9 Spots for Shooting Eiffel Tower

9 Best Spots for Shooting Eiffel Tower

มาถึงปารีสทั้งที ใครๆ ก็อยากจะมาถ่ายรูปกับ Landmark ของเมืองอย่างหอไอเฟล เราจึงรวบรวมจุดถ่ายรูปหอไอเฟลที่เราได้ไปแวะเวียนถ่ายภาพกลับมาทั้งหมด 9 สถานที่ รับรองว่าได้รูปคู่กับหอไอเฟลสวยๆ แน่นอน และที่สำคัญทุกสถานที่ไม่ต้องเสียเงินค่าเข้าแต่อย่างใด ส่วนจะมีที่ไหนบ้าง ตามมาอ่านกันได้เลยครับ

  1. Trocadéro
  2. Av. de Camoens
  3. Pont de Bir Hakeim
  4. Alma's Bridge
  5. 228 Rue de l'Université
  6. L'Hoewa
  7. Au Canon des Invalides
  8. Pont Alexandre III
  9. Champ de Mars

Trocadéro

เริ่มกันที่สถานที่ยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยว และเป็นจุดที่ควรมาชมด้วยตาตัวเองสักครั้ง นั่นคือ Trocadéro โดยจุดนี้จะสามารถชมหอไอเฟลได้แบบเต็มตา ไม่มีอะไรกั้น และมองเห็นได้จากมุมสูง จุดที่ถ่ายสวยมีหลายจุด แต่หลักๆ ก็จะเป็นบริเวณกึ่งกลางลาน และบริเวณบันไดทั้งสองฝั่ง แนะนำว่าหากอยากเลี่ยงคนเยอะให้มาถ่ายตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/swGLkt4kUcf51jYH6
ช่วงเวลาที่แนะนำ : ช่วงเช้า (ถ้ามาตอนพระอาทิตย์ขึ้นได้จะดีมาก เพราะแสงจะสวย)
Tips : ถ้ามาช่วงเช้าเวลาถ่ายรูปจะย้อนแสง (แต่แลกกับปริมาณคนที่น้อยก็คุ้มอยู่) แนะนำว่าอย่ามาตอนสายๆ เพราะจะถ่ายรูปยาก หากมีเลนส์ Tele จะถ่ายหอไอเฟลได้สวยมากๆ แต่หากไม่มี ระยะเลนส์ประมาณ 28-35 mm กำลังดีสำหรับการเก็บภาพคนและหอไอเฟลแบบเต็มๆ

บริเวณกลางลานด้านบน

วางแบบให้อยู่กึ่งกลางตรงกับหอไอเฟล ถ่ายย้อนแสงจ้าๆ แบบนี้ก็สวยไปอีกแบบ

บริเวณบันไดลงไปที่สวน มีทั้งฝั่งซ้ายและขวา ฝั่งไหนคนน้อยรีบวิ่งไปจับจองที่ได้เลย
(ตอนนี้ไม่สามารถนั่งบนราวบันไดได้แล้วนะครับ)

Av. de Camoens

อีกจุดยอดฮิตที่โด่งดังมาจากซีรีส์ Emily in Paris เป็นจุดถ่ายรูปที่ให้ฟีลปารีเซียงสุดๆ เพราะนอกจากจะได้วิวเป็นหอไอเฟลแบบใกล้ๆ แล้ว ยังได้ตึกสวยๆ ที่มองปุ๊บก็รู้เลยว่าอยู่ปารีสแน่นอนมาเป็น Background ประกอบให้ด้วย สามารถเดินต่อมาได้ไม่ไกลจาก Trocadéro

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/D3SQSzVdYcH1nqsy9
ช่วงเวลาที่แนะนำ : ได้ทั้งเช้าและบ่าย (แนะนำว่ามาช่วงสายๆ ให้พระอาทิตย์ขึ้นสูงสักหน่อย แสงจะส่องเข้ามาบริเวณตึก)
Tips : ควรมาช่วงเช้าเพราะคนไม่เยอะ ใช้เลนส์ระยะสัก 28-35 mm กำลังดี

เป็นอีกจุดที่สวย และเห็นหอไอเฟลได้ใกล้มาก

Pont de Bir Hakeim

ถ่ายรูปหอไอเฟล คู่กับรางรถไฟเหล็ก เป็นอีกจุดที่หนังเรื่อง Inception มาถ่ายทำ จุดนี้สามารถถ่ายรูปเราคู่กับหอไอเฟล หรือจะถ่ายรูปคู่กับสะพานก็สวย บริเวณใต้รางรถไฟจะเป็นเลนจักรยาน เวลาถ่ายรูปอาจจะต้องระวังนิดนึง

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/87uMGC1YscDpcymv5
ช่วงเวลาที่แนะนำ : ช่วงเช้า ถ่ายรูปบริเวณนี้จะไม่ย้อนแสง
Tips : ถ่ายรูปเสร็จแล้ว แนะนำให้ขึ้นไปถ่ายรูปหอไอเฟลจากบนรถไฟสาย 6 นั่งไป-กลับจากสถานี Passy ไปสถานี Bir Hakeim แต่ระวังโจรกันด้วยนะ

มุมใต้รางรถไฟที่หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นในหนังเรื่อง Inception

Alma's Bridge

เป็นอีกสะพานในปารีสที่ไม่แมส คนไม่เยอะเท่าที่อื่น แต่วิวหอไอเฟลสวยมาก ซึ่งจากบริเวณนี้สามารถเดินต่อไปยังจุดถ่ายรูปอื่นๆ ได้ไม่ไกล และนอกจากมุมบนสะพานแล้ว แนะนำให้เดินเลียบทางเดินฝั่งขวาของแม่น้ำ (ถ้าหันหน้าเข้าหอไอเฟลนะ) ตลอดทางเดินสามารถเดินถ่ายรูปได้เรื่อยๆ เลย ไม่มีคนวุ่นวายกวนใจการถ่ายรูปแน่นอน

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Gu4zWVCc1bmrAvyv5
ช่วงเวลาที่แนะนำ : ได้ตลอดทั้งวัน แต่ถ้ามาช่วงเช้าจะไม่ย้อนแสง
Tips : ตอนถ่ายรูปบนสะพานอาจจะต้องระวังกระเป๋า และผู้คนที่เดินไปมานิดนึง

228 Rue de l'Université

วิวหอไอเฟลจากมุมตึก อีกจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว โดยส่วนตัวรู้สึกว่าจุดนี้ค่อนข้างถ่ายยาก เพราะหอไอเฟลอยู่ค่อนข้างใกล้ และมีคนมาถ่ายรูปเยอะมาก ทำให้ต้องหามุมหลบคนไปอีก แต่ก็นับว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่สวย และน่ามาถ่ายรูป check-in กันสักหน่อย

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/uKKUVQP2DzmD63C3A
ช่วงเวลาที่แนะนำ : ได้ตลอดทั้งวัน (คนเยอะตลอดทั้งวัน 555)
Tips : ระวังกระเป๋าและทรัพย์สินตลอดเวลา เพราะคนเยอะ และอาจมี Homeless เดินมาประชิดตัวเพื่อขอเงินได้ (เพราะนักท่องเที่ยวมากันเยอะ) ส่วนเลนส์ที่แนะนำสำหรับมุมนี้ควรใช้ Wide หรือ Ultrawide ไปเลย เพราะจะสามารถเก็บหอไอเฟลได้ทั้งหมด

L'Hoewa

มุมถ่ายรูปหน้าร้านดอกไม้ L'Hoewa เป็นจุดที่คนชอบมาถ่ายรูป Pre-wedding กัน หากไม่ลำบากเรื่องทุนทรัพย์ก็แวะไปอุดหนุนดอกไม้จากที่ร้านสักช่อ เอามาถือเป็น Prop สำหรับถ่ายรูปก็ดีนะ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/btVvPxfyCdsgHnAG7
ช่วงเวลาที่แนะนำ : ช่วงเช้า - ช่วงสาย (เพราะแสงจะส่องเข้าหน้าร้านพอดี ไม่ย้อนแสง) น่าเสียดายวันที่เราไปไม่มีแสง
Tips : มุมที่สวยจะเป็นมุมเดินข้ามถนน ซึ่งตรงนั้นจะมีไฟแดง อาจจะต้องรอจังหวะเวลา เพราะมีคนเดินสัญจรไปมาตลอด

Au Canon des Invalides

มุมถ่ายรูปบริเวณหน้าร้าน Au Canon des Invalides เป็นอีกจุดหนึ่งที่เห็นหอไอเฟลได้ชัดเจน มุมคล้ายกับหน้าร้านดอกไม้ แต่จุดนี้จะเห็นหอไอเฟลอยู่ไกลกว่า โดยส่วนตัวเราว่ามุมนี้ถ่ายง่าย และองค์ประกอบภาพสวยกว่าหน้าร้านดอกไม้นะ ยิ่งถ้ามีเลนส์ Tele สามารถดึงระยะหอไอเฟลให้เข้ามาใกล้ๆ ได้ ยิ่งดูสวยเลยแหละ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/JpaeGEngEs5P51Z89
ช่วงเวลาที่แนะนำ : ช่วงเช้า - ช่วงสาย
Tips : มุมที่สวยจะเป็นมุมเดินข้ามถนน อาจจะต้องระวังรถนิดนึงเพราะไม่มีสัญญาณไฟ ใกล้ๆ กันจะมีร้าน Le Recrutement เป็นอีกจุดที่คนนิยมมาถ่ายรูปกัน

Pont Alexandre III

มุมถ่ายรูปบนสะพาน Pont Alexandre III เป็นอีกจุดที่คนนิยมมาถ่ายรูปในช่วงพระอาทิตย์ตก แต่จริงๆ แล้วจุดนี้สามารถมาถ่ายรูปได้ตลอดทั้งวันเหมือนสะพาน Alma แต่ถ้ามาช่วงเย็นรู้สึกว่าบรรยากาศจะโรแมนติกกว่าช่วงอื่นนิดนึง

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/g9x4toS61ctbJwgu8
ช่วงเวลาที่แนะนำ : ได้ตลอดทั้งวัน แต่แนะนำมาช่วง Sunset และอยู่ต่อจนเปิดไฟ น่าจะสวยมากๆ
Tips : ตอนถ่ายรูปบนสะพานอาจจะต้องระวังกระเป๋า และผู้คนที่เดินไปมานิดนึง

Champ de Mars

จุดสุดท้ายที่น่าจะใกล้ชิดกับหอไอเฟลได้มากที่สุด เป็นอีกจุดที่คนนิยมมานั่งชมหอไอเฟลกันในช่วง Sunset จนถึงช่วงเปิดไฟ น่าเสียดายช่วงที่เราไป ตรงสนามหญ้าที่ปกติสามารถเข้าไปนั่งได้ ตอนนั้นเขากั้นรั้วไว้เพื่อปิดปรับปรุงสถานที่สำหรับกีฬา Olympic แต่การได้มายืนชมหอไอเฟลเปิดไฟตรงบริเวณนี้ก็ไม่ควรพลาดจริงๆ นะ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/7kxX28yxkVUDxdea9

แถมให้กับอีก 2 สถานที่ สำหรับใครที่อยากชมวิวหอไอเฟลจากมุมสูง

Galeries Lafayette Rooftop

จุดชมพระอาทิตย์ตก และวิวหอไอเฟลมุมสูง ที่สวย และที่สำคัญคือ ฟรี!
จะมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ นักท่องเที่ยวเยอะมากกกกกกกกกกกก

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/XGLADozXETFjn3AR9

Arc de Triomphe Rooftop

บริเวณ Rooftop ของ Arc de Triomphe เป็นจุดชมวิวเมืองปารีสที่สวยมาก และมองเห็นวิวได้แบบ 360 องศา แนะนำว่ามาช่วงเย็นจนถึงฟ้ามืด และรอจนกระทั่งหอไอเฟลเปิดไฟ น่าจะได้บรรยากาศที่สวยมาก แต่ข้อเสียก็คือ ไม่ฟรี และต้องเดินขึ้นบันได เหนื่อยพอสมควร (สำหรับผู้สูงอายุมีลิฟท์ให้ขึ้นนะ แต่ก็แอบลำบากอยู่ดี)

ค่าเข้าชม 16 Euro (สามารถซื้อตั๋วที่ทางเข้าได้เลย)
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Gp6JjueCv4Vsx5fWA


I N E : หมู่บ้านชาวประมงที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น

I N E : Fishing Village / Kyoto
หมู่บ้านชาวประมงที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น

หลายคนคงจะเคยเห็นภาพบ้านไม้เรียงราย มีฉากหน้าเป็นพื้นน้ำสีฟ้าสด ฉากหลังเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่หลากหลายพันธุ์ และหมู่บ้านแห่งนั้น คือ "Ine" หรือชื่อเต็มคือ "Ine no Funaya" หมู่บ้านชาวประมงในจังหวัดเกียวโต

เมือง Ine อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกียวโต โดยหมู่บ้านจะตั้งเรียงรายตามแนวเส้นโค้งที่ทอดยาวของอ่าว Ine โดยมีบ้านที่เรียกว่า Funaya ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นที่จอดเรือ ส่วนชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันนี้ Funaya หลายหลังก็ได้แปลงสภาพเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัสบรรยากาศ และเสน่ห์ของหมู่บ้านได้อย่างใกล้ชิด

การท่องเที่ยวใน Ine ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็พอ เพราะหมู่บ้านไม่ได้ใหญ่มากนัก ในรีวิวนี้เราจะมาแนะนำจุดหลักๆ ที่ควรแวะไปถ่ายรูป เหมาะกับคนที่มีเวลาเที่ยวประมาณ 3-4 ชม. สามารถเดินเที่ยวบริเวณหมู่บ้านหรือจะเช่าจักรยานก็ได้ มีบริการล่องเรือชมอ่าว Ine มีคาเฟ่ ร้านอาหาร (ควรเช็คเวลาเปิด-ปิด ของแต่ละร้านก่อนมา) แต่หากใครมีเวลามากกว่านั้น และอยากพักผ่อนแบบ slow life การมาพักที่นี่สักคืนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศก็ดีเหมือนกันนะ

สำหรับเลนส์ระยะที่เหมาะกับการถ่ายภาพที่ Ine แนะนำระยะตั้งแต่ 50mm ขึ้นไป เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ถ่ายภาพคน + ฉากหลัง ระยะกำลังดีครับ (ยกเว้นที่ Ine cafe ภายในร้านควรใช้ระยะกว้างกว่า 50mm หรือถ้าถ่ายภาพคนก็พอได้อยู่ครับ)

การเดินทางมาเที่ยว Ine สามารถมาได้ทั้งทางรถสาธารณะ (รถไฟจาก Kyoto มาลงที่สถานี Amanohashidate และต่อรถบัสมาที่ Ine) หรือจะเช่ารถขับมาแบบเราก็ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่เราแนะนำมากกว่า เพราะประหยัดเวลา สะดวก ยืดหยุ่น และประหยัดกว่าหากเดินทางมากกว่า 2 คนขึ้นไป โดยการเดินทางครั้งนี้เราขับรถตรงมาจากสนามบินคันไซ มาแวะพักค้างคืนที่ Amanohashidate และขับรถมาที่ Ine ในช่วงสายๆ ของอีกวัน ก่อนจะกลับเข้า Kyoto ในช่วงบ่าย (ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง)

Shichimenyama Parking Lot

หากใครขับรถมา แนะนำให้มาจอดรถบริเวณนี้ เพราะจุดนี้เป็นไฮไลท์และมีมุมถ่ายรูปหมู่บ้านสวยๆ หลายมุมมาก และสามารถถ่ายได้ทั้งเช้าและบ่าย อาจจะมีแสงแตกต่างกันเล็กน้อย แต่สวยงามทั้งสองช่วงเวลา ส่วนค่าจอดรถฟรี 30 นาทีแรก และจะคิด 100 เยนในทุกๆ 30 นาทีหลังจากนั้น

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/sye2pdsUbWcoNryv7

จุดนี้อยู่ใกล้กับทางเข้าที่จอดรถ ช่วงบ่ายแสงจะดีกว่าช่วงเช้า

หากพอมีเวลา แนะนำล่องเรือชมวิวหมู่บ้าน ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อรอบ
สามารถให้อาหารนกพิราบบนเรือได้ด้วย

เดินมาทางอีกฝั่งของลานจอดรถจะได้มุมหมู่บ้านอีกฝั่งหนึ่ง ฝั่งนี้แสงจะสวยตอนช่วงสายๆ ประมาณ 9-10 โมงเช้า
พิกัด(บริเวณหน้าห้องน้ำสาธารณะ) : https://maps.app.goo.gl/uRakqY28C3DqC7xUA

ยังอยู่กันที่ลานจอดรถเดิม แต่ให้เดินมาบริเวณที่มีทางยื่นไปใกล้กับหมู่บ้าน จะได้มุมยอดนิยมที่ใครมาก็ต้องมาถ่ายภาพตรงนี้
จุดนี้แสงจะดีในช่วงบ่าย แต่น่าเสียดายที่ตอนเราไปค่อนข้างครึ้ม แสงเลยไม่ค่อยสวย

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/WA9hLd2oKogvboii6

ระหว่างทางเดินจากลานจอดรถไปที่ Ine Cafe. มีมุมทางเดินเข้าหมู่บ้านที่ถ่ายรูปสวยมาก รูปนี้ถ่ายประมาณ 11 โมงเช้า
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ZmLDATCfZSVXBexD9

ระหว่างทางเดินไป Ine Cafe

Ine Cafe

คาเฟ่ชื่อดังของ Ine ที่ควรมาอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ชมวิวสวยๆ จากในร้านแล้ว ขนม และ Lunch Menu ของทางร้านอร่อยมาก แต่แนะนำว่าควรมารอตั้งแต่ก่อนร้านเปิดสักครึ่ง ชม. เพราะขนาดเรามาวันธรรมดายังมีคนมาต่อคิวก่อนร้านเปิดกันหลายคน

ร้านเปิดเวลา 11.00 - 16.30 น. (ปิดทุกวันพุธ)
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ARQUwYdKxNbY84j2A

ระหว่างรอเข้าร้าน มีมุมหน้าร้านถ่ายรูปสวยๆ ได้นิดหน่อย

เข้ามาในร้านก็จะเจอมุมนี้ วิวสวยมาก

เราได้ที่นั่งชั้น 2 ริมหน้าต่าง ซึ่งที่นั่งตรงนี้วิวดีมาก แต่จำกัดสำหรับลูกค้าที่มากัน 2 คนเท่านั้น

ขนมอร่อย หน้าตาดี ถ่ายรูปสวย

จิบกาแฟไป ชมวิว Ine ไปด้วย

Lunch Set เป็นข้าวหน้าปลาดิบทั้ง 2 เมนู ปลาสดมาก ซอสที่ราดมาในข้าวก็อร่อยมาก แนะนำสุดๆ

Wadatsumi Sushi Restaurant

ร้านซูชิที่อยู่ติดกับ Ine cafe เป็นร้านอาหารที่ได้คะแนนรีวิวค่อนข้างดี ตั้งใจว่าจะไปทานมื้อกลางวันที่ร้านก่อนกลับไป Kyoto แต่น่าเสียดายวันที่เราไปร้านปิด หากใครมีโอกาสมา Ine หรือได้มาค้างคืนที่นี่ ลองแวะมาทานกันดูนะครับ

พิกัด : https://maps.app.goo.gl/T3UdJf6ASm3PGffGA


teamLab : A Forest Where Gods Live

teamLab : A Forest Where Gods Live

หากจะพูดถึงงาน Digital Art ชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงคงไม่พ้น "teamLab" กลุ่มคนรักศิลปะที่รวมตัวผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ มาร่วมกันสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบใหม่ และจัดแสดงผลงานในหลายประเทศทั่วโลก และคราวนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปชม 1 ในนิทรรศการของ teamLab ที่ต้องบอกว่าเขาเล่นใหญ่มากจริงๆ เพราะงานนี้จัดที่ Mifuneyama Rakuen Park สวนที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1845 ในจังหวัด Saga และมีพื้นที่กว้างถึง 500,000 ตารางเมตร โดย artwotk ทั้งหมด จะกระจายไปตามจุดต่างๆ ทั้งในสวน และภายในโรงแรม Mifuneyama Rakuen ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน โดยรีวิวนี้เราจะพาไปชม artwork ที่ไม่ควรพลาดของงานนี้ และ จุดถ่ายรูปต่างๆ เผื่อใครมีแพลนจะเดินทางมาชมงาน จะได้มีข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเตรียมตัวกันครับ

พื้นที่จัดงานหลักๆ แบ่งเป็นสองส่วน คือ ภายในโรงแรม Mifuneyama Rakuen เป็นบริเวณที่สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่ช่วงกลางวัน ภายในมีร้านชาให้บริการ เปิดตั้งแต่ 11.00 น. (แนะนำว่าถ้าไม่ได้มาพักโรงแรมก็ควรไปอุดหนุนร้านชานะครับ เพราะข้างในถ่ายรูปสวยมาก) อีกส่วนคือภายในสวนซึ่งเป็นพื้นที่กลางแจ้ง จะเปิดไฟในช่วงเย็น (ตามเวลาที่แจ้งไว้ด้านล่าง) แนะนำว่าหากใครแพลนมาชมงาน มาถึงสักช่วงบ่ายๆ เป็นต้นไปก็น่าจะพอดีกับช่วงที่เปิดไฟ สำหรับรายละเอียดของ artwork จุดต่างๆ เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ภายในรีวิวนี้ครับ

การเดินทางมาชมงาน ตั้งต้นจากสถานี Hakata สามารถนั่งรถไฟสาย Relay Kamome หรือ Kasasaki (สายเดียวกับที่ไป Huis Ten Bosch) ใช้เวลาประมาณ 45 - 60 นาที มาลงที่สถานี Takeo-Onsen แนะนำให้ต่อ Taxi มาลงที่โรงแรม Mifuneyama Rakuen (ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ค่ารถประมาณ 1,000-1,200 เยน) หากใครอยากประหยัดก็สามารถนั่งรถบัสมาได้ หรือถ้าเช่ารถขับมา บริเวณหน้างานก็มีลานจอดรถให้บริการเช่นกัน (แถวโรงแรมไม่ค่อยมีร้านอาหาร นอกจากร้านในโรงแรม มีแต่ร้านขายขนมและของฝากทั่วไปตรงบริเวณทางเข้างาน หากใครต้องการเรียก Taxi ให้ทางร้านโทรเรียกได้ แต่ช่วยอุดหนุนของกินเล็กๆ น้อยๆ ภายในร้านกันด้วยนะครับ)

ค่าเข้าชมงาน 12oo เยน
งานจัดตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม - 5 พฤศจิกายน 2023

เวลาเข้าชมงาน (บริเวณภายในสวน)
14 กรกฎาคม - 10 กันยายน :  19.00 - 22.30 น.
11 กันยายน - 8 ตุลาคม :  18.00 - 22.30 น.
9 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน :  17.00 - 22.30 น.

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.teamlab.art/e/mifuneyamarakuen/

มาชมแผนที่ของงานนี้กันก่อนครับ (แนะนำเซฟรูปนี้เก็บไว้ได้เลย ใช้วางแผนสำหรับการเดินชม) โซนที่เราสามารถชมงานได้ตั้งแต่ช่วงกลางวัน คือ ภายในโรงแรมโซน A และ G (ต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ของพื้นที่ แต่เราไม่ได้ไปนะ เพราะเดินค่อนข้างไกล และมีช่วงเวลาจำกัดที่เปิดให้เข้าชม) ส่วนโซนอื่นๆ ต้องชมในช่วงเย็นหลังพระอาทิตย์ตกเป็นต้นไป ซึ่งในรีวิวนี้ เราจะพาไปชมโซน A, B, C, D และ E กันครับ

A1  :  Forest and Spiral of Resonating Lamps - One Stroke

จุดเริ่มต้นของเราคือ โรงแรม Mifuneyama Rakuen เปิดประตูเข้ามาจะเจอกับ Lobby และเป็น 1 ใน artwork ของงานนี้ โดยจะเป็นโคมไฟสีต่างๆ กระจายไปทั่งทั้งห้อง เป็น Lobby ของโรงแรมที่พื้นที่ไม่ใหญ่มาก แต่ความสวยงามนี่ต้องยกให้เป็นลำดับต้นๆ เลยทีเดียว

ถ่ายรูปเพลินมาก แต่ระวังหัวหรือตัวจะไปกระแทกกับโคมไฟนะ

จากรูปจะเห็นว่าโคมไฟห้อยลงมาต่ำ เวลาถ่ายรูปอาจจะเผลอไปกระแทกได้ ระวังกันด้วยนะ

ติดกับ Lobby ของโรงแรมจะเป็นร้านชา "EN TEA HOUSE" ซึ่งร้านชาจะมี 2 จุดนะ อีกจุดจะอยู่ในสวน ซึ่งจะเปิดในช่วงเย็น ส่วนจุดแรกที่อยู่ในโรงแรมเปิดตั้งแต่ 11.00 น. แวะมาถ่ายรูปแล้วก็อุดหนุนชาของโรงแรมกันสักหน่อย

ถ่ายรูปจากร้านชาออกไปก็สวยงามไปอีกแบบ

A2  :  Life Survives by the Power of Life II

เดินเข้ามาในห้องติดกับร้านชา จะเจอกับภาพของต้นไม้ต้นหนึ่งที่ความสวยงามจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล

A3  :  Life Sculpture of Flames

B1  :  Universe of Fire Particles in a Decaying Underground Passage

หลังจากเรากลับมา งานนี้ก็ปิดปรับปรุง เป็นการฉายภาพไฟในทางเดินที่คล้ายกับอุโมงมืดๆ มีเพียงแสงไฟจากโคมเล็กๆ ริมทาง
พื้นที่จัดแสดงงานนี้ ไม่เหมาะกับคนที่กลัวความมืดและพื้นที่แคบนะครับ

B2  :  Megaliths in the Bath House Ruins

เป็นอีกห้องไฮไลท์ของงานที่เราใช้เวลาถ่ายรูปนานมาก เพราะแท่งไฟในห้องจะมีการเปลี่ยนสีสัน เปลี่ยน Pattern ไปเรื่อยๆ และมีความสวยงามแตกต่างกันไป เป็นจุดที่ควรมาถ่ายทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนเพราะให้บรรยากาศและความสวยงามที่ไม่เหมือนกัน แต่หากใครเวลาจำกัด แวะมาถ่ายรูปช่วงกลางวันแบบเราก็ได้นะ

C1 : Drawing on the Water Surface Created by the Dance of Koi and Boat - Mifuneyama Rakuen Pond

อีกจุดไฮไลท์ที่อยากให้มาใช้เวลาซึมซับกับความสวยงาม และบรรยากาศโดยรอบ ทั้งแสง สี เสียง ที่งดงาม อลังการณ์มากจริงๆ กับการแสดงไฟบนพื้นน้ำ และมีฉากหลังเป็นภูเขา มีเรือพายเล่นกับแสงไฟ พร้อมเสียงดนตรีประกอบ แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 10 นาที

D2  :  Life is Continuous Light - Azalea Valley

การจัดแสดงไฟในทุ่งอาซาเลียขนาดใหญ่ภายในสวน เป็นอีกจุดที่สวยงามมากทั้งตอนที่ยังไม่มืดสนิท และหลังจากมืดแล้ว แนะนำให้แวะมาชมทั้งสองช่วง เพราะสวยงามคนละแบบ

D4  :  Universe of Water Particles on a Sacred Rock

D5  :  Memory of Continuous Life

D6  :  Hanamidai (Viewing Spot)

D7  :  Flower Bloom in an Infinity Universe inside a Teacup

จุดนี้จะอยู่ที่ร้านชา EN TEA HOUSE ซึ่งตั้งอยู่ภายในสวน ใกล้กับจุด D2 เป็นการดื่มชา พร้อมกับชมงานศิลปะที่ mapping ลงในถ้วยชาของเรา เวลายกดื่มดอกไม้จะสลายกลีบออก พอตั้งวางเฉยๆ ก็จะรวมเป็นดอกไม้สวยในถ้วยชา

บรรยากาศร้านชา EN TEA HOUSE

E1  :  Spatial Calligraphy on the Rock Wall of Five Hundred Arhats, Continuous Life

E2  :  Cut Out Continuous Life - Forest Path


Cherry Blossom Japan 2023 : ตามล่าหาซากุระ

ฤดูกาลตามล่าซากุระของปี 2023 กำลังจะผ่านไปแล้ว

เป็นอีกปีที่เราได้ไปชมซากุระ วางแผนซะดิบดี แต่ปีนี้ซากุระดันบานไวไปอีก!

แต่ก็ยังดีที่หลายๆที่ยังสวย พอให้เราได้เก็บภาพมาฝากเพื่อนๆ กันได้อยู่ (แม้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนแผนกันวันต่อวันก็ตาม)

รีวิวนี้จึงรวบรวมจุดชมซากุระที่เราได้ไปมาทั้งหมดในทริปนี้จาก 4 เมือง ได้แก่ Tokyo , Saitama , Osaka และ Kyoto รวมทั้งหมด 10 สถานที่ ได้แก่

  • Edo-Sakura Dori (Nihombashi)
  • Chidorigafuchi Park
  • Naka-meguro
  • Kumagaya
  • Motoara River
  • Tachikawa
  • Kema Sakuranomiya Park
  • Nanatani River , Kameoka
  • Heian Shrine
  • Ninna-ji

พร้อมพิกัดและคำแนะนำให้เพื่อนๆ ได้วางแผนเตรียมพร้อมสำหรับการไปตามล่าซากุระในปีต่อๆ ไป
ถ้าพร้อมแล้ว เข้าไปอ่านรายละเอียดกันในโพสท์นี้ได้เลยครับ

**ช่วงเวลาที่เดินทาง 30 มีนาคม - 5 เมษายน พ.ศ. 2566**

Edo-Sakura Dori , Nihombashi (Tokyo)

จุดชมซากุระที่ไม่ค่อย Mass เท่าไรใน Tokyo ความพิเศษของจุดนี้ คือ มีอุโมงค์ซากุระเรียงรายตามถนน มีฉากหลังเป็นอาคารที่ออกแบบสไตล์ยุโรป ให้บรรยากาศที่แตกต่างจากการไปชมซากุระที่จุดอื่น มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปกันพอสมควร แต่อาจจะถ่ายค่อนข้างยาก เพราะคนเดินกันพลุกพล่าน (เป็นย่านสำนักงาน) และต้นซากุระตรงจุดนี้จะค่อนข้างสูง เหมาะกับการมาชมบรรยากาศ หรือสายถ่ายภาพ Street น่าจะชื่นชอบ

พิกัด :  https://goo.gl/maps/FBWRdmcGKTWhp4NWA

Mitsukoshimae Station (Exit B1)

Chidorigafuchi Park (Tokyo)

สวนสาธารณะชื่อดังที่อยู่ติดกับ Imperial Palace จุดเด่นของที่นี่คือการมาชมซากุระที่อยู่รอบๆ สระน้ำ และมีคนมาพายเรือ ถีบเรือเป็ดกันอย่างสนุกสนาน เป็นอีกจุดหนึ่งใน Tokyo ที่เป็นที่นิยม (ใครไม่อยากเจอคนเยอะๆ โปรดหนีไป) จุดสังเกต คือ อย่าปักหมุด Chidorigafuchi Park ใน Google map เพราะมันไม่ใช่จุดถ่ายรูปที่เป็นไฮไลท์ของสวนนี้ และมุมที่เหมาะสำหรับถ่ายรูปจะมีอยู่ 2 จุด จุดแรกที่คนชอบมาถ่ายรูปกันจะเป็นจุดลงเรือ (Chidorigafuchi Moat) และอีกจุด คือ Kudanzaka Park ใกล้กับสถานี Kudanshita

พิกัด : https://goo.gl/maps/FPAgKYYNi4X5GpM19 (จุดลงเรือในภาพด้านบน) และ https://goo.gl/maps/EnmCvPtoTBfPP6Vt6 (Kudanzaka Park)

แนะนำให้ลงสถานี Kudanshita เพราะจะเดินไม่ไกล ชมจุดแรกที่ Kudanzaka Park แล้วค่อยเดินไปที่ Chidorigafuchi Moat จะประหยัดเวลาและระยะเดินน้อยกว่าไปลงที่สถานี Hanzomon

มุมมองจาก Kudanzaka Park

Naka-meguro (Tokyo)

เป็นอีกจุดชมซากุระใน Tokyo ที่สวยงามทั้งกลางวันและยามค่ำคืน เราเลือกมาชม Light up ที่นี่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่ก็แอบเสียดายนิดหน่อยที่มาในช่วงที่เลยจุด Peak ไปแล้ว และแม้จะมาตอนกลางคืน แต่คนที่มาเที่ยวชมซากุระก็ยังเยอะมากอยู่ดี ใครอยากมาเดินสบายๆ แนะนำให้มาตอนช่วงเช้าน่าจะดีกว่า

พิกัด : https://goo.gl/maps/DkYx8EgaEqJuuma36

Naka-meguro station

Kumagaya (Saitama)

ขอยกให้ที่นี่เป็น The best ของทริปนี้เลย เพราะมีซากุระให้เดินชมได้อย่างจุใจมาก ใครที่ชอบถ่ายรูป และอยากหนีคนเยอะในโตเกียวแนะนำให้นั่งรถไฟมาที่นี่เลย เดินทางสะดวกมาก โดยเฉพาะถ้าใครพักแถว Ueno สามารถนั่ง Shinkansen มาที่นี่ได้ในครึ่ง ชม. แนะนำให้มาถึงที่นี่ไม่เกิน 8 โมงเช้าจะเดินถ่ายรูปได้สบายๆ เพราะแดดยังไม่ร้อน และคนยังไม่เยอะมากนัก

พิกัด : https://goo.gl/maps/tna5x8EJuWQVUWLE9?coh=178572&entry=tt

Kumagaya station (South Exit) เดินต่อประมาณ 300 เมตร

Motoara River (Saitama)

นั่งรถไฟมาจาก Kumagaya เพียงสองสถานีก็มาถึงที่นี่ จุดเด่นคือมีอุโมงค์ซากุระโอบล้อมลำคลองที่ทอดยาวไปในย่านชุมชม เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีเพียงคนในย่านนั้นมาเดินชมมากกว่านักท่องเที่ยว เหมาะแก่การไปเดินถ่ายรูป

พิกัด : https://goo.gl/maps/K4GPqLRPq221cVwb9?coh=178572&entry=tt

Fukiage Station (North Exit) เดินต่อประมาณ 200 เมตร

Tachikawa (Tokyo)

จุดชมซากุระขวัญใจคน Local ที่เราแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการมาในวันหยุด เพราะคนเยอะมากกกกกก จุดเด่นของที่นี่คือซากุระต้นใหญ่ที่เรียงรายขนาบคลองทั้งสองฝั่ง และโน้มกิ่งทอดยาวลงมาจนแทบจะถึงกลางคลองกันเลยทีเดียว ซากุระที่นี่สวยมากจริงๆ แต่น่าเสียดายที่เราถ่ายรูปอะไรแทบไม่ได้เลยเพราะคนมาเยอะไปหมด 555 และอีกอย่างที่อยากเตือน คือ ที่นี่ไม่มีชื่อขึ้นใน Google Map แต่เราได้ปักพิกัดแบบ Manual เอาไว้ให้ รับรองว่าไม่หลงแน่นอน (เพราะเราหลงมาก่อนแล้ว)

พิกัด : https://goo.gl/maps/dxi9zdquy5StLdsq6?coh=178572&entry=tt

Shibasaki-Taiikukan Station เดินต่อประมาณ 10 นาที

มีอีกจุดที่หลายๆ เพจแนะนำให้ปักพิกัดนี้ https://goo.gl/maps/kDQV72BtzBtFEhsv7?coh=178572&entry=tt  ซึ่งก็สวยดีแต่มันไม่ใช่จุดไฮไลท์นะทุกคน อย่าไปผิดที่จ้า

Kema Sakuranomiya Park (Osaka)

ข้ามมาที่ Osaka กันบ้างครับ กับสวนสาธารณะใจกลาง Osaka ที่มีต้นซากุระเยอะมาก และอยู่ไม่ไกลจาก Osaka Castle ด้วย หากใครเดินไหวก็สามารถเดินต่อไปได้เลย แนะนำว่าให้มาที่นี่ช่วงเย็น เพราะถ่ายรูปสวยและไม่ย้อนแสง

พิกัด : https://goo.gl/maps/cnB5cKKAXgGbUeb6A?coh=178572&entry=tt

JR Sakuranomiya station

Nanatani River (Kameoka)

เดิมทีแพลนจะไปเกียวโต แต่จุดที่อยากไปซากุระร่วงจะหมดแล้ว เลยหาข้อมูลไปเรื่อยจนเจอที่นี่โดยบังเอิญ ซึ่งเป็นที่ลับแลหน่อยแต่ดูจากรูปแล้วสวยจัง ถ้าปักตาม Google Map ที่นี่เรียกว่า Sakura Park แต่ตามรีวิว (ที่เจอ) เรียก Nanatani River (Yawaragi Road) อยู่ในเมือง Kameoka ถ้าใครเคยไป Arashiyama ที่นี่จะอยู่เลยมาอีกนิดนึง (ถ้านั่งรถ Rapid train ก็ห่างกันสถานีเดียวเอง)
ถึงสถานี JR Kameoka การเดินทางไปที่นี่มีสองวิธี คือ รถบัส (200 เยน) แต่รอบรถมีทุก 2 ชม. ขากลับก็เช่นกัน ทุก 2 ชม. นั่นหมายความว่าเราจะมีเวลาเที่ยวถ่ายรูปประมาณ 2 ชม. เต็มๆ
รอบรถบัส
ขาไป เวลา 7:47 / 8:55 / 10:05 / 12:45 / 14:06 / 15:06 / 17:36
ขากลับ เวลา 7:31 / 8:29 / 9:52 / 12:11 / 14:52 (เฉพาะวันหยุด) / 15:52 / 18:23
ส่วนอีกวิธีคือ แท็กซี่ แต่เรียกได้แค่ขาไปนะ ขากลับไม่มี ต้องรอกลับรถบัสอยู่ดี ข้อดีคือไปตอนไหนก็ได้ แต่ข้อเสียคือมันแพง ระยะทาง 4 กม. นิดๆ โดนค่าแท็กซี่ไป 1,600 เยน กะว่าถ้ามันไม่สวยนี่คงเซ็งมาก แต่ไปถึงแล้วก็ไม่ผิดหวังเลยนะ แม้ตอนนี้ความฟูฟ่องจะเหลือสัก 50-60% แต่วิวมันอลังมากกกก มีคู่รักมาถ่าย Pre-wedding กันเยอะมากเลย ถ้ามาช่วง Full Bloom ใหม่ๆ คงฟินสุด เพราะที่นี่ซากุระต้นใหญ่ และอยู่ติดกันเป็นแถวยาวเลียบไปตามแม่น้ำ (ซึ่งตอนนี้น้ำแห้งอยู่) มีเวลาถ่ายรูป 1 ชม. นิดๆ ก็เก็บได้หลายมุมเลย ใครชอบมุมใหม่ๆ ไม่ไกลเกียวโต (แต่เดินทางลำบากหน่อยเพราะมันต้องต่อรถนี่แหละ)
JR Kameoka station

Heian Shrine (Kyoto)

เป็นอีกที่ในเกียวโตที่บานช้ากว่าจุดอื่น ทำให้เรายังพอไปชมซากุระบานที่นี่ได้ (ในขณะที่จุดยอดฮิตของ Kyoto พากันร่วงไปหมดแล้ว) จุดเด่นคือมีสายพันธุ์ Weeping cherry ที่มีลักษณะเป็นกิ่งห้อยลงมาเหมือนสายน้ำตก แต่ส่วนตัวว่ามันไม่ค่อยอลังเท่า Ninna-ji แต่ดีที่โซนนั้นไปเดินเที่ยวเล่นต่อได้อีกหลายที่ ลองแวะไปดูกันได้จ้า
สถานี Higashiyama เดินต่ออีกประมาณ 600 เมตร ค่าเข้าชมสวน 600 เยน

Ninna-ji (Kyoto)

ปิดท้ายกันที่วัด Ninna-ji จุดเด่นของที่นี่ คือ มีซากุระสายพันธุ์ Omuro ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ต้นเตี้ย และจะบานช้ากว่าพันธุ์อื่นๆ ทำให้ที่นี่ยังคงบานสวยอยู่ประมาณ 80-90% ในช่วงที่เราไป แม้บางต้นจะเลยพีคมาแล้ว ร่วงบ้าง ใบแซมเยอะบ้าง แต่ภาพรวมถ่ายรูปออกมายังสวยสะกด และข้อดีอีกอย่างของสายพันธุ์นี้คือต้นเตี้ย ถ่ายรูปคู่ได้สบายๆ
รถไฟ Randen สถานี Omuro-Ninnaji
ค่าเข้าชม (เฉพาะโซนซากุระ) 500 เยน

Seoul Cafe Guide 2022 : คาเฟ่เกาหลีเกาใจ ที่ไหนน่าไป ตามมาเลย

IMG_6039

สวัสดีปีใหม่ 2023
ขอให้ปีกระต่ายปีนี้เป็นปีสำหรับการเริ่มต้นใหม่ที่ดี เงินทองไหลมาเทมา สุขภาพแข็งแรงกันทุกคนนะครับ

เริ่มต้นปีใหม่จะพาไป Cafehopping กันที่โซล เพราะคาเฟ่ที่นี่เค้าออกแบบสวย และมีเยอะมาก เรียกได้ว่าการดื่มกาแฟเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนที่นี่กันเลยทีเดียว และครั้งนี้เราได้กลับไปเที่ยวโซลในรอบ 5 ปี เลยมีคาเฟ่ที่อยากไปแวะเยอะมาก แต่ด้วยเวลาอันจำกัด เลยได้ไปมาทั้งหมด 12 ร้าน และเก็บภาพรวมถึงพิกัดมาแนะนำเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาคาเฟ่สวยๆ ในโซล ให้ได้ตามไปเก็บกัน ซึ่งรายชื่อร้านทั้งหมดก็มีตามนี้

  • Coffee Nap Roasters
  • SD2R
  • Gwehdo (Yeonhui branch)
  • 1 in 1 jan
  • ACOFFEE
  • Blue Bottle (Samcheong branch)
  • NEMA Coffee
  • PLOP Pizza
  • Wynyard (Seongsu branch)
  • Sayoo
  • Milestone Coffee Roasters
  • % Arabica (Starfield Library Branch)

ส่วนรายละเอียดของแต่ละร้าน จะน่าสนใจแค่ไหน ตามมาอ่านกันได้ในโพสท์นี้เลยครับ

DSC06987

Coffee Nap Roasters

เป็นคาเฟ่ที่เราเห็นใน IG มานานหลายปี และตั้งใจว่าถ้าไปโซลจะต้องแวะไปให้ได้ ร้านอยู่แถวยอนนัม (ห่างจากฮงแดมา สถานีเดียว) จุดเด่นภายในร้านคือพื้นอิฐแดงยกสูงเป็นคลื่น ตัดกับเคาน์เตอร์สีขาว ร้านเล็กๆ แต่ฟีลดี มีคนแถวนั้นแวะเวียนมาจิบกาแฟ พาน้องหมามาเดินเล่น ส่วนกาแฟที่เราได้ลอง คือ Vanilla Latte รสชาติหวานละมุนกำลังดี (แต่ระวังให้ดีเพราะบางร้านหวานตัดขา) ที่ร้านมีเมล็ดกาแฟและแก้วขายด้วยนะ

พิกัด :

[Naver Map]

Coffee Nap Roasters Yeonnamdong

https://naver.me/5TvhUcir

Subway : Gajwa station Exit 4 เดินต่ออีกประมาณ 600 เมตร

DSC06976

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_3096

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_3106

วานิลลาลาเต้ของที่นี่คือดีงามจริง แนะนำให้ลองครับ

IMG_3113

SD2R (저당개2년로스터스)

เราเจอร้านนี้โดยบังเอิญ เพราะอยู่ในซอยด้านหลังร้าน Coffee Nap Roasters ทางร้านคั่วกาแฟเองด้วย  มีเมล็ดให้เลือกหลากหลายแบบ เราลองแบบดริปเย็นรสชาติดีเลยแหละ ราคาไม่แพง บรรยากาศร้านเหมือนแวะมาจิบกาแฟที่บ้านเพื่อน ชิลๆ มีคนแถวนั้นเดินเข้าออกร้านกันตลอดเวลา ตัวร้านมีสองชั้น แต่มุมที่เราแนะนำคือที่นั่งบริเวณหน้าต่างบานใหญ่หน้าร้านนี่แหละ ถ่ายรูปออกมาสวยมาก แนะนำว่าย่านนี้มีร้านอาหาร คาเฟ่น่ารัก และสวยสาธารณะให้เดินชมได้เพลินๆ ลองเผื่อเวลามาเดินแถวย่านยอนนัมกันดูนะครับ

พิกัด : อยู่ในซอยด้านหลังร้าน Coffee Nap Roasters (ไม่มีพิกัดใน map)

Subway : Gajwa station Exit 4 เดินต่ออีกประมาณ 600 เมตร

IMG_3127

บรรยากาศภายในร้านชั้น 1 ตกแต่งเรียบง่าย

IMG_3120

บรรยากาศบนชั้น 2 ของร้าน มีที่นั่งอยู่หลายที่

DSC06995

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_3141

Gwehdo Yeonhui

เป็นอีกร้านที่เราเห็นใน IG แล้วปักหมุดเลยว่าต้องมา จุดเด่นคือรางเสิร์ฟกาแฟ และจอสำหรับแสดง digital art ตรงกลางร้าน ร้านตั้งอยู่ชั้น 2 ในตึกเดียวกับ LAIKA CINEMA  เราได้ลองเมนู Signature ของร้าน เป็น Latte ทานคู่กับขนมหวานเกาหลี ใครไม่ชอบหวานแนะนำให้ผ่านไปเลย (เพราะหวานมากกกกก) ส่วนลูกกลมๆ สีๆ เป็นเชอร์เบท รส Lime & Basil เมนูนี้แนะนำให้สั่งมาลองเพราะรสชาติจัดจ้านมาก ทานแล้วตื่นยิ่งกว่ากาแฟ ระวังสับสนนิดนึงเพราะร้าน Gwehdo จะมีอีกสาขาอยู่แถวยอนนัม (ร้านนั้นก็สวยอีกแบบ และอยู่ไม่ไกลจากฮงแด)

พิกัด :

[Naver Map]

Gwedo Yeonhui

https://naver.me/GVWiMjyP

Subway : Hongik Univ. station Exit 3 เดินต่ออีกประมาณ 1 กม. หรือ ต่อรถบัสจะสะดวกกว่า

DSC07028

สั่งกาแฟปุ๊บ มาเลือกที่นั่งได้เลย เพราะเค้าจะเสิร์ฟกาแฟมาทางรางเลื่อนนี่แหละ

DSC07032

เมนูที่สั่งวนมาถึงแล้วก็หยิบได้เลย

IMG_3144

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_3337

1인1잔 (1 in 1 jan)

คาเฟ่วิวหมู่บ้านเกาหลีที่มุมถ่ายรูปคือดีมาก เห็นรูปครั้งแรกก็ปักหมุดเลยว่าต้องแวะมา เพราะคาเฟ่นี้อยู่ทางเข้าหมู่บ้าน Enpyeong Hanok Village พอดี คาเฟ่มีทั้งหมด 5 ชั้น ใครอยากมานั่งถ่ายรูปมุมนี้อยู่ชั้น 3 ส่วนชั้น 5 จะเป็นระเบียงอยู่ outdoor เป็นส่วนของร้านอาหาร (เปิดหลังคาเฟ่ 1 ชม.) ขนมที่ร้านหน้าตาดีมาก เครื่องดื่มก็มีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือวิว สวยสุดๆ แนะนำให้มาตั้งแต่ร้านเปิดจะได้ถ่ายรูปสบายหน่อย เพราะแป๊บเดียวคนเต็มร้านแล้ว

พิกัด :

[Naver Map]

1 In 1 Jan

서울 은평구 연서로 534

https://naver.me/GFnCkKLa

การเดินทาง : Subway สถานี Yeonsinnae ออกทาง Exit 3 เดินมาต่อรถบัสจากป้าย Yeonseo market (สาย 701 / 7211 / 7723) ลงที่ป้าย Hanago Samcheonsa Jingwansa Temple Entrance (นั่งรถบัสประมาณ 15 นาที)

IMG_3321

วิวจากที่นั่งชั้น 3

IMG_3323

มาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็จะได้วิวประมาณนี้

IMG_3329

บริเวณเคาน์เตอร์บาร์

DSC07116

หน้าตาขนมและเครื่องดื่ม

IMG_3366

ACOFFEE Seoul

หลังจากที่เราเคยไป ACOFFEE ที่เมลเบิร์นมาแล้ว เลยถือโอกาสแวะมาชมบรรยากาศ และมาจิบกาแฟดีๆ ที่สาขาโซลด้วย ตัวร้านตั้งอยู่ในชุมชนแถบเนินเขา เป็นอาคาร 3 ชั้นที่ซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียน ภายในร้าน Minimal มาก สำหรับกาแฟเราแนะนำว่าที่นี่ควรดื่มกาแฟดริป เพราะเมล็ดกาแฟเขาดีจริง มีให้เลือกหลายแบบ (ให้บาริสต้าช่วยแนะนำได้)

ด้วยความที่ร้านตั้งอยู่ตามเนินเขา อาจจะต้องเดินขึ้นๆ ลงๆ เยอะนิดนึงนะ

พิกัด

[Naver Map]

A Coffee Seoul

서울 종로구 백석동1가길 19

https://naver.me/Gsag81iM

การเดินทาง : Subway สถานี Gyeongbokgung (Exit 3) แล้วต่อรถบัสสาย 7212 หรือ 7022 ลงป้าย Buamdong Community Service Center. Mugyewon เดินต่ออีกประมาณ 400 เมตร

IMG_3372

บรรยากาศภายในร้าน

DSC07161

บรรยากาศภายในร้าน

DSC07158

บริเวณทางเข้าร้าน

IMG_3646

Blue Bottle Samcheong

คาเฟ่สัญชาติอเมริกา ที่มีหลายสาขาในโซล คราวนี้เราจะพามาที่สาชาซัมชอง ซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน Bukchon แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ซึ่งสาขานี้เป็นสาขาแรกของ Blue Bottle ในเกาหลี โดยจุดเด่นของร้านจะเป็นการออกแบบอาคารที่โดดเด่น ถ่ายรูปสวย ส่วนภายในร้านจะมีทั้งหมด 3 ชั้น โดยชั้น 1 และ 2 จะสามารถสั่งกาแฟได้ (espresso bar จะอยู่ชั้น 2) ส่วนชั้น 3 จะเป็น slow bar มีระเบียงด้านนอกให้ออกไปนั่งชิลรับลมได้ เรื่องกาแฟไม่ต้องพูดถึง เพราะดีงามสมมาตรฐานของ Blue Bottle อยู่แล้ว แต่พวกของที่ระลึกอย่างแก้วแบบต่างๆ กระเป๋าน่ารักๆ มีหลายอย่างน่าเสียเงินมากเป็นมุมขายอยู่ที่ชั้น 1 แนะนำให้ลองชมดูอาจจะเสียเงินได้โดยไม่รู้ตัวนะ

พิกัด

[Naver Map]

Blue Bottle Samcheong Cafe

서울 종로구 북촌로5길 76

https://naver.me/xit34Hs5

การเดินทาง : Subway สถานี Anguk (Exit 2) เดินต่ออีกประมาณ 800 เมตร

IMG_3617

โซนขายของบริเวณชั้น 1 ระวังเสียทรัพย์โดยไม่รู้ตัว

DSC07191

บรรยากาศบริเวณชั้น 2

IMG_3618

บรรยากาศบริเวณชั้น 2

IMG_3628

บรรยากาศบริเวณชั้น 3

  IMG_3692

NEMA coffee

คาเฟ่เล็กๆ ตกแต่งน่ารัก อยู่ไม่ไกลจาก Bukchon Hanok Village หมู่บ้านเกาหลียอดนิยมของนักท่องเที่ยว แนะนำให้มาทาง Subway ลงสถานี Anguk และเดินตาม Map มาเรื่อยๆ เพราะบรรยากาศระหว่างทางมาร้าน มีคาเฟ่สวยๆ ร้านอาหารเก๋ๆ และในช่วง Autumn แบบนี้มีต้นแปะก๊วยใบสีเหลืองอยู่ขนาบสองข้างทาง ถ่ายรูปเพลินมาก ส่วนที่ร้าน NEMA จุดเด่นของร้านคือ ทาร์ตอร่อย มีเมล็ดกาแฟในเลือกหลากหลายแบบ และเสิร์ฟมาในแก้วและจานที่สวยงาม จัด display ได้ดี มุมถ่ายรูปสวยๆ ในร้านเยอะมาก มาช่วง Autumn แบบนี้มองออกไปนอกหน้าต่างร้านจะเห็นใบแปะก๊วยสีเหลืองเต็มเลย บรรยากาศดีสุดๆ แนะนำเลยครับ

พิกัด

[Naver Map]

Cafe Alley Forest Entrance

서울 종로구 삼청동

https://naver.me/5eT6bNH3

การเดินทาง : Subway สถานี Anguk (Exit 2) เดินต่ออีกประมาณ 1 กม.

IMG_3687

วิวจากภายในร้าน

DSC07205

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_3703

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_3708

PLOP Pizza

ร้านพิซซ่าใน Bukchon Hanok Village ที่ออกแบบร้านได้สวย และพิซซ่าก็อร่อยมาก! เราเจอร้านนี้โดยบังเอิญเพราะเป็นทางผ่านไปคาเฟ่ เมนูหลักของร้านคือพิซซ่าหลากหลายหน้า มีขนาดเล็กและใหญ่ สามารถสั่งแบบ Half ได้ เราจึงจัดพิซซ่าถาดใหญ่หน้าบูลโกกิ แบ่งครึ่งกับเปเปอโรนี อร่อย เครื่องแน่น ชีสจัดเต็ม ส่วนไก่ทอดกินคู่กับน้ำจิ้มหวานๆ คือดี! แนะนำให้แวะไปลอง และถ้าจะให้ดีควรไปตั้งแต่ร้านเปิด เพราะช่วงเที่ยงคิวยาวมาก

พิกัด

[Naver Map]

Peullop Anguk

서울 종로구 북촌로2길 5

https://naver.me/xAtdh1zC

การเดินทาง : Subway สถานี Anguk (Exit 2) เดินต่ออีกประมาณ 200 เมตร

IMG_3608

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_3723

พิซซ่าบูลโกกิกับไก่ทอดคือต้องสั่ง

IMG_3713

บริเวณหน้าร้าน

IMG_3738

Wynyard 성수

ปักหมุดไว้เป็นร้านแรกเลยว่าต้องมา ร้านสวย เท่ บรรยากาศดูแพงมาก แต่ที่ชอบสุดคือการเสิร์ฟกาแฟนี่แหละ เพราะทางร้านจะให้เราเลือกเมล็ดกาแฟ (espresso ก็จะมีเมล็ดชุดนึงให้เลือก ถ้าเป็น filter ก็จะมีอีกชุดนึง) ส่วนตอนมาเสิร์ฟ จะมาพร้อมโปสการ์ดที่บอกรายละเอียดของกาแฟที่เราเลือก โปรการ์ดก็สวยมากด้วย แนะนำว่ามาแถวซองซูแล้วเตรียมท้องมาให้ว่าง คาเฟ่เก๋ๆ เยอะมากจริง

พิกัด

[Naver Map]

Winyadeu Seongsu

서울 성동구 연무장길 8-1

https://naver.me/IDb9B84m

การเดินทาง : Subway สถานี Ttukseom (Exit 5) เดินต่ออีกประมาณ 500 เมตร

IMG_3753

บรรยากาศภายในร้าน น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้

DSC07262

บรรยากาศภายในร้าน

DSC07249

ประทับใจการเสิร์ฟขนมและเครื่องดื่มของที่นี่มาก

IMG_3945

Sayoo

คาเฟ่วิวตึกอิฐแดงที่ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ต่างประเทศ ที่เป็นกระแสในเหล่า Cafehopper เกาหลีอยู่ช่วงหนึ่ง ทำเลของร้านตั้งอยู่แถว Itaewon ภายในตึก 5 ชั้น เป็นส่วนของคาเฟ่ทั้งตึกเลย ชั้นล่างจะเป็นโซน coffee bar สามารถสั่งเครื่องดื่มและขนมได้ที่นี่ ส่วนชั้นอื่นๆ จะเป็นที่นั่ง ลักษณะกึ่ง co-working space และมีชั้น 5 เป็น Rooftop ที่วิวดีมาก ร้านตกแต่งสวย แต่ละชั้นก็ให้บรรยากาศที่แตกต่างกันไป ในส่วนของกาแฟก็มีเมล็ดให้เลือกหลากหลายแบบ จะสั่งเป็น Espresso หรือ slow bar ก็ดี รวมถึงเบเกอรี่หน้าตาน่าทานหลายเมนู เป็นอีกคาเฟ่ที่ไม่ควรพลาดครับ

พิกัด

[Naver Map]

Sayoo

서울 용산구 이태원로54길 5

https://naver.me/5tZfURya

การเดินทาง : Subway สถานี Hangangjin (Exit 3) เดินต่อประมาณ 300 เมตร

IMG_3935

บรรยากาศภายในชั้น 1 ของร้าน

DSC07309

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_3952

บรรยากาศบริเวณชั้น 3 ของร้าน

IMG_3932

หน้าร้าน

DSC07314

Milestone Coffee Roasters (Hannam branch)

คาเฟ่ชื่อดังอีกร้านในโซล ที่หลายๆ รีวิวบอกว่าต้องมาชิมบราวนี่ของร้านให้ได้สักครั้ง ร้านอยู่ไม่ไกลจากร้าน Sayoo ตัวร้านตกแต่งสวยงาม โดดเด่นตั้งแต่หน้าร้าน ภายในบรรยากาศดี แต่เป็นอีกคาเฟ่ที่ป๊อบมากเพราะมีคนเข้ามาซื้อกาแฟกันตลอดเวลา ส่วนบราวนี่ก็ดีงามสมราคาคุย ถ้าได้แวะมาอย่าลืมสั่งนะ

พิกัด

[Naver Map]

Milestone Coffee Hannam Branch

서울 용산구 한남대로27가길 26 1층

https://naver.me/5fjExthh

การเดินทาง : Subway สถานี Hangangjin (Exit 3) เดินต่อประมาณ 400 เมตร

IMG_3970

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_3976

บรรยากาศภายในร้าน

DSC07328

หน้าตาบราวนี่แสนอร่อย เมนูเด่นของร้าน

IMG_3969

บริเวณหน้าร้าน

IMG_4176

% Arabica (Starfield Library Branch)

ปิดท้ายกันที่ %Arabica คาเฟ่ยอดนิยมจากญี่ปุ่น ที่พูดชื่อไปหลายๆ คนก็รู้จักอย่างแน่นอน กับสาขาล่าสุดในโซล ซึ่งมาเปิดที่ Starfield Library ห้องสมุดสุดฮิตของเหล่า Influenzer ที่ใครแวะมาเกาหลีจะต้องมาถ่ายรูปสวยๆ ที่นี่ให้ได้ สำหรับความพิเศษของสาขานี้คือการออกแบบ ซึ่งภายนอกตัวอาคารดูล้ำมาก แต่ด้านในก็ยังคงความ minimal และมีส่วนของบาร์กาแฟ รวมถึงโซนคั่วกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และที่สำคัญคือทำเลที่อยู่ติดกับห้องสมุดเลย แวะถ่ายรูปเสร็จ ก็แวะมาดื่มกาแฟ พักเหนื่อยกันต่อได้ที่นี่เลยครับ

พิกัด

[Naver Map]

% ARABICA Starfield Coex Mall Branch

서울 강남구 영동대로 513 스타필드 코엑스몰 별마당도서관 1층

https://naver.me/5uccyDkM

การเดินทาง : Subway สถานี Samseong (Exit 6) ติดกับ Starfield Library

IMG_4191

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_4210

บรรยากาศภายในร้าน

DSC07438

สามารถเดินเข้ามาจากทางห้องสมุดได้เลย

DSC07433


Seoul Travel Guide 2022

IMG_4438

 

Seoul : Travel Guide
ได้กลับไปเที่ยวโซลในรอบ 5 ปี...
ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่เราว่าเหมาะกับการไปเที่ยวโซลมากที่สุด
ก่อนจะพาไปเที่ยวโซลด้วยกัน โพสท์นี้เราขอเริ่มด้วยการเตรียมความพร้อม และวางแผนเที่ยวโซลแบบ update ในปี 2022 กันก่อนดีกว่า

6511_T1R03_seoul_010

 

- แนะนำทำ K-ETA ก่อนบินอย่างน้อย 1 เดือน
ลงทะเบียนได้ที่ https://www.k-eta.go.kr
K-ETA คือ ระบบลงทะเบียนออนไลน์เพื่อขอเข้าประเทศเกาหลีใต้โดยไม่ต้องมีวีซ่า เราต้องสมัครและได้รับอนุมัติก่อน ถึงจะสามารถเดินทางไปได้ (แต่ก็ต้องไปลุ้นกับ ตม. อีกรอบอยู่ดี) โดยถ้าผลผ่านแล้ว สามารถใช้ผลนี้ได้ 2 ปี (เดินทางไปกี่รอบก็ได้) ค่าลงทะเบียน 10,000 วอน
*แนะนำจองที่พัก (แบบยกเลิกได้ฟรี) ไว้ก่อนกรอก K-ETA เพื่อจะได้ระบุชื่อที่พักและที่อยู่ตอนลงทะเบียนได้
ที่แนะนำว่าควรลงอย่างน้อย 1 เดือน เพราะจากประสบการณ์ของเราต้องรอผลนานถึง 10 วัน (ไม่ใช่ภายใน 72 ชม. อย่างที่เค้าว่ากันมา) ดังนั้นถ้ายื่นแล้วไม่ผ่าน ก็ต้องเผื่อเวลายื่นใหม่ หรือ ต้องเสียเวลาเตรียมเอกสารไปทำวีซ่าอีก

6511_T1R03_seoul_002

- ลงทะเบียน Q code ก่อนบินสัก 3 วัน
Q code คือแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพ ทำ online ได้ทาง https://cov19ent.kdca.go.kr/
ทำเสร็จแล้วจะได้ QR code ส่งมาทางเมล์ ไว้ scan กับเจ้าหน้าที่ก่อนผ่านไป ตม.
- ไปเที่ยวเกาหลีใต้ตอนนี้ไม่ดูประวัติฉีดวัคซีน, ไม่ต้องตรวจ RT-PCR ทั้งก่อนบิน และตอนไปถึง

6511_T1R03_seoul_008

- Download App ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่
1. Naver map - เกาหลีใช้ google map ไม่ได้ ต้องใช้อันนี้แทน สถานที่ส่วนใหญ่กรอกเป็นภาษาอังกฤษไปก็หาเจอ บอกละเอียดทั้งสายรถบัส / subway, ทางออกจาก subway, ระยะเวลาที่รถจะมาถึง แต่เมื่อเทียบกับ google map ฉลาดน้อยกว่ามาก
2. KakaoMap - ดูจะฉลาดกว่า Naver นิดนึง แต่ควรมีความรู้ภาษาเกาหลีระดับอ่านออกเขียนได้ ถึงจะพอเข้าใจและค้นหาได้
3. Subway - ไว้ดูสาย subway ว่าจะเดินทางยังไงดี (แต่จริงๆ จะดูจาก Naver ก็ได้แหละ)
4. Google map - อยู่ในเกาหลีใช้นำทางไม่ได้ แต่เราใช้ปัก location ตอนอยู่ไทยได้ เลยต้องเอามาใช้ประกบกับ app ข้างต้นที่กล่าวมา
5. Google translate - จำเป็นมากเพราะบางร้านไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ
6511_T1R03_seoul_019
- ทำแพลนท่องเที่ยวคร่าวๆ รวมถึงระบุที่พักไว้ในแพลนท่องเที่ยว แจกจ่ายให้เพื่อนๆ ร่วมทริปทุกคนได้ดู เพราะ ตม. อาจถามได้ว่ามาเที่ยวที่ไหน พักตรงไหน อยู่สถานีอะไร เพราะเคยมีคนโดนถามแล้วตอบไม่ได้ ตม.ส่งกลับไทยเลยจ้า
- แต่ถ้าเราไปเที่ยวด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เลิกลัก แต่งตัวให้ดีหน่อย พยายามอย่าคุยกับคนแปลกหน้า แล้วเดินมั่นๆ เข้าไปเจอ ตม. ก็จะผ่านไปได้ด้วยดีนะ
6511_T1R03_seoul_020
- T-Money มีขายที่ตู้อัตโนมัติหน้าทางเข้า AREX สามารถซื้อและเติมเงินก่อนเข้าสถานีได้เลย
- จากสนามบินเข้าเมือง ไปได้ทั้งบัสและ AREX ขึ้นอยู่กับปลายทาง แต่ส่วนตัวแนะนำ AREX เพราะไวดีและราคาถูกกว่า (โซลรถติดไม่ใช่เล่น) แต่ถ้าไม่อยากเดินเยอะ นั่งบัสก็สะดวกดี หลับบนรถไปยาวๆ
6511_T1R03_seoul_024
- พักแถวไหนดี?
ก่อนจองที่พักแนะนำให้แพลนเที่ยวคร่าวๆ ว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ส่วนตัวเราชอบปัก Location ไว้ใน google map เพื่อดูคร่าวๆ ว่าที่ที่เราอยากไปอยู่ในโซนไหน เดินทางด้วย Subway สายไหนเป็นส่วนใหญ่ แล้วค่อยเลือกที่พักที่อยู่ใกล้สถานีนั้นๆ หรือตามแนว subway สายนั้นๆ ได้
6511_T1R03_seoul_025
เท่าที่เราสังเกตมา สถานที่เที่ยวหลักๆ มักจะอยู่ตาม subway line 2 (สีเขียว) และ line 3 (สีส้ม) ถ้าให้เคาะเลยว่าพักสถานีไหนดี สถานีที่เราแนะนำ คือ
1. Euljiro 3(sam)-ga (สะดวกมากเพราะไปได้ทั้ง line 2 และ 3)
2. Hongik University (ฮงแดที่คนไทยคุ้นเคย มีทั้ง line 2, Gyeongui-Jungang Line และ AREX ไปสนามบิน)
3. Seoul station ดูสะดวกดีสำหรับคนที่มีแพลนออกไป ตจว. ด้วย KTX หรือจะเดินทางในเมืองก็ยังสะดวกอยู่ เพราะมีทั้ง line 1, line 4 (ไป Myeongdong, Dongdaemun) และ AREX ที่มีสาย express ต่อเดียวถึงสนามบิน
6511_T1R03_seoul_031
- แลกเงินสดไม่ต้องเยอะ เพราะแทบทุกร้านรับบัตรเครดิต / Travel card ได้ (แนะนำแลกไว้นิดหน่อยสำหรับเติมเงิน T-Money ที่ตู้หน้าสถานี หรือสำหรับบางร้านที่ไม่รับบัตร)
- ซื้อของตามร้านส่วนใหญ่คิดค่าถุงเพิ่ม พกถุงผ้าติดไปช็อปด้วยจะประหยัดเงินได้เยอะ
- เสื้อผ้าหน้าหนาวราคาไม่แพง และมีแบบให้เลือกสวยๆ เยอะมาก พกเสื้อผ้าไปประมาณนึงพอ แล้วค่อยไปช็อปต่อที่โซล
6511_T1R03_seoul_004
- Tax refund ร้านส่วนใหญ่จะทำเป็นใบมาให้เรากรอกเอง พร้อมระบุเงินที่จะได้คืน ถ้าเงินที่ได้คืนรวมกันไม่เกิน 75,000 วอน ไม่ต้องสำแดงของให้ดู แต่ถ้าเกิน 75,000 วอน ห้ามเอาของนั้นโหลดไปกับกระเป๋า ต้องเอาติดไปโชว์ศุลกากรหลังผ่าน ตม. ด้วย
6511_T1R03_seoul_012
และนี่ก็คือคำแนะนำจากประสบการณ์ตรงที่เราได้จากทริปนี้ หวังว่าจะพอช่วยให้เพื่อนๆ ได้มีไอเดียเตรียมพร้อมไปเที่ยวโซลกันได้มากขึ้นนะ

Chiang Mai 2022 : update ที่พักและคาเฟ่ใหม่ๆ กันหน่อย

IMG_1574

หากเรามีวันหยุดสัก 2 - 3 วัน เชียงใหม่มักจะเป็นจุดหมายแรกที่เรานึกถึง เพราะไม่ว่าจะไปเชียงใหม่เมื่อไรก็ตาม จะมีร้านอาหาร คาเฟ่ และที่พักใหม่ๆ ให้เราได้ไปสำรวจอยู่เสมอ โพสท์นี้เราจะพาไปเที่ยวและอัพเดทคาเฟ่ ร้านอาหาร และที่พักทั้งใหม่และเก่า ให้เพื่อนๆ ได้ไปตามกัน ส่วนจะมีที่ไหนบ้างนั้นดูได้จาก List ด้านล่างนี้เลย

  • Cherlock Hotel
  • BeansLiquor
  • Match Match
  • gallery กาแฟดริป เชียงใหม่
  • Twenty Mar
  • ISSARA Coffee Space
  • Vanilla hill by hill lodge
  • PLUTO
  • Butter & Neighbor
  • ALSO cafe

รายละเอียดแต่ละที่ จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ตามมาอ่านกันต่อในโพสท์ได้เลยครับ

IMG_0289

CHERLOCK HOTEL

มาเชียงใหม่ครั้งนี้ เราเลือกที่พักคืนแรกที่ Boutique Hotel สไตล์ Loft อย่าง CHERLOCK HOTEL สิ่งที่สะดุดตาเรามากที่สุด คือ การออกแบบของที่นี่มีความเป็นเอกลักษณ์ ห้องพักออกแบบได้สวยและมีความเป็นส่วนตัว รวมถึงทำเลที่สะดวกสบาย เพราะโรงแรมตั้งอยู่ในย่านท่องเที่ยวอย่างนิมมานฯ นั่นเอง แต่บอกเลยว่าพอหลุดเข้ามาในโซนโรงแรมแล้ว บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น ต้นไม้เยอะ เหมือนออกมาอยู่แถวชานเมืองมากกว่า

IMG_0280

บริเวณ Lobby ของโรงแรม

cnx17

ห้องพักของที่นี่จะมีทั้งหมด 3 Room type ได้แก่ Superior room (ห้องเริ่มต้น) , Deluxe room และ ห้องที่เราเลือกมาพักครั้งนี้อย่างห้อง Pool Junior Suite (ราคาเต็ม 4,000 บาท/คืน) ซึ่งเป็นห้องที่ขนาดใหญ่สุด และมีสระว่ายน้ำเล็กๆ ส่วนตัวอยู่ภายในห้องด้วย สำหรับห้องพักของเราตกแต่งสวย ห้องกว้างขวาง ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ความสะอาดใช้ได้ กุญแจห้องพักใช้ระบบ key card แต่น่าเสียดายที่การ Maintainance ยังไม่ค่อยดีเท่าไร ทำให้โรงแรมดูเก่าไปกว่าตอนแรกที่เปิดไปเยอะเลย (อาจจะเป็นเพราะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงโควิดด้วยนี่แหละ)

cnx01

นอกจากสระว่ายน้ำเล็กๆ ภายในห้อง (มีจากุชชี่ด้วยนะ แต่ต้องแจ้งพนักงานให้มาช่วยเปิด)
ยังมีสระว่ายน้ำส่วนกลางที่สามารถไปใช้ได้ด้วย อยู่ติดกับ Lobby ของโรงแรม

cnx02

อาหารเช้าของทางโรงแรมจะเสิร์ฟเป็นเซ็ต มีครัวซองต์ ชา/กาแฟ น้ำผลไม้ และ American brakefast ให้ 1 จาน/คน สามารถเลือกได้ว่าจะทานที่ห้องพักของเราเลย หรือจะมาทานที่ห้องอาหาร (อยู่ที่เดียวกับ Lobby ของโรงแรม) ก็ได้ แนะนำให้แจ้งตั้งแต่วันเข้าพักนะครับ จะได้ไม่ต้องรอนาน

IMG_0348

หน้าตาอาหารเช้าของเรา

cnx03

MOOH

ร้านโดนัทสอดไส้สุด Cute ที่เคยเป็นกระแสฮอตฮิตอยู่ช่วงหนึ่ง ร้านอยู่ติดกับโรงแรม CHERLOCK ที่เราพัก เลยถือโอกาสแวะมาซื้อโดนัทและถ่ายรูปตอนคนยังโล่งๆ สักหน่อย รส CREME BRULEE กับอันที่เป็นไส้ Strawberry สองอันนี้อร่อยมาก แนะนำว่าต้องลองครับ

cnx04

BeansLiquor

คาเฟ่และบาร์เปิดใหม่บนถนนศิริมังคลาจารย์ (ฝั่งทางออกถนนห้วยแก้ว) หากมาพักแถวนิมมานก็เดินมาได้ไม่ไกลมากนัก ตัวร้านมีทั้งหมด 3 ชั้น มีที่นั่งเยอะมาก ภายในร้านตกแต่งสไตล์ Minimal Loft ในช่วงกลางวันจะเสิร์ฟกาแฟ เครื่องดื่ม Non-coffee และขนมปัง แต่หลังจาก 6 โมงเย็นร้านจะกลายเป็นบาร์สำหรับมานั่งดื่ม นั่งชิลล์กันได้ยาวๆ จนถึงเที่ยงคืน ด้านหลังร้านมีลานจอดรถกว้างขวาง

cnx05

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_0907

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_0358

match match

คาเฟ่ชาเขียวน้องใหม่ในเครือของร้าน Matchappen ที่ให้บรรยากาศเหมือนไปนั่งอยู่ในร้านชาเขียวน่ารักๆ ที่ญี่ปุ่น ร้านตั้งอยู่แถวนิมมานซอย 9 เมนูของทางร้านจะเน้นชาเขียวญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ สามารถเลือกชนิดของชาเขียวได้ เลือกเมนูที่จะดื่ม ไม่ว่าจะเป็น Matcha Latte หรือ ชาเขียวที่ผสมกับน้ำผลไม้ต่างๆ ตามสูตรที่ทางร้านคิดขึ้นมา บรรยากาศภายในร้านก็อบอุ่น น่ารัก ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย

IMG_0948

บรรยากาศภายในร้าน

cnx06

บรรยากาศภายในร้าน

cnx08

gallery กาแฟดริป เชียงใหม่

หลายๆ คนอาจจะพอคุ้นชื่อ gallery กาแฟดริป คาเฟ่ที่จัดว่าเป็น Specialty coffee อีกร้านหนึ่งในกรุงเทพ ที่ตั้งอยู่ที่หอศิลป์ฯ ตรงแยกปทุมวัน จากหอศิลป์กรุงเทพ มาเปิดสาขาเพิ่มที่หอศิลป์เชียงใหม่ เอกลักษณ์ที่ยังคงเหมือนกันคือการเสิร์ฟกาแฟดริป หรือ slow bar ที่มีเมล็ดหลากหลายแบบให้เลือกกันตามความชอบ เหมาะกับคนที่จริงจังเรื่องกาแฟ และอยากดื่มกาแฟดีๆ สักแก้ว รับรองว่าแวะมาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน

cnx07

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_0432

Twenty Mar

คาเฟ่เปิดใหม่ในย่านสามกษัตริย์ ที่ภายในร้านออกแบบได้สวยและเท่มาก ร้านตั้งอยู่ในตึกแถวที่ดูจากหน้าร้านแล้วอาจจะดูเล็กไปหน่อย แต่จริงๆ แล้วสามารถเดินลึกเข้าไปด้านใน และมีโซนที่นั่งมากมายอยู่ภายในร้าน บรรยากาศภายในร้านชิลมาก มีเพลงเปิดคลอ พร้อมจิบกาแฟไปด้วย ส่วนใครไม่ดื่มกาแฟเราขอแนะนำชาไทยของทางร้าน อร่อยมาก หวานกำลังดี เป็นอีกร้านที่แนะนำให้มาลองครับ

ถ้าใครขับรถมาอาจจะหาที่จอดรถยากนิดนึง และต้องสังเกตป้าย วันคี่-วันคู่ด้วย เพราะนี่ก็วนหาที่จอดอยู่สองรอบกว่าจะได้

cnx10

บรรยากาศภายในร้าน

cnx09

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_0439

ISSARA Coffee Space

ช่วงบ่ายเราเดินทางออกนอกเมืองเพื่อไปพักที่หางดง ก่อนเดินทางเข้าที่พักก็แวะหากาแฟดีๆ สำหรับช่วงบ่ายสักแก้วกันที่ร้าน ISSARA Coffee Space เดิมทีร้านตั้งอยู่ที่ตลาดแม่เหียะ แต่ตอนนี้เขาย้ายร้านมาอยู่ที่ถนนราชพฤกษ์ ในเขตอำเภอหางดง ภายในร้านมีที่นั่งทั้ง indoor และ outdoor จุดเด่นจะอยู่ตรงส่วนของ indoor ที่มีบาร์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางร้าน และการใช้สีตกแต่งภายในที่ให้ความรู้สึก cozy ดูสวยเก๋และถ่ายรูปดีมาก ยิ่งช่วงบ่ายที่แสงส่องผ่านกระจกหน้าร้านเข้ามายิ่งดีสุดๆ

cnx11

เมนูของทางร้านมีทั้ง Coffee และ Non-coffee กาแฟมีเมล็ดให้เลือกอยู่ 2-3 ชนิด ราคาก็จะแตกต่างกันไปนิดหน่อย แต่โดยรวมถือว่าราคาถูกกว่าคาเฟ่ในเมืองหลายๆ ร้านเลยแหละ แถมยังรสชาติดีมากด้วย ใครจะไปเที่ยวหางดงลองแวะมาชิมกันได้ ด้านหน้าร้านมีที่จอดรถได้ประมาณ 4-5 คัน

IMG_0968

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_0457

IMG_0993_jpg

Vanilla hill by hill lodge

โจทย์ในการหาที่พักนอกเมืองของเราในครั้งนี้ คืออยากได้ที่พักที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ พักได้หลายคน และถ้าแบ่งห้องเป็นสัดส่วนได้ก็จะดี เดินทางไม่ลำบากเพราะช่วงที่เราไปคือฤดูฝน และที่สำคัญคือราคาต้องไม่แรงจนเกินไป สุดท้าย Vanilla hill by hill lodge ก็ตอบโจทย์ทั้งหมดที่ว่ามา เพราะใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 1 ชม. ถนนก็ค่อนข้างดีถึงแม้จะเป็นถนนสองเลนที่ต้องขับขึ้นเขา ลักษณะของที่พักซึ่งเป็นบ้านสวยกลางป่า มีหลากหลายขนาดให้ได้เลือกจอง และมีความเป็นส่วนตัวสูงเพราะมีบ้านพักเพียงแค่ 6 หลังเท่านั้น ข้อควรระวังอย่างนึงคือที่พักต้องเดินขึ้นบันได้สูงหลายขั้น อาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุเท่าไรนัก

IMG_0992_jpg

"บ้านราตรี" วิลล่า 1 ห้องนอนที่เป็นห้อง Signature ของที่นี่

IMG_0984_jpg

วิลล่าของเรา คือ บ้านบุญนาค เป็นวิลล่า 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พื้นที่บ้านพักทั้งหมด 110 ตร.ม. สามารถเข้าพักได้มากสุด 7 คน (เตียงเสริม 1 เตียง) บอกเลยว่าที่นี่ตอบโจทย์สายครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันได้เป็นอย่างดี ภายในบ้านแบ่งเป็นห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ มีระเบียงด้านนอกให้ออกไปนั่งชมวิว รับลม ดูดาวตอนกลางคืนได้ และมีห้อง Master bedroom ที่มีห้องน้ำซึ่งมีอ่างอาบน้ำให้ด้วย 1 ห้อง และห้องนอนเล็กที่มีห้องน้ำในตัวทั้งคู่อีก 2 ห้อง ในราคาพันบาทนิดๆ ต่อคนเท่านั้น (รวมอาหารเช้าแล้วนะ) ซึ่งอาหารเช้าทางโรงแรมจะมีใบให้เลือกตั้งแต่ check-in สามารถเลือก main dish ได้ 1 จาน ระหว่าง ABF กับข้าวต้มเครื่อง และมีชอยส์อื่นๆ เพิ่มเติมทั้งขนมปัง ครัวซองต์ ผลไม้ ชา กาแฟ น้ำผลไม้ต่างๆ

IMG_0988_jpg

บรรยากาศภายในวิลล่า

IMG_0978_jpg

บรรยากาศภายในห้องนอนเล็ก

IMG_1017

บรรยากาศภายในวิลล่า

cnx12

Pluto

เป็นอีกคาเฟ่หนึ่งที่การออกแบบชนะเลิศ โดดเด่นตั้งแต่อาคารทรงกระบอกสีดำขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ พอเข้าไปด้านในก็เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง Pluto เป็นอีกคาเฟ่หนึ่งในเชียงใหม่ที่ป๊อบมาก คนเยอะตลอดเวลา ซึ่งจุดเด่นของที่นี่นอกจากการออกแบบที่ใส่ใจในทุก Detail แล้ว เมนูเครื่องดื่มและอาหารของทางร้านก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เครื่องดื่มเมนูหลักก็จะเป็นพวกกาแฟ และเมนู Signature ต่างๆ ที่ทางร้านคิดค้นขึ้น โดยส่วนตัวขอแนะนำ ma:ki ma:ki เป็นกาแฟ Latte ที่รองพื้นด้วยแยมสตอเบอรี่ ท็อปด้วยครีมชีสด้านบน เวลาดื่มแนะนำให้ดื่มแบบจิบดูก่อน เพื่อสัมผัสกับรสชาติของครีมชีสและกาแฟ หลังจากนั้นค่อย Mix ทั้งหมดเข้าด้วยกัน รสชาติละมุนละไมมากๆ ส่วนเมนูอาหารที่ทางร้านเสิร์ฟมีทั้ง Brunch และอาหารญี่ปุ่นสไตล์ฟิวชั่น สามารถมาทานได้ตลอดทั้งวัน

cnx13

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_1560

มุม Signature ที่ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูป

IMG_1070

บรรยากาศภายในร้าน

cnx14

butter & neighbor

หลายคนอาจจะรู้จักร้าน butter & bourbon คาเฟ่ชื่อดังที่ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งตอนนี้เขาได้ขยายสาขามาที่เชียงใหม่ในชื่อ butter & neighbor โดยยังคุม theme และบรรยากาศของในร้านซึ่งเน้นความ cozy & minimal ได้เช่นเคย สาขานี้จะเน้นเสิร์ฟอาหารเป็นส่วนใหญ่ (แต่ใครจะมาดื่มกาแฟ ทานขนมก็มีให้บริการนะครับ) ซึ่งเมนูอาหารของทางร้านจะเน้นเป็นอาหารจานเดียว และ appetizer โดยจุดเด่นของเมนูจะเน้นฟิวชั่นระหว่างอาหารเหนือ กับอาหารญี่ปุ่น และฝรั่ง แนะนำให้ไปกันหลายๆ คนเพราะจะได้ลองหลากหลายเมนูที่น่ากินทั้งนั้นเลย

ร้านจะตั้งอยู่ในซอยทางเข้ากองบิน 41 ฝั่งสวนดอก มีลานจอดรถบริเวณหน้าร้าน สามารถจอดได้หลายคัน

cnx15

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_0601

บรรยากาศภายในร้าน

IMG_0627

มันบดและ toast ของทางร้านซึ่งท็อปด้วยอ่องปู ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

cnx16

ข้าวหน้าสไตล์ญี่ปุ่น

IMG_0647

cnx18

ALSO Cafe

คาเฟ่และบาร์ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตัวร้าน Renovate จากบ้านเก่ามาเป็นสไตล์เกาหลี Minimal สุดๆ สายถ่ายรูปห้ามพลาดเลยนะ

IMG_1127

ช่วงกลางวันทางร้านจะเสิร์ฟเครื่องดื่มทั้ง Coffee และ Non-Coffee รวมถึงเมนูขนมอีกเล็กน้อย ส่วนกลางคืนจะกลายร่างเป็นบาร์นั่งชิลล์ หากใครมีโอกาสมาเที่ยวเชียงใหม่ แนะนำให้ลองแวะมานะครับ

สามารถจอดรถได้ริมถนนบริเวณหน้าร้าน

IMG_0663


Fitzroy พาสำรวจย่าน Hipster ใน Melbourne

IMG_0590

 
ถ้า Hipster area ของ New York คือ Brooklyn
 
ที่ Melbourne ก็มี Fitzroy นี่แหละ ที่เราขอยกให้เป็นย่านที่เราชอบมากที่สุด
 
เพราะความเก๋ ความฮิปของอาคาร คาเฟ่ และร้านรวงต่างๆ ที่ตกแต่ง Display หน้าร้าน
และประชันความสวยงามของ Interior กันแบบจัดเต็ม เหมือนหลุดออกมาจาก Pinterest
รับรองว่าถูกใจคนรักงานดีไซน์ สายคาเฟ่ สายถ่ายรูป รวมถึงสายช็อปได้อย่างแน่นอน
รีวิวนี้เราเลยจะพาเพื่อนๆ ไปเดินเล่นชมเมือง หาคาเฟ่สวยๆ นั่งจิบกาแฟ และปิดท้ายด้วย Exhibition ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
 
Fitzroy List
- Lune Croissanterie
- ACOFFEE
- FRIETAG by KEOMA
- Industry Beans Fitzroy
- Ima Project Cafe
- Tyama at Melbourne Museum
 
แต่ถ้าต้องเดินเที่ยวทั้งวัน แถมยังต้องแบกกล้อง แบกสัมภาระหนักๆ อีก การหากระเป๋าคู่ใจที่สามารถใส่ของที่จำเป็นสำหรับเวลาเดินทางไปเที่ยว รวมถึงดีไซน์ต้องสวยถูกใจ วางเป็นพร็อบถ่ายรูปได้ และเป็นมิตรต่อคอบ่าไหล่ของเรา (ซึ่งปวดเมื่อยง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก!) จนได้มาเจอกับกระเป๋ารุ่น SPLÄSH 2.0 ของ GASTON LUGA นี่แหละ ที่เห็นครั้งแรกก็ตกหลุมรักกับความ Minimal ของดีไซน์ วัสดุที่ดู Premium และยังกันน้ำได้ด้วย ส่วนด้านในก็ใช้วัสดุบุนุ่มอย่างดี มีช่องซิปเก็บของ และช่องเก็บ Notebook ขนาด 11-13" ได้ (แต่เราใส่ Macbook Pro 14" ก็ยังใส่ได้สบายๆ เลยนะ) บริเวณสายสะพายบ่าก็บุนุ่มให้ สะพายบ่าเวลาเดินเที่ยวก็ไม่ปวด ตอบโจทย์สายแบกอย่างเราสุดๆ
 
หากใครกำลังมองหากระเป๋าสวยๆ ไว้สำหรับทริปต่อไป ลองเข้าไปเลือกดูได้ที่
และอย่าลืมใส่โค้ด "thirtywander" เพื่อรับส่วนลดเพิ่มอีก 15% ด้วยนะ
Fr01
การเดินเล่นแถว Fitzroy ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศแถว Brooklyn ที่ New York เพราะที่นี่เต็มไปด้วยตึกอิฐแดง
งานสถาปัตยกรรมสวยๆ และ Graffiti เท่ๆ กระจายไปอยู่แทบทั่วทุกมุม
ใครชอบการถ่ายรูปรับรองว่ามาที่นี่ได้รูปกลับไปแน่นอน
LM005909
และขาดไม่ได้เลยกับกระเป๋าดีๆ สักใบ สำหรับการเดินแบกของทั้งวัน
และ GASTON LUGA ที่ดีไซน์ Minimal ใบนี้ก็ตอบโจทย์คนชอบเดินทาง และรักงานดีไซน์อย่างเรามาก
LM005913
เราเดินทางจาก CBD มา Fitzroy ด้วยการนั่ง Tram (แต่โซนนี้ไม่ฟรีนะ อย่าลืม Touch on ก่อนลงรถ)
และเริ่มต้นวันด้วยการมาหากาแฟกับครัวซองต์อร่อยๆ ทานที่ LUNE
IMG_9632
LUNE Croissants & Coffee
LUNE เป็นร้านครัวซองต์ชื่อดังของ Melbourne
ถ้าใครเคยเดินผ่านสาขาที่ CBD จะเห็นว่าคนต่อคิวซื้อครัวซองต์กันยาวเหยียดและสาขานั้นยังเป็น Takeaway only ด้วย
เราเลยแก้ปัญหาด้วยการนั่งรถมาที่ Fitzroy เลยจ้า
ร้านใหญ่โต ที่นั่งมากมาย ตัวร้านตั้งอยู่ในโกดังขนาดใหญ่ (ที่ดูจากข้างหน้าร้านก็ไม่คิดว่าจะใหญ่โตขนาดนี้)
LM005915
จุดเด่นคือห้องกระจกตรงกลางร้านนี่แหละ ที่เขาจะโชว์การทำครัวซองต์ให้เราได้เห็นกันสดๆ เลย
ส่วนครัวซองต์และเบเกอรี่ก็มีหลากหลายเมนู โชว์ให้ดูที่เคาน์เตอร์ตอนสั่ง
Fr04
และนี่ก็คือเมนูที่เราสั่ง (ค่าเสียหาย 19.70 AUD) ครัวซองต์เขาดีจริง
ด้านนอกกรอบ ข้างในนุ่มและหอมเนยมากๆ
ส่วนกาแฟ ตั้งแต่มาที่นี่ยังไม่เจอร้านไหนกาแฟไม่อร่อยเลยอะ
IMG_9639
อิ่มท้องแล้วได้เวลาไปต่อ เดินออกมาหน้าร้านเจอเจ้าถิ่นแถวนั้นเข้ามาทักทาย
IMG_9660

ACOFFEE

คาเฟ่ชื่อดังอีกร้าน ที่เราเคยเห็นรูปในนิตยสาร Online ที่เกี่ยวกับงานดีไซน์
และเพิ่งรู้ว่าเขามีสาขาที่เกาหลีด้วย
สำหรับสาขาที่ Fitzroy จะเป็นทั้งคาเฟ่และโรงคั่ว
เมนูต่างๆ ในร้านจะเป็นเมนูกาแฟ และเบเกอรี่ มีพวกอุปกรณ์ทำกาแฟ และเมล็ดกาแฟวางขายด้วยเช่นกัน

Fr05
การออกแบบ Interior ของที่นี่เน้นความ Minimal ใช้สีขาวตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อน ดูลงตัวและสวยงามมาก
IMG_9659
บรรยากาศภายในร้าน
IMG_9674
นอกจากคาเฟ่ และร้านอาหารเก๋ๆ ซึ่งมีหลายร้านในย่านนี้แล้ว อีกสิ่งนึงที่พลาดไม่ได้คือ

ร้านค้าต่างๆ ทั้งแบรนด์ต่างประเทศ และแบรนด์ Local ของออสเตรเลียเอง (ซึ่งราคาก็แรงพอตัว)

อย่างที่นี่คือช็อป FREITAG ซึ่งดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศพื้นที่โดยรอบ

ส่วนแบรนด์ที่เราแนะนำให้ไปลองชม (และเสียเงินดู) คือ Australian Stitch
เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่เน้นความเรียบง่าย แต่ใช้วัสดุในการตัดเย็บดี คล้ายๆ Muji
แต่เราว่าของคุณภาพดูดีกว่านะ เราได้พวกเสื้อยืดแขนยาว ผ้าหนา

ข้างในใส่แล้วนุ่มสบายดีเลย มีสีให้เลือกหลากหลายด้วย

อีกร้านที่แนะนำสำหรับสาวๆ คือ ASSEMBLY LABEL

เขาก็มีช็อปที่ Fitzroy เช่นกัน แถมในร้านยังตกแต่งสวยงามด้วยนะ
LM005932
INDUSTRY BEANS : Fitzroy
เป็นร้านกาแฟอีกร้านหนึ่งใน Melbourne ที่มีหลายสาขา กระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง
และเป็นอีกร้านที่เราชอบกาแฟของเขามาก
เพราะความต่างของที่นี่เมื่อเทียบกับร้านอื่นคือ เขาจะมีเมนูกาแฟที่เอามา adapt มากกว่าร้านอื่น
Fr02
บอกก่อนว่าร้านกาแฟที่ Melbourne เนี่ย เขาจะเน้นคุณภาพของเมล็ดกาแฟเป็นหลัก และเน้นเสิร์ฟเมนูแบบ Basic
เพื่อให้คนได้ลิ้มรสชาติที่แท้จริงของกาแฟ ไม่เน้นปรุงแต่งแบบกาแฟบ้านเรา
แต่ที่ INDUSTRY BEANS เนี่ย นอกจากเขาจะมีโรงคั่ว และจริงจังกับเรื่องกาแฟอย่างมากแล้ว
เขามีเมนูที่เป็น signature ของเขาด้วย
Fr03

เมนูนั้นก็คือ...กาแฟใส่ไข่มุก นั่นเอง

เป็นกาแฟ ผสมกับนม (เลือกนมได้ มีหลายประเภทให้เลือก แต่เราเอาแบบ Original ตามสูตรร้าน)

และมีไข่มุกกาแฟเม็ดเล็กๆ อยู่ด้านล่าง ดูดขึ้นมาแล้วเขียวหนึบหนับเขากันดี เพลินและอร่อยเกินคาดนะ ว่าไม่ได้

อีกเมนูที่เราชอบ คือ Fitzroy iced เป็น Cold brew ผสมกับนม และ Syrup สูตรพิเศษของทางร้าน

ดื่มแล้วละมุน สดชื่นดีมาก ถ้าใครมาเที่ยว Melbourne แล้วไม่ได้ชิมสองเมนูนี้ที่ INDUSTRY BEANS ถือว่าพลาดแล้วนะ
IMG_9686
ความพิเศษของสาขานี้อีกอย่างก็คือ เขามีอาหารเสิร์ฟด้วย ทำให้มีเคาน์เตอร์สั่งได้ทั้งนอกร้าน (แบบ takeaway) และภายในร้าน (Dine-in) ราคาไม่แพงมากนะ มีเมนูหลากหลายด้วย แต่เสียดายที่เรามีร้านเป้าหมายของวันนี้แล้วเลยไม่ได้ลองชิม
IMG_9685
มีเมล็ดกาแฟและ Cold Brew ของทางร้านขายด้วย
IMG_9716

Ima Project Cafe

เราจะมาแวะทานมื้อกลางวันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่กำลังป๊อบสุดๆ ร้านหนึ่งใน Melbourne นั่นคือ Ima Project Cafe
เราไปเจอ website หนึ่งแนะนำร้านนี้โดยบังเอิญ และเห็นว่าอยู่ไม่ไกลจาก Fitzroy เท่าไรนัก

เลยลองสุ่มๆ เดินมาเผื่อจะได้คิว และโชคก็เข้าข้างเราเพราะมีโต๊ะว่างพอดี
IMG_9714
Menu List ของทางร้าน
เรามาที่นี่เพราะอยากทานอาหาร Set Menu นี่แหละ ซึ่งเมนูที่เราเลือกก็คือ
Today's Teishoku หรือเมนูประจำวันนั่นเอง
Fr08
ซึ่งเมนูประจำวันนี้ก็คือ
"ไก่ทอดซอสนัมบัง"อาจจะดูไม่แปลก ยาโยอิก็มีขาย
แต่บอกเลยว่าวัตถุดิบเขาดีมาก รสชาติซอสคือดี ซุปมิโสะคือปัง
และที่ชอบมาก คือ สลัด เพราะเขาใช้ผักสลัด + แผ่นสาหร่ายทอดกรอบ และมีข้าวพองกรอบๆ โรยด้านบน ทานคู่กับสลัดน้ำใสรสชาติเปรี้ยวอมหวาน เข้ากันดีมาก

เป็นอีกร้านที่แนะนำเลยนะ ว่าต้องมาลอง!

(ขออภัยที่ไม่ได้ถ่ายรูปภายในร้านมาให้ดู เพราะคนเต็มร้านเลย)

LM005935
ทานมื้อกลางวันอิ่มแล้ว มาปิดท้ายโปรแกรมวันนี้กันที่ Melbourn Museum ครับ

จุดประสงค์ในการมาที่นี่ ก็เพื่อเข้าชมนิทรรศการ "Tyama: A multisensory experience of nature" เป็นงาน Interactive digital art ที่น่าสนใจและจัดขึ้นในช่วงที่เราไปเที่ยวพอดี

ค่าเข้าชม (เฉพาะงาน) 30 AUD
อาจจะดูแพงไปนิด แต่เข้าไปเดินชม เดินถ่ายรูปก็ดีอยู่น้า

LM005938
ตัวงานจะเน้นการให้เรามีส่วนร่วมกับงานศิลปะที่จะใช้ Digital art เป็นหลัก แต่ละห้องก็มีจะ Theme ที่แตกต่างกันไป
บางห้อง จะต้องปรบมือดังๆ เพื่อให้เกิดงานศิลปะขึ้น บางห้องอาจจะต้องใช้การเคลื่อนไหว
เพื่อให้งานศิลปะนั้นเปลี่ยนแปลงไปในแบบต่างๆ
และห้องในรูปนี้ก็เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของงาน
IMG_9724
ถ่ายรูปเพลินมาก แต่แนะนำให้พกตากล้องมาด้วยนะ เราไปคนเดียวเลยไม่ได้รูปตัวเองมาเลยสักใบ
IMG_9740IMG_9746
ห้องนี้จะฉายเป็นวิดีโอสั้นบนฉากขนาดใหญ่ อลังการณ์มาก
IMG_9731Fr06IMG_9739LM005951LM005955
บรรยากาศภายในงาน

THE LUME MELBOURNE : VAN GOGH

IMG_1272

THE LUME MELBOURNE : VAN GOGH
Digital art gallery ขนาดใหญ่ใจกลาง Melbourne ที่เราแนะนำว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เขากำลังจัดนิทรรศการของศิลปินชื่อดังระดับโลกอย่าง "VAN GOGH" ภายในพื้นที่ 3,000 ตารางเมตรของ THE LUME สถานที่จัดนิทรรศการ Digital Art ขนาดใหญ่ที่มีงานดีๆ หมุนเวียนให้ได้มาชมตลอดทั้งปี
LM005993
ในงาน VAN GOGH จะแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่
โซนแรก เล่าถึงประวัติที่มาของ VAN GOGH มีการจำลองห้องพักสุดท้ายของเขาก่อนเสียชีวิต และบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของงานศิลปชิ้นเอกหลากหลายชิ้นงาน
LM005969
จากนั้นจะนำเข้าสู่โซนที่สองซึ่งเป็นไฮไลท์ของงาน นั่นคือ Digital art gallery ที่จะฉายภาพเล่าเรื่องราวของ VAN GOGH ตั้งแต่จุดเริ่มต้น และนำผลงานที่โด่งดัง อย่าง Almond Blossoms, Wheatfield with Cypresses, Sunflowers และ The Starry Night มาฉายลงบนผืนผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่ที่รายรอบห้องจัดแสดง สวยงามและอลังการมาก ด้านในสุดของโซนนี้จะมีคาเฟ่ให้นั่งจิบกาแฟ และชมงานศิลปะไปด้วยในตัว
LM005998
LM006014
ส่วนโซนที่สาม ซึ่งเป็นอีกโซนที่เราชอบมาก คือ ห้องดอกทานตะวัน เป็นห้องกระจกที่จัดวางดอกทานตะวันหลายร้อยดอก รับรองว่าถูกใจสายถ่ายรูปแน่นอน
LM006035
LM 001
LM006050
งานนิทรรศการ VAN GOGH ที่ THE LUME Melbourne จะจัดถึงวันที่ 9 ตุลาคมนี้
สามารถจองตั๋วได้ทางหน้า Website หรือจะไปซื้อที่หน้านิทรรศการเลยก็ได้
ค่าเข้าชม(รวมค่าออกตั๋ว) = 42.95 AUD
หากใครกำลังมีแพลนไปเที่ยว Melbourne แนะนำว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่งครับ
สามารถชมรายละเอียดและ Exhibition ต่างๆ ได้ทาง
LM005967LM005970LM006007LM006016LM006012LM006052LM006055LM006069

Six Senses Yao Noi : Paradise on Earth

IMG_2654

Six Senses Yao Noi

เคยมีสถานที่ใดสักแห่งหนึ่งไหมครับ ที่ได้เห็นภาพแล้ว ก็ได้แต่ฝันว่า สักวันหนึ่งอยากจะพาตัวเองไปอยู่ในภาพนั้นบ้าง

สำหรับเราแล้ว Six Senses Yao Noi คือสถานที่แห่งนั้นครับ และที่นี่ก็เป็นหนึ่งใน Bucket List ของนักท่องเที่ยวหลายทั่วโลกที่อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศการพักผ่อนที่รีสอร์ทในฝันแห่งนี้กันสักครั้ง และเราก็ได้มีโอกาสนั้นแล้ว จึงอยากจะนำประสบการณ์ 3 วัน 2 คืนอันแสนประทับใจ มาถ่ายทอดให้ได้อ่านและตามไปอิ่มเอมกับบรรยากาศของรีสอร์ทนี้ด้วยกันครับ

DJI_0053

Six Senses Yao Noi รีสอร์ทหรูแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา การเดินทางจากกรุงเทพฯ ที่สะดวกที่สุดคือนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินภูเก็ต จากนั้นสามารถเลือกเดินทางได้ 2 แบบ คือ

  1. ใช้บริการรับ-ส่ง ของรีสอร์ท โดยจะมีรถมารับถึงสนามบิน และต่อเรือ Speedboat ไปลงที่ท่าเรือของรีสอร์ท มีทั้งแบบส่วนตัวและแบบ Share กับคนอื่น ค่าบริการเริ่มที่ 1,600 บาท / คน / เที่ยว
  2. ใช้บริการรถแท็กซี่จากสนามบิน มาลงที่ท่าเทียบเรือบางโรง (ใช้เวลาประมาณ 20 นาที) และใช้บริการเรือสาธารณะจากท่าเทียบเรือบางโรง (สามารถเช็คเวลารอบเรือกับทางรีสอร์ทได้ก่อนเดินทาง) ค่าเรือ 200 บาท / คน / เที่ยว บริเวณท่าเรือมีร้านขายของและห้องน้ำให้บริการ จากท่าเทียบเรือบางโรงใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที ก็จะเดินทางไปถึงเกาะยาวน้อย โดยแพ็คเกจที่เราจองมาจะมีบริการรถสองแถวรับส่งฟรีจากรีสอร์ทมารอรับที่ท่าเรือ

LM004204

จากท่าเรือใช้เวลาประมาณ 15 นาที เราก็จะเดินทางมาถึงบริเวณหน้ารีสอร์ท มี GEM (Guest Experience Maker) ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือน Butler ดูแลเราตลอดการเข้าพักมารอต้อนรับและพา Resort tour เพื่อแนะนำบริเวณต่างๆ ของรีสอร์ท และพาเข้าไป check-in ที่ห้องพักของเรา แม้ว่าทางรีสอร์ทจะยังไม่ได้เปิดให้บริการห้องพักทุกห้องเนื่องด้วยสถานการณ์โควิด แต่ในช่วงที่เราเข้าพัก (มีนาคม 2565) ห้องพักทุกห้องที่เปิดก็ถูกจองมาเต็มหมดแล้ว เห็นสถานการ์แบบนี้ก็รู้สึกดีใจกับรีสอร์ทและการท่องเที่ยวที่น่าจะกลับมาดีขึ้นในเร็ววันนี้นะครับ

IMG_1233

Hideaway Pool Villa (Villa No.32) ห้องพักระดับเริ่มต้นของรีสอร์ท โดยห้องพักของที่นี่จะเป็น Pool Villa ทั้งหมด จุดเด่นของ Hideaway Pool Villa คือ มีความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบสูงมาก สมกับชื่อ Hideaway พื้นที่ห้องพักกว้างขวางถึง 154 ตร.ม. แบ่งออกเป็นโซนสระว่ายน้ำด้านนอก มีศาลาและ day bed ให้นอนอาบแดดได้ ส่วนภายในจะแบ่งออกเป็นพื้นที่ของห้องนอน และห้องน้ำซึ่งกว้างพอๆ กัน มีทั้ง Indoor และ Outdoor Shower การออกแบบยังคงเป็นเอกลักษณ์ของ Six Senses ที่จะใช้ไม้เป็นส่วนประกอบหลักของ Villa เพื่อให้กลมกลืนกับบรรยากาศธรรมชาติโดยรอบ การใช้โทนสีของตกแต่งเน้นสีเหลืองเป็นหลัก แต่ถึงแม้จะใช้ไม้และวัสดุธรรมชาติในการตกแต่ง แต่ก็ดูหรูหรา และอุปกรณ์ภายในห้องพักก็ครบครันและสะดวกสบาย สามารถเลือกหมอน และ กลิ่นเครื่องหอมภายในห้องได้ด้วย ส่วน Amenities ก็เป็นกลิ่นเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับรีสอร์ทเครือ Six Senses เท่านั้น สิ่งที่เราชอบมากๆ ของรีสอร์ทในเครือ Six Senses คือการใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้ และแทบไม่เห็นการใช้ Plastic เลย นำ้เปล่าและ Sparkling ก็บรรจุมาในขวดแก้ว มีแม่บ้านเข้ามาเติมให้เรื่อยๆ ทั้งตอนกลางวันและตอน Turn down หรือหากขาดเหลืออะไรก็สามารถต่อสายตรงหา GEM ได้จากโทรศัพท์ภายในห้องพักเลย

IMG_1585

พื้นที่ส่วนกลางเป็นอีกไฮไลท์หนึ่งของ Six Senses Yao Noi โดยเฉพาะ Hilltop ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นห้องพักที่แพงและหรูที่สุดของรีสอร์ท แต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็น Main Pool , Hilltop bar และในช่วงเย็นจะกลายเป็นห้องอาหารสำหรับ Dinner ที่วิวดีและโรแมนติกที่สุดเท่าที่เคยไปมา โดยส่วนตัวเราชอบวิวที่ Hilltop มาก และรู้สึกถึงความพิเศษของที่นี่ เพราะในแต่ละช่วงเวลาที่ได้ขึ้นมา วิวและความสวยงามของ Hilltop จะไม่เหมือนกันเลยสักครั้ง สิ่งที่ห้ามพลาดในการมาเข้าพัก คือการมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนรักการถ่ายรูปจริงๆ

LM004222

ตลอด 3 วัน 2 คืน เราทานอาหารทุกมื้อในรีสอร์ท มื้อที่ประทับใจที่สุด คือ Breakfast ที่ห้องอาหาร Living Room ซึ่งเขาจัดเป็น Buffet มีอาหารหลากหลายมาก ทั้งอาหารไทย ฝรั่ง ติ่มซำ และก๋วยเตี๋ยว โซนเบเกอรี่ก็ดีงาม โดยเฉพาะ Homemade Jam หลากหลายรสชาติที่ทางรีสอร์ททำเอง เมนูไข่ที่ไม่ควรพลาดอย่าง Farm Egg Pad Kaprao และ Spicy Thai Omelette เป็นอาหารเช้าที่รสชาติเหมาะกับคนไทยสุดๆ ส่วน Dinner ที่ Hilltop แนะนำให้จองโต๊ะไว้แต่เนิ่นๆ เพราะจะได้นั่งในจุดที่วิวดีที่สุด ส่วนใครที่กังวลว่าค่าอาหารจะแพงหรือเปล่า บอกเลยว่าไม่แพงอย่างที่คิด เพราะนอกจากจะได้ส่วนลด 30% จากแพ็คเกจที่เราจองมา ยังสามารถใช้ Voucher จากโครงการเราเที่ยวด้วยกันมาใช้จ่ายที่ห้องอาหารของรีสอร์ทได้ด้วย และที่เราเลิฟมาก คือ Homemade ice cream ที่สามารถแวะมาสั่งได้ตลอดตั้งแต่ช่วง 11.00-20.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมนะ ถูกใจคนรักของหวานอย่างเราเป็นที่สุด

LM004327

โดยภาพรวมแล้ว แม้ก่อนมาเราจะคาดหวังกับ Six Senses Yao Noi มาแล้วในระดับหนึ่ง แต่หลังจากได้มาเข้าพัก สิ่งที่เราได้รับกลับประทับใจมากเกินกว่าที่คาดไว้เสียอีก ไม่แปลกใจเลยที่ช่วงเวลาปกติที่นี่จะถูกจองเต็มจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมาโดยตลอด นอกจากบรรยากาศ สถานที่ ความสวยงามของรีสอร์ทและความเป็นธรรมชาติบนเกาะยาวน้อยแล้ว Service Mind ของพนักงานทุกคน คือสิ่งที่ทำให้ที่นี่ Beyond Expectation มากขึ้นไปอีก และสามารถพูดได้เต็มปากว่าเราอยากแนะนำให้ทุกคนได้มาลองสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนในรีสอร์ทที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย รับรองได้ว่าจะได้รับความประทับใจแบบที่เราได้รับกลับไปแน่นอน...

IMG_1184

จุดแรกที่ GEM พามา คือ The Den และ Library เป็นอีกจุดที่วิวสวยมาก

IMG_1194

ด้านซ้าย คือ Library เป็นจุดที่เราจะมา check-in และสแกน QR จากการจองโดยใช้เราเที่ยวด้วยกัน

IMG_1206

Hideaway Pool Villa ห้องพักของเราในครั้งนี้ครับ

IMG_1212

เข้ามาด้านในจะเจอกับเตียง และมีมุ้งขนาดใหญ่อยู่ด้านบนครับ
ด้วยความที่ห้องพักของเราอยู่กลางป่า ช่วงกลางคืนยุงจะเยอะนิดนึง
ช่วง Turn down แม่บ้านจะมาดูแลเรื่องกางมุ้งให้เราด้วย

 

ss001

ทางรีสอร์ทต้อนรับเราด้วยไวน์แดง มีตู้แช่ไวน์ และเครื่องทำกาแฟในโซน Minibar (ไวน์ในตู้แช่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
แคปซูลกาแฟดื่มได้ฟรี มีเติมให้เรื่อยๆ เช่นเดียวกับน้ำเปล่า (ทั้ง Still และ Sparkling) แม่บ้านจะมาเติมให้เรื่อยๆ

IMG_1217

ภายในห้องน้ำ กว้างมากพอๆ กับส่วนของห้องนอน มีอ่างอาบน้ำมองเห็นวิวป่าด้านนอก
มีห้องสุขาแยกกับ Shower รวมถึงมี Outdoor Shower ให้ด้วยครับ
ซึ่งโดยส่วนตัวเราชอบ Outdoor Shower มาก โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนๆ ออกไปอาบน้ำข้างนอกนี่มันดีจริงๆ

ss003

IMG_1345

ต่อไปเราจะพาไปชมส่วนต่างๆ ของรีสอร์ทกันครับ เริ่มจาก Hilltop ซึ่งเป็นไฮไลท์และเป็นจุดที่เราชอบมากที่สุดของที่นี่เลย
โดยแต่ละช่วงเวลาของ Hilltop ก็จะมีความสวยงามแตกต่างกันไป และมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไปด้วย

IMG_1343

LM004325

Hilltop bar เป็นบาร์ที่วิวสวยที่สุดอีกที่หนึ่งที่เราเคยไปมา ที่นี่จะเปิดให้บริการตั้งแต่ 11.00-22.00 น. ของทุกวัน

IMG_1281

บรรยากาศดีมาก

ss004

บรรยากาศบริเวณ Hilltop Bar

IMG_1592

ช่วงกลางวันหากใครอยากมาว่ายน้ำในสระที่วิวสวยๆ ก็แวะมาที่ Hilltop ได้ตั้งแต่ 9.00-17.00 น.

ss006

ในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง สีน้ำทะเลสะท้อนกับแสงแดดสวยงามมาก

LM004224

ส่วนช่วงเย็น Hilltop จะกลายเป็นห้องอาหาร Dinner ที่วิวสวยและโรแมนติกที่สุด

LM004234

ได้ทานอาหารอร่อยๆ พร้อมกับชมวิวสวยๆ แบบนี้ คุ้มแล้วที่ได้มา

 ss005

Dinner & Welcome drink from Hilltop Bar

LM004106

ส่วนกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง คือ การมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ Hilltop ครับ
สามารถแจ้งกับ GEM ของเราเพื่อนัดหมายให้รถ Bucky มารับที่ห้องได้เลย
แนะนำให้นัดก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้นสัก 10-15 นาทีครับ
จะได้ไปเก็บภาพรอ เพราะช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นก็สวยงามไม่แพ้กัน
แต่ก็ต้องพกดวงไปเยอะๆ ด้วยนะครับ ภาวนาให้ฟ้าโปร่งๆ เพราะเราไปสามวัน ท้องฟ้าแต่ละวันที่ได้ก็ไม่เหมือนกันเลย

IMG_1338

ท้องฟ้าของเช้าวันที่ 2 มีเมฆพอสมควร ยังดีที่เมฆแหวกทางให้พระอาทิตย์ออกมาโชว์ตัวให้เราได้เห็น

ss007

ถ่ายรูปยังไงก็ออกมาไม่สวยเท่ากับที่ได้เห็นด้วยตาจริงๆ

IMG_1513

ส่วนนี่คือท้องฟ้าของเช้าวันที่ 3 วันนี้ฟ้าใสไร้เมฆ

LM004248

สีท้องฟ้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นคือสวยมาก

IMG_1355

หลังดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เราก็ไปทำกิจกรรมของทางรีสอร์ตกันครับ
โดยเขาจะมีให้กิจกรรมให้เลือก เช่น การพายเรือคายัคไปชมป่าโกงกาง, การเพ้นท์ผ้า หรือ การทำน้ำหอม
ถามว่าเราเลือกอะไร ก็ต้องพายเรือคายัคสิ แต่เตือนล่วงหน้าว่าหากใครไม่ได้ออกกำลังกายประจำ
หรือเมาเรือง่าย อย่าหาทำนะ เพราะมันเหนื่อยมาก

DJI_0048

บริเวณชายหาดโซนนี้สามารถบินโดรนได้ ก็ลองบินเก็บวิวสวยๆ ดูซะหน่อย (แต่ในเขตรีสอร์ทห้ามบินนะครับ)

IMG_1364

มองกลับไปจะเห็นวิลล่าของโรงแรมเรียงรายขึ้นไปบนเนินเขา น้ำทะเลที่หาดใสมาก

IMG_1358

วิวป่าเกาะกลางทะเลจากการพายเรือคายัค (แบบทุลักทุเล) ของเรา

LM004298

พายเรือจนหมดแรง ก็กลับมาเติมพลังกันด้วย Breakfast ที่ห้องอาหาร Living room

ss008

อาหารเช้าของเรา อร่อยทุกอย่างเลยนะ แต่ที่แนะนำสุดๆ คือ Farm Egg Pad Kaprao และต้องสั่งเผ็ดแบบคนไทยนะ

IMG_1190_jpg

นั่งทานอาหารไป ก็ชมวิวสวยๆ ไปด้วย ตรงบริเวณนี้บางคืนจะกลายเป็นที่ฉายหนังด้วย ซึ่งช่วงนี้จะมีเฉพาะคืนวันพุธและเสาร์

IMG_1191

และนี่คือสวรรค์ของคนรักไอติม กับ Homemade ice-cream ที่แวะมากินฟรีได้ตลอดทั้งวันตั้งแต่ 11.30 - 22.00 น.

ss009

อยากจะกินกี่รส กี่ถ้วย สั่งได้ตามสะดวก มาได้ตลอดทั้งวัน แต่รสที่ห้ามพลาดคือ Banana กินกับรสอะไรก็อร่อย

LM004280

The Den บาร์หลักของรีสอร์ทที่ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้เปิดเต็มรูปแบบนัก แต่ก็มีเครื่องดื่มให้บริการในช่วงเย็นของทุกวัน
ตั้งแต่ 17.00 - 20.oo น. โดยตีมหลักของเครื่องดื่มในแต่ละวันก็จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป

ss010

เป็นบาร์ที่วิวดี และบรรยากาศเหมาะแก่การมานั่งจิบเครื่องดื่มชิลๆ ในยามเย็น

LM004209

บรรยากาศภายในรีสอร์ทร่มรื่น ถ้ามีเวลาและมีแรงพอจะเดินทัวร์รีสอร์ทเองโดยไม่ต้องเรียกรถก็ได้

LM004210

หรือถ้าใครอยากปั่นจักรยานเล่นทั้งภายในรีสอร์ทและด้านนอก ก็มีจุดยืมจักรยานอยู่ด้านหน้ารีสอร์ทเลย
สามารถยืมได้จนถึง 6 โมงเย็นนะ

LM004202

สุดท้ายเราจะพาไปชม Spa ของรีสอร์ทกันครับ

ss011

ห้องทรีตเมนต์ที่ถือเป็นไฮไลท์ของ Six Senses Spa คือห้องนี้เลยครับ
มีวิวสระบัว และมีศาลาพักผ่อนในตัวด้วย สวยงามมากๆ

IMG_1618

ก่อน check-out ทาง GEM ที่ดูแลเราตลอดการเข้าพักก็นำของที่ระลึกมาให้
เป็น Tag กระเป๋าไม้ ที่สลักชื่อของเราและชื่อรีสอร์ทไว้ เป็นกิมมิคน่ารักๆ ที่สร้างความประทับใจมากเลยครับ

LM004311

สุดท้ายนี้เราจะมาสรุปจุดที่ชอบและจุดที่ไม่ชอบจากการได้เข้าพักที่ Six Senses Yao Noi กันครับ

จุดที่ชอบ

  • การออกแบบ บรรยากาศ และพื้นที่ต่างๆ ภายในรีสอร์ท คือ จุดเด่นของที่นี่ที่จะหาที่ไหนมาแทนได้ยากมากครับ โดยเฉพาะ Hilltop ซึ่งเป็นจุดขาย และถ่ายรูปยังไงก็สวยจริงๆ
  • วิลล่าพื้นที่กว้างขวาง สระว่ายน้ำใหญ่ และจัดสรรพื้นที่ต่างๆ ภายในวิลล่าได้อย่างลงตัว อุปกรณ์ภายในห้องพักครบครัน
  • บรรยากาศโดยรวมของที่นี่ เหมาะแก่การปลีกวิเวกมาพักผ่อนอย่างแท้จริง เวลา 3 วัน 2 คืนยังรู้สึกน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เราใช้เวลาทั้งหมดอยู่แต่ในรีสอร์ท แต่ก็ยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่ยังไม่ได้ทำ ถ้าใครจะมาแนะนำว่าอย่างน้อยต้อง 3 วัน 2 คืนอะ ถึงจะดื่มด่ำบรรยากาศได้อย่างเต็มที่จริงๆ
  • การบริการของพนักงานในทุกๆ ส่วนคือที่สุด ขอชื่นชมมากเป็นพิเศษ คือ GEM และแม่บ้าน ที่คอยเข้ามาดูแลห้องพักอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกขาดเหลืออะไรเลย เป็นการบริการที่ไม่ต้องร้องขออะไรเลย เพราะเค้าเตรียมให้เราหมดแล้ว
  • อาหารอร่อย ซึ่งแปลกใจมากที่ Head chef เป็นคนอินเดีย แต่อาหารไทยอร่อยมาก และรสชาติแบบไทยๆ ก็รีเควสได้เลย อาหารเช้าก็มีตัวเลือกหลากหลาย ขนาดกิน 2 วันติดยังรู้สึกไม่เบื่อ และยังลองได้ไม่ครบด้วยซ้ำ

จุดที่ไม่ชอบ

  • การเดินทางอาจจะดูลำบากและหลายต่อไปหน่อย และค่าเดินทางของทางรีสอร์ทค่อนข้างสูงไปนิด แต่ถ้าวางแผนเวลาดีๆ ก็ไม่เหนื่อยมากนะ
  • การเดินทางบนเกาะยาวน้อย ซึ่งถ้าจะออกไปทานอาหารข้างนอกต้องเรียกรถ ของรีสอร์ทมีบริการขาละ 500 บาท ซึ่งราคาค่อนข้างสูง ทำให้เราเลือกที่จะทานอาหารและทำทุกอย่างในรีสอร์ททั้งหมด เลยเสียโอกาสในการไปชมบรรยากาศบนเกาะยาวน้อย (แต่เสียเงินมาพักรีสอร์ทแพงๆ แล้วก็ควรใช้เวลาในรีสอร์ทให้เต็มที่นะ)
  • Hideaway Pool Villa อยู่กลางป่า ใครที่กลัวป่า หรือไม่ชอบสัตว์ป่า (เช่น ตุ๊กแก จิ้งจก) อาจจะไม่ชอบได้ เพราะกลางคืนคือเงียบจริงจนวังเวง (แอบไม่กล้ามองออกไปข้างนอกช่วงกลางคืนเลย) แต่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยเงิน 555 คือ จองห้องวิวทะเลไปเลย ก็จะตัดปัญหาตรงนี้ได้ส่วนหนึ่ง
  • อาหารกลางวันและเย็น ราคาสูงไปนิด และมีตัวเลือกไม่มากนัก อาจเป็นเพราะช่วงโควิดแบบนี้ทำให้รีสอร์ทไม่ได้ Full Operate ด้วยแหละ แต่ยังดีที่มีส่วนลดและใช้ Voucher เราเที่ยวด้วยกันได้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ส่วนหนึ่ง
  • ราคาห้องพัก (โดยเฉพาะราคาปกติ) ที่ค่อนข้างสูงมาก ทำให้เข้าถึงยากนิดนึง แต่ช่วงนี้ทางรีสอร์ทก็จัดโปรโมชั่นมาดีมาก และค่อนข้างคุ้มค่าที่จะไปพักนะ

และนี่ก็คือรีวิวทั้งหมดของ Six Senses Yao Noi นะครับ เป็นอีกที่ที่เราชอบมาก และให้ติด Top 3 ของโรงแรมและรีสอร์ทที่ชอบมากตั้งแต่เคยได้ไปพักมาเลย การทำรีวิวนี้จึงค่อนข้างยากมากสำหรับเราในการถ่ายทอดความรู้สึกและความประทับใจที่มีต่อที่นี่มาเป็นตัวหนังสือให้ได้อ่านกัน แต่แนะนำจริงๆ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ราคาห้องพักถูกกว่าปกติ (มาก) เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสความรู้สึกในการเข้าพักรีสอร์ทระดับ World class แบบนี้สักครั้งในชีวิตครับ