห้องอาหารนี้คือสวยมาก เหมาะแก่การมาสังสรรค์กับเพื่อนๆ หรือจะชวนคนรักมา Dinner และชมวิวบนนี้ไปด้วย ก็โรแมนติกดีมากเลยนะ

ห้องอาหารเช้าที่ The Brasserie บอกเลยว่ารสชาติและวัตถุดิบที่เขาใช้คือดีมากกกกก เมนูที่ไม่ควรพลาด คือ Truffle Eggเป็น Poached egg ที่ราดด้วยซอสทรัฟเฟิล ท็อปด้วยคาเวียร์ และ Chili Egg เป็น Poached egg ราดด้วยซอสเผ็ด คล้ายกับซอสพริก ทานคู่กับหมูหยองและเบคอนทอดกรอบ นอกจากนี้ก็เป็นอาหารในไลน์ Buffet ทั่วๆ ไป เช่น Cold cut, ติ่มซำ, สลัด, เบเกอรี่ต่างๆ แต่ความต่างคือรสชาติ และวัตถุดิบที่ดีแตกต่างจากที่อื่นๆ

โดยรวมแล้วที่นี่สร้างความประทับใจตลอดการเขาพักให้กับเรา ทั้งความสวยงามของโรงแรม การบริการที่ดีจากพนักงาน และรสชาติของอาหาร ที่เราตั้งใจว่าจะหาโอกาสกลับไปซ้ำแน่นอน และหากใครกำลังมองหาสถานที่ Staycation สวยๆ ในกรุงเทพ หวังว่า Waldorf Astoria Bangkok จะเป็นอีกที่นึงใน List ของคุณนะครับ

LM001433

มาถึงโรงแรมแล้ว เราก็ขึ้นมา Check-in ที่ Upper Lobby ซึ่งอยู่บนชั้น 14 ของโรงแรม

LM001439

Peacock Alley ห้องน้ำชาที่สามารถชมวิวราชกรีฑาสโมสร และดื่มด่ำกับ Afternoon tea ยามบ่าย

LM001440

แค่วิวจากชั้น Lobby ก็สวยมากแล้ว

LM001291

ต่อไปจะพามาชมห้องพักแบบ Deluxe Park View ที่เราจะมาพักในคืนนี้กันครับ
ห้องตกแต่งสวยงาม ใช้โทนสีที่ Match กันดีมาก ขนาดห้องประมาณ 50 ตร.ม.

IMG_7017 3

ปลายเตียงมีโซฟา โต๊ะนั่งทำงาน และ Smart TV ด้านข้างเป็นกระจกบานใหญ่มองออกไปเห็นวิวเต็มๆ

LM001341

แสงช่วงเย็นส่องเข้ามาในห้องกำลังดี มองเห็นวิวราชกรีฑาสโมสร

LM001294

ภายในห้องน้ำแบ่งสัดส่วนเป็นอย่างดี มี Shower room และห้องสุขาแยกไปคนละฝั่ง
ตรงกลางห้องเป็นอ่างอาบน้ำ และอ่างล้างหน้าแบบ His & Her

LM001347

Park View สุดอลังการณ์ มองเห็นตึกมหานครอยู่ไกลๆ

LM001373

ห้องอาหาร Bull & Bear บนชั้น 55 ของโรงแรม

LM001381

บรรยากาศภายในห้องอาหาร

LM001380

บรรยากาศภายในห้องอาหาร

LM001378

เป็นจุดชม City view ยามเย็นที่สวยงามมากอีกจุดหนึ่งของกรุงเทพ

LM001382

LM001383

บรรยากาศภายในห้องอาหาร

LM001430

ห้องอาหาร The Brasserie เป็นห้องที่เราจะมาทานอาหารเช้ากันวันนี้

IMG_7133

เมนูหลากหลาย วัตถุดิบและรสชาติดีงามมาก เป็น Breakfast ในโรงแรมที่อร่อยมาก

IMG_7186

บรรยากาศที่สระว่ายน้ำของโรงแรม

IMG_7175

บรรยากาศที่สระว่ายน้ำของโรงแรม