K Maison Boutique Hotel : Minimal style hotel in Chiang Mai

LM000256

K Maison Boutique Hotel

Minimal style Boutique Hotel ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่ถูกตาต้องใจเรามากตั้งแต่ได้เห็นรูปของโรงแรมใน Instagram จนอดใจไม่ได้เลยต้องมาพักดูสักครั้ง โรงแรมตั้งอยู่ในซอยวัดเกตุ ใกล้กับถนนแก้วนวรัฐ ไม่ไกลจากแม่น้ำปิงเท่าไรนัก ด้านนอกโรงแรมล้อมรอบไปด้วยรั้วสีขาว และมีต้นไม้ที่ปลูกไว้ภายในรั้วคอยเป็นแนวปิดบังสายตาจากคนภายนอก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวดีมาก (จนเพื่อนเราที่เชียงใหม่หลายๆ คนยังไม่รู้เลยว่ามีโรงแรมอยู่ตรงนี้) ภายในโรงแรมมีห้องพักทั้งหมด 19 ห้อง มีหลากหลาย Room type ให้เลือกสรรตามความชอบและงบประมาณ

LM000263

ด้านหน้าทางเข้าโรงแรม มีบันไดเดินลงไปด้านล่าง

LM000261

รอบบันไดรายล้อมไปด้วยต้นไม้ ให้บรรยากาศที่สดชื่น ใกล้ชิดธรรมชาติ

IMG_7904

ลงมาด้านล่างจะเจอกับ Lobby ที่ยังคง Minimal Concept กันตั้งแต่ต้อนรับเลย
ผนังฝั่งซ้ายด้านในสุดจะเป็นประตูเลื่อนอัตโนมัติเพื่อเข้าไปยังส่วนห้องอาหารของโรงแรม

IMG_7800

เดินถัดเข้ามาจาก Lobby จะเป็นส่วนของคาเฟ่และห้องอาหารของโรงแรม
รวมถึงสระว่ายน้ำ ซึ่งเป็นมุม Signature ของโรงแรมอีกด้วย

IMG_7897

มองออกไปจากสระว่ายน้ำจะเจอสวนเล็กๆ มองเห็นแล้วสบายตา
สระว่ายน้ำขนาดไม่ใหญ่นัก เอาไว้ถ่ายรูปสวยๆ พอ ข้างสระว่ายน้ำมี Day bed และผ้าเช็ดตัววางบริการไว้ให้

IMG_7875

บรรยากาศช่วงกลางคืนก็สวยไปอีกแบบ

LM000253

ข้างๆ สระว่ายน้ำมีบาร์ซึ่งให้บริการทั้งชา กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ

LM000226

โถงทางเดินไปยังห้องพัก

IMG_7866

พาไปชมห้องพักของเรากันดีกว่าครับ ตัวห้องพักจะตั้งอยู่ภายในตึกประมาณ 4 ชั้น (มีลิฟท์ให้บริการ) ห้องพักของเราอยู่ที่ชั้น 3 เป็นห้องพักแบบ Classic Corner ราคาช่วงที่เราไปพัก คือ 1,766 บาท/คืน รวมอาหารเช้า (ราคานี้หักส่วนลดเราเที่ยวด้วยกันแล้ว)

IMG_7869

ขนาดห้องประมาณ 23 ตร.ม. ตกแต่งห้องด้วยโทนสีขาว / ดำ ตัดกับสีของไม้และสีเบจของผ้าม่าน / ผ้าปูต่างๆ แม้ขนาดห้องจะไม่ได้ใหญ่มากนักแต่ก็ให้ความรู้สึกโปร่ง สบายดี จุดที่เก๋ของการออกแบบห้องนี้ก็คือต้นไม้ที่อยู่ในห้องกั้นด้วยกระจก ทำให้บรรยากาศในห้องมีความผ่อนคลายมากขึ้นจากสีเขียวของต้นไม้

kl001

ด้านในคือส่วนของห้องน้ำ ผนังเป็นสีขาวตัดกับขอบสีดำ เรียบหรูดูแพงดี
ขนาดห้องน้ำไม่ใหญ่นัก แต่แบ่งเป็นสัดส่วนแยกส่วนแห้งและส่วนเปียกออกจากกัน

IMG_7870

บริเวณข้างเตียงมีช่องสำหรับแขวนเสื้อผ้า, Safe box, Minibar และเครื่องฟอกอากาศ

IMG_7873

มองออกไปด้านหน้าประตูห้อง มี Smart TV ติดผนัง
สามารถดู Youtube, Netflix ได้เพลินๆ เลย สมกับที่เป็นโรงแรมใหม่

LM000241

สำหรับ Breakfast ในช่วงเช้าจะเสิร์ฟเป็นเซ็ทน่ารักๆ แบบนี้ ให้คนละ 1 เซ็ท

LM000242

ภายในเซ็ทเราสามารถสั่งอาหารจานหลักได้ 1 เมนู มีครัวซองต์ เนย แยม และน้ำผลไม้เสิร์ฟมาให้ด้วย

LM000248

ข้อดี

  1. โรงแรมออกแบบทั้งภายนอกและภายในห้องพักสวยงาม จัดสรรพื้นที่การใช้งานได้ดี ถูกใจสายถ่ายรูปแน่นอน
  2. ห้องพักไม่เยอะ ทำให้ไม่จอแจ มีความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบดี เหมาะแก่การมาพักผ่อน
  3. ทำเลอยู่ใกล้กับแม่น้ำปิง และสะพานนวรัฐ มีร้านอาหารและคาเฟ่ดังๆ อยู่ในระยะเดินได้หลายร้าน
  4. ราคาห้องพักในช่วงนี้ + ใช้โปรเราเที่ยวด้วยกัน ถือว่าคุ้มมาก เพราะราคาในช่วงเวลาปกติค่อนข้างสูง

ข้อเสีย

  1. บริเวณห้องอาหารเป็นกึ่ง Outdoor ทำให้ไม่มีแอร์ ในวันที่อากาศชื้นหรืออบอ้าว อาจจะรู้สึกอึดอัดไปหน่อย
  2. สระว่ายน้ำเล็ก และอยู่ตรงห้องอาหารพอดี อาจจะเขินๆ ได้ถ้ามาว่ายน้ำแล้วเจอผู้คนเดินผ่านไปมา
  3. อาหารเช้ามีตัวเลือกให้น้อยไปหน่อย รสชาติกลางๆ

และนี่ก็เป็นประสบการณ์จากที่เราได้ไปพักมา ถือว่าเป็นอีกโรงแรมในเชียงใหม่ที่มีการออกแบบที่โดดเด่น และแตกต่างจากที่อื่นๆ ใครที่ชอบหาที่พักสวยๆ และไม่ได้ซีเรียสว่าต้องเป็นโรงแรมใหญ่ ที่นี่ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีครับ ก็หวังว่ารีวิวนี้จะพอเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังจะมาเที่ยวเชียงใหม่และมองหาที่พักกันอยู่ ลองมาพักที่โรงแรมนี้ดูนะครับ


RAYA HERITAGE : โรงแรมสไตล์ล้านนาริมแม่น้ำปิง ที่มีดีมากกว่าดีไซน์

IMG_0701

“เงียบสงบ สวยงาม บริการประทับใจ”

ที่กล่าวมา คือ ความรู้สึกหลังของเราหลังจากได้มาพักที่ “RAYA HERITAGE” โรงแรมสไตล์ล้านนาที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง ในเขตตำบลดอนแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างอำเภอเมืองเชียงใหม่กับอำเภอแม่ริม นอกจากการออกแบบของโรงแรมที่สวยงามและสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีแล้ว การบริการที่ดีเยี่ยมและการเลือกใช้งานหัตถกรรมพื้นบ้านมาเป็นของตกแต่ง ภายในโรงแรม ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจและอยากแนะนำที่นี่ให้ทุกคนได้มาลองพักดูสักครั้ง ส่วนรายละเอียดและความดีงามของ “RAYA HERITAGE” จะเป็นอย่างไรบ้าง ตามมาอ่านกันต่อได้เลยครับ

LM001771

บริเวณทางเข้า Lobby

RAYA HERITAGE เป็นโรงแรมในเครือบริษัทพรีเมียร์ รีสอร์ทส์ แอนด์ โฮเทลส์ จำกัด เจ้าของเดียวกับ รายาวดี โรงแรมหรูชื่อดังบนหาดไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ และ แทมมาริน วิลเลจ โรงแรมบูทีคแห่งแรกในเมืองเชียงใหม่ เมื่อดูจากผลงานที่ผ่านมาจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในทุกรายละเอียดของ RAYA HERITAGE ถึงได้ดีงามขนาดนี้

ขับรถออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 20 นาที เราก็มาถึงโรงแรม RAYA HERITAGE บรรยากาศตั้งแต่บริเวณทางเข้าของโรงแรมรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ให้ความรู้สึกร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะแก่การมาพักผ่อนอย่างมาก

LM001563

เดินเข้ามาบริเวณ Lobby จะพบกับต้นไม้ใหญ่ทั้งยืนต้นสูงตระหง่านคอยต้อนรับแขกที่มาเข้าพัก
ด้านหลังของต้นไม้เป็นสนามหญ้าที่ทอดลงไปสู่บริเวณแม่น้ำปิงด้านหลัง

LM001775

โซฟาบริเวณ Lobby เป็นมุมที่ใครมาถึงก็ต้องถ่ายรูปกันทุกคน
ด้านหลังที่นั่งฝั่งนี้จะเป็นห้องอาหารคุข้าว ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักของที่นี่ และมีลิฟท์สำหรับขึ้นไปยังห้องพักชั้น 2

LM001571

บรรยากาศบริเวณ Lobby

raya001

ระหว่างรอ Check-in พนักงานจะนำ Welcome drink พร้อมผ้าเย็นมาต้อนรับ

จัดการเรื่อง Check-in เรียบร้อยแล้ว ได้เวลาไปชมห้องพักของเรากันบ้างครับ สำหรับห้องพักของที่นี่ตั้งอยู่บนอาคาร 3 ชั้น มีห้องพักทั้งหมด 33 ห้อง โดยห้องพักทุกห้องจะมองเห็นวิวของแม่น้ำปิงได้ แบ่งออกเป็น 3 Room type ได้แก่
1. Rin Terrace Suite เป็นห้องเริ่มต้นของที่นี่ อยู่ชั้น 2
2. Huen Bon Suite เป็นห้องที่เราเลือกพัก อยู่บนชั้น 3
3. Kraam Pool Suite เป็นห้อง Pool Villa ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่าง เป็นห้องที่มีพื้นที่มากสุดและราคาแพงที่สุด

แต่ละห้องจะมีการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ และผ้าที่มีสีสันแตกต่างกันไป ในรีวิวนี้เราจะรีวิวเฉพาะห้อง Huen Bon Suite ซึ่งเป็น Room type ที่เราพักเท่านั้น (เพราะมีเงินมาพักแค่ห้องเดียวจ้า 555 ใครสนใจห้องแบบอื่นลองไปหารีวิวดูนะ)

LM001678

ทางเดินระหว่างไปห้องพัก

พนักงานพาเราขึ้นลิฟท์มาที่ชั้น 2 เพื่อเดินไปยังห้อง 309 ซึ่งเป็นห้องพักของเราในคืนนี้ สาเหตุที่ต้องขึ้นมาที่ชั้น 2 ก่อนเพราะว่าห้องพักชั้น 3 แต่ละห้อง จะมีบันไดแยกขึ้นไป และไม่ได้เชื่อมต่อกันยาวเหมือนบริเวณห้องพักชั้น 2 ทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

L1050982

Postcard ต้อนรับจาก GM ของโรงแรม

IMG_0322

เปิดประตูห้องพักเข้ามาจะเจอกับระเบียงห้อง
ซึ่งจัด Day bed ไว้ให้นอนชมวิวแม่น้ำปิง พร้อม Welcome Fruit ที่ตั้งไว้ต้อนรับ

LM001743

ด้านขวามือจะเป็นเคาน์เตอร์ ด้านล่างมีตู้เย็นและอุปกรณ์สำหรับชงชา / Drip Coffee และ Minibar
(มีชา กาแฟ และน้ำดื่มฟรี 2 ขวด)

LM001807

ที่เราชอบมาก คือ ทางโรงแรมจะจัดชาสมุนไพรไว้ให้ในกล่องไม้ พร้อมใบแนะนำสรรพคุณของชาแต่ละแบบให้เราได้เลือกชงเลือกชิมได้ตามใจชอบ ส่วนใครชอบดื่มกาแฟก็มีอุปกรณ์สำหรับ Drip Coffee ไว้ให้ด้วย เอามาเป็นพร็อบถ่ายรูปเก๋ๆ ก็ได้นะ

LM001665

นอนชมวิวแม่น้ำปิงจากระเบียงห้องได้เลย

IMG_0305

บรรยากาศภายในห้องพักแบบ Huen Bon Suite

เข้ามาชมด้านในห้องพักของเรากันบ้าง เหตุผลที่เราเลือกห้องพัก Type นี้ เพราะว่าเป็นห้องที่อยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม ทำให้ได้เพดานสูงส่งผลให้ห้องดูกว้างและโปร่งมากขึ้นเมื่อเทียบกับห้องที่อยู่ชั้นสอง รวมถึงได้ Take view แม่น้ำปิงจากริมระเบียงได้ชัดเจนกว่า และสีที่ใช้ในการตกแต่งห้องนี้คุมโทนด้วยสีขาว ครีม น้ำตาล ซึ่งเป็นโทนสีที่เราชอบมากกว่าสีน้ำเงินครามที่ใช้ในห้อง Pool Villa ชั้นล่าง ส่วนห้อง Pool Villa แม้ว่าจะมีขนาดห้องใหญ่สุด แต่เพื่อความ Private ของแขกที่เข้าพักจึงมีรั้วล้อมรอบบริเวณห้องพักทั้งหมด ทำให้ไม่เห็นวิวอะไร เราเลยตัดสินใจจองห้องนี้

LM001668

ด้านหลังเตียงนอนจะเป็นส่วนของห้องน้ำและ Walk-in Closet เตียงและหมอนนุ่มระดับ 10 ดูดวิญญาณสุด
จุดที่เราชอบมาก คือ บริเวณหัวเตียงทั้ง 2 ฝั่งมีแผงสวิตช์ไฟ ซึ่งจะมีคู่มือแนะนำว่าแต่ละอันเป็นไฟจุดไหนบ้าง

IMG_0309

ส่วนแรกจะเป็นบริเวณอ่างล้างหน้า และ อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ เป็น Open Space
แต่ถ้ามากับเพื่อนก็สามารถปิดบานเลื่อนระหว่างห้องนอนกับห้องน้ำได้

raya002

ถัดมาด้านในจะเป็นห้อง Shower และห้องสุขาแยกกัน มีสายชำระให้ด้วย
Amenities ที่ทางโรงแรมให้มีความออแกนิค และมีกลิ่นหอม ที่เราชอบมากๆ คือแชมพูและ Body Lotion

raya003

Walk-in Closet ทางโรงแรมมีกระเป๋าผ้าและหมวกสานให้ใช้ระหว่างเข้าพักด้วย

L1050989

มุมห้องมีชุดเก้าอี้ไม้และโต๊ะเล็กๆ สำหรับไว้นั่งพักผ่อน

LM001675

ช่วงเย็นพนักงานจะเข้ามา Turn down พร้อมขนมหวานมาให้คนละชิ้น
ลักษณะคล้ายกับขนมกล้วยแต่ทำจากมันม่วง

LM001680

เก็บของไว้ที่ห้องเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินชมบริเวณรอบๆ โรงแรมกันครับ จุดแรกที่เราจะพาไป คือ สระว่ายน้ำ ซึ่งอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิง จะมีบันไดที่สามารถเดินลงมาจากห้องพักได้เลย การตกแต่งรอบๆ ทางเดินใช้วัสดุจากธรรมชาติ และมีความกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบๆ เห็นใบไม้เขียวๆ ในวันฝนพรำแบบนี้สดชื่นดีครับ

LM001686

สระว่ายนี้ที่นี่เป็นสระน้ำเกลือ ตกแต่งอย่างเรียบง่าย น้ำลึกประมาณ 1.2 เมตร

raya004

เดินจากสระว่ายน้ำย้อนมาทาง Lobby จะเจอกับห้องอาหารคุข้าว ซึ่งเราจะมาทานอาหารเช้ากันที่นี่ครับ

IMG_0337

บรรยากาศภายในห้องอาหารคุข้าว

IMG_0336

เราชอบการเลือกใช้วัสดุและงานหัตถกรรมของท้องถิ่นมาใช้เป็นหัวใจหลักของการตกแต่ง

raya 005
Breakfast สำหรับแขกที่เข้าพักจะมีให้สั่งเป็น A la carte แต่สามารถสั่งเพิ่มได้เรื่อยๆ โดยอาหารจานหลักจะมีให้สั่งทั้งอาหารไทยและ American Breakfast อย่างเมนูที่เราสั่งมา คือ ข้าวมันไก่, Mango & Coconut Yoghurt Bowel และเซ็ตข้าวต้มกุ๊ยพร้อมกับข้าว 4 อย่าง ส่วนเครื่องดื่มก็มีชาหลากหลายชนิด และกาแฟทั้งร้อนและเย็น

raya009เมนูของหวานที่แนะนำให้สั่งมาลองชิมคือ Signature Pancake ครับ หน้าตาดีแถมยังอร่อยด้วย

LM001719

นอกจากห้องอาหารคุข้าวแล้ว ในช่วงเย็นสามารถมารับประทานอาหารเย็นได้ที่บาร์ “บ้านท่า” บาร์สีดำดีไซน์เท่ แต่ยังคงความเป็นล้านนา อยู่บริเวณชั้น 1 ใกล้กับ Lobby ของโรงแรม ช่วงที่เราไปมีโปรโมชั่นเครื่องดื่ม 1 แถม 1 และสามารถใช้ส่วนลดจาก E-Voucher ของโครงการเราเท่ียวด้วยกันได้อีก คุ้มสุดๆ

raya006

ซ้าย : Baan Ta Ginto ขวา : Baan Ta เมนู Signature Cocktail ชื่อเดียวกับบาร์
ใช้โปร 1 แถม 1 ได้ลองชิมทั้งสองแก้วไปเลย คุ้มมาก

LM001838

ต่อไปเราจะพาไปชมห้องอาหารอีกห้องหนึ่งที่บริเวณชั้น 2 ของโรงแรมกันครับ

LM001746

บริเวณนี้ คือ “ลานชา tea room” ห้องอาหารที่อยู่บนชั้นสองของโรงแรม เสิร์ฟ Afternoon tea สำหรับแขกที่เข้าพักและแขกภายนอกที่อยากเข้ามาจิบชา ชมวิวแม่น้ำปิง ก็สามารถมาใช้บริการได้เช่นกัน โดยจะเริ่มเสิร์ฟตั้งแต่ 11.00 น.ถึง 16.00 น. และที่สำคัญในช่วงนี้ทางโรงแรมมีโปรโมชั่น Afternoon tea set สำหรับ 2 คน ราคา 690 บาท net และยังสามารถใช้ E-Voucher จากโครงการเราเที่ยวด้วยกันมาเป็นส่วนลดได้อีก 40% ถึงไม่ได้มาเข้าพักที่โรงแรม ก็สามารถแวะมาจิบชา ถ่ายรูปสวยๆ กันได้

LM001839

เมนูขนมและของทานเล่นสำหรับ Afternoon tea set สามารถสั่งเครื่องดื่มได้คนละ 1 แก้ว และขนม 6 เมนู (ได้เมนูละ 2 ชิ้น)

raya008

หน้าตา Afternoo tea set ของเรา เสิร์ฟมาแบบไทยๆ

raya007_

ดื่มชา กาแฟ พร้อมชมวิวไปด้วย บรรยากาศดีสุดๆ

LM001713

ติดกับลานชา คือ “ไอว่านสปา” สปาของโรงแรมซึ่งมีคอร์สสำหรับสปาหลายแบบให้เลือก
แต่เนื่องจากเรากลับมาโรงแรมตอนที่สปาปิดไปแล้ว เลยไม่ได้พาเข้าไปชม

IMG_0304

เดินต่อมาใกล้กับลิฟท์ที่ชั้น 2 เป็น Fitness ของทางโรงแรม พื้นที่ไม่ใหญ่นักแต่อุปกรณ์ครบครัน
สามารถมองลงไปเห็นวิวบริเวณลานจอดรถและร้านขายของที่ระลึกด้านล่าง

LM001860

LM001774

ปิดท้ายกันที่ร้านขายของที่ระลึก “ฮิมกอง” ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าของโรงแรม ใกล้กับลานจอดรถ ที่นี่มีของที่ระลึกต่างๆ ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านและเป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่นให้คนที่สนใจอยากหาซื้อสินค้าที่เป็นงาน Craft ดีๆ กลับไปใช้หรือฝากคนที่คุณรักได้ ตัวร้านจัด Display ได้สวยมาก และยังคุมโทนได้เข้ากับโรงแรมอีกด้วย

LM001818

สำหรับใครที่สนใจอยากมาเข้าพักที่ RAYA HERITAGE ในช่วงนี้ต้องบอกว่าราคาดีมากๆ เพราะนอกจากโรงแรมจะลดราคาลงมาถูกกว่าปกติแล้ว ภายใน 31 ต.ค. นี้เรายังสามารถใช้ส่วนลดของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อลดราคา on top ไปได้อีก

ราคาห้องพัก รวมอาหารเช้า 2 ท่าน (เข้าพักก่อน 31 ต.ค.63 ยังไม่รวมส่วนลดเราเที่ยวด้วยกัน)

Rin Terrace Suite ราคา 5,500 บาท
Huen Bon Suite ราคา 6,400 บาท
Kraam Pool Suite ราคา 6,400 บาท

อย่างที่เราเลือกเข้าพักห้อง Huen Bon Suite และใช้สิทธิเราเที่ยวด้วยกัน (ต้องโทรไปจองกับโรงแรมโดยตรง) หักส่วนลดแล้วเหลือราคา 3,840 บาท/คืน แถมยังได้ E-Voucher ไว้ใช้จ่ายภายในโรงแรมได้อีก 600 บาท คุ้มมากจนไม่รู้ว่าจะได้พักราคานี้อีกไหม ใครสนใจอยากไปลองพักที่นี่แนะนำให้ไปช่วงนี้กันนะครับ เพราะราคาดีมากจริงๆ

และจากประสบการณ์ที่ได้ไปเข้าพักมา 2 วัน 1 คืน และได้ใช้บริการในส่วนต่างๆ ของโรงแรม จึงอยากจะมาสรุปข้อดี-ข้อเสีย ดังต่อไปนี้ครับ

ข้อดี

  1. โรงแรมดีไซน์สวยถูกใจเรามากๆ ทั้งบริเวณส่วนกลางของโรงแรมตั้งแต่ Lobby ห้องอาหารต่างๆ รวมถึงในห้องพักของเราก็มีมุมสวยๆ เยอะแยะเต็มไปหมด ใครชอบถ่ายรูปรับรองว่าหามุมถ่ายรูปกันได้เพลินๆ ทั้งวัน
  2. บริการดีมากกกกกกกกกกกกก แม้จะไม่ได้บริหารด้วย Chain โรงแรมต่างชาติใหญ่โต แต่จากประสบการณ์ที่เคยไปพักโรงแรม 5 ดาวที่บริหารโดยบริษัทของไทย ก็ยังไม่เคยเจอที่ไหนที่เทรนพนักงานได้ดีมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับใดก็ตาม แค่คุณเดินผ่าน พนักงานก็จะยกมือไหว้ ยิ้มแย้มทักทายให้เสมอ พนักงานที่ Front สามารถจำชื่อ และห้องพักของเราได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเหนือความคาดหมายมากที่ได้รับบริการที่ดีขนาดนี้
  3. ของใช้ภายในห้อง และ Minibar ต่างๆ ที่โรงแรมจัดมาให้ (ส่วนที่ใช้ฟรี) เป็นของคุณภาพดี สมราคามากๆ
  4. บรรยากาศของโรงแรมเหมาะแก่การมาพักผ่อน แม้ช่วงที่เรามาพักจะเป็นวันหยุด มีแขกเข้าพักเยอะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าบรรยากาศจะวุ่นวายจอแจ ยิ่งในห้องพักยิ่งเงียบสงบสุด เหมาะแก่การมาพักกายพักใจ

ข้อเสีย

  1. การเดินทางสำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัวค่อนข้างลำบาก บริเวณรอบๆ โรงแรมไม่ได้มีร้านค้าหรือร้านอาหารที่อยู่ในระยะเดินไปได้ และอยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร แต่ก็ทดแทนด้วยห้องอาหารและบาร์ภายในโรงแรม คือ ถ้าไม่ได้มีรถมา การมาพักที่นี่ก็คือการมาพักผ่อนภายในโรงแรมอย่างเต็มที่จริงๆ
  2. ราคาปกติที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับโรงแรม 5 ดาวที่อื่นๆ ในเชียงใหม่ แต่สำหรับเราแล้วการบริการและการคัดสรรสิ่งต่างๆ ที่ให้กับแขกก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาจริงๆ

และนี่ก็คือประสบการณ์ประทับใจที่เราได้มาพักที่ RAYA HERITAGE ก็หวังว่าข้อมูลที่เรานำมาแชร์จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ที่สนใจอยากจะมาลองพักที่โรงแรมนี้บ้าง ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านกันนะครับ แล้วคราวหน้าเราจะพาไปเที่ยวที่ไหน อย่าลืมกด Like กดติดตามเพจ ThirtyWander กันไว้ด้วยนะครับ


InterContinental Koh Samui Resort : Best place to stay in Koh Samui

001 Cover

“เกาะสมุย” เกาะที่ได้รับขนานนามว่า “สวรรค์กลางอ่าวไทย” และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ ซึ่งโดดเด่นในเรื่องความสวยงามของท้องทะเล และความเป็นธรรมชาติบนเกาะ ที่สำคัญก็คือ มีโรงแรมสวยๆ บนเกาะสมุยมากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกมาพักผ่อน

ก่อนจะมาเที่ยวสมุย เราได้หาข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทหลายๆ ที่ เพื่อหาที่ที่น่าจะตอบโจทย์สำหรับการไปพักผ่อนที่เกาะสมุยของเรามากที่สุด และ InterContinental Koh Samui Resort ก็เป็นหนึ่งในโรงแรมที่เราเลือกมาพักในทริปนี้ เพราะจุดเด่นของที่นี่ คือ วิวทะเลสุดอลังการจน New York Times ยกให้เป็น “One of 1,000 Places to Visit in Your Lifetime” และที่สร้างความประทับใจเกินความคาดหมายของเรามากๆ คือ การบริการจากพนักงานตลอดการเข้าพัก 2 วัน 1 คืนของเราที่นี่ จนเราอยากจะนำประสบการณ์และบรรยากาศของ InterContinental Koh Samui Resort มาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน และด้วยสถานการณ์ในช่วงนี้ทำให้ราคาโรงแรมถูกลงมาก เรียกได้ว่าคุ้มสุดๆ แล้วที่จะมาลองสัมผัสบรรยากาศที่นี่ดูสักครั้ง รับรองเลยว่าจะได้รับความประทับใจกลับไปอย่างที่เราได้รับมาแน่นอน

ใครสนใจจะมาพักที่นี่ ลองเข้าไปดูรายละเอียดได้จาก Facebook : InterContinental Koh Samui Resort

ส่วนรายละเอียดของ InterContinental Koh Samui Resort จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ตามเข้ามาอ่านกันได้เลยครับ

LM000721

บรรยากาศบริเวณ Lobby

InterContinental Koh Samui Resort ตั้งอยู่บริเวณหาดตลิ่งงาม ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะสมุย หากเดินทางมาด้วยเรือ Ferry จากท่าเรือดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี แนะนำให้เดินทางด้วยเรือของบริษัท ราชาเฟอร์รี่ เพราะท่าเรือตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม (ประมาณ 3 ก.ม. จากท่าเรือ) แต่หากเดินทางมาด้วยเครื่องบินลงที่สนามบินสมุย จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที เพราะโรงแรมตั้งอยู่คนละฝั่งกับสนามบิน บริเวณใกล้โรงแรมไม่มีร้านสะดวกซื้อ หากใครกังวลเรื่องราคาอาหาร/เครื่องดื่มภายในโรงแรม แนะนำให้เตรียมมาให้พร้อมก่อนจะข้ามเรือมาที่เกาะสมุยครับ

LM000722

เนื่องจาก Lobby และห้องพักส่วนใหญ่ของโรงแรมจะตั้งอยู่บนเนินเขา เมื่อขับรถมาถึงบริเวณทางเข้าโรงแรมจะมีจุดจอดรถให้ แล้วจะมีรถบัคกี้รับส่งภายในโรงแรมมารับเราไปที่ Lobby เพื่อ check-in พอเข้ามาภายใน Lobby ก็จะเจอวิวทะเลสุดอลังการรอต้อนรับพวกเราอยู่

ic001

Welcome drink ของโรงแรมเป็นน้ำมะพร้าวผสมตะไคร้ รสชาติหวานหอม ดื่มแล้วสดชื่นมาก

LM000718

ห้องพักที่เราจองมา คือห้อง Club King Ocean View Room ซึ่งเป็น Room type แรกที่สามารถใช้ Club Benefits ได้ ราคาห้องพักในช่วงนี้ (เดือนสิงหาคม 2020) คือ 8,800 บาท/คืน และเรายังสามารถใช้ส่วนลดอีก 40% จากโครงการเราเที่ยวด้วยกันของรัฐบาล (ลดสูงสุด 3,000 บาท/ห้อง/คืน) ทำให้เราคาห้องพักที่เราจองมานั้น เหลือเพียง 5,800 บาท/คืน เท่านั้น

ส่วนใครที่งบน้อยแต่อยากมาพักที่นี่ ห้องเริ่มต้นของโรงแรม คือ Resort Classic Room ราคาหักส่วนลดแล้ว เหลือเพียง 2,520 บาท/คืน เท่านั้น แต่ถ้างบถึงเราแนะนำให้จองห้อง Club ไปเลย เพราะ Club Benefits ที่เราได้คุ้มค่ามากๆ เริ่มกันที่การเข้าใช้ Club Lounge ซึ่งอยู่ตรง Lobby นี่แหละ ที่เราสามารถสั่งเครื่องดื่มชา กาแฟ และ Soft drink ต่างๆ มาดื่มได้ไม่อั้น และมีวิวทะเลแบบ Panorama ให้ได้นั่งชมกันทั้งวันด้วย

LM000696

วิวจาก Lobby มองเห็นชายหาด และห้องพักแบบวิลล่าบริเวณด้านล่างของโรงแรม

LM000681

ก่อนจะพาไปชมบริเวณรอบๆ และ Facility ต่างๆ ของโรงแรม เรามาชมห้องพักที่เราจองมากันก่อนดีกว่าครับ ห้องพักที่เราจองมา คือ ห้อง Club King Ocean View Room โดยห้องพัก Room type นี้จะอยู่ชั้นบนสุดของอาคารที่อยู่ติดกับ Lobby ของโรงแรม ทำให้ไม่ต้องเดินไกล ห้องที่เราได้คือห้อง 106 ซึ่งข้อดีของห้อง Room type นี้ คือ วิวทะเลแบบเต็มๆ ไม่มีอะไรกั้น เพดานห้องสูงทำให้บรรยากาศภายในห้องดูโปร่ง และสามารถมองเห็นวิวทะเลได้จากที่นอนเลย

LM000687

บริเวณปลายเตียงมีโซฟาให้นั่งชมวิวทะเล ด้านหลังเป็นห้องน้ำ แยกห้องสุขาและโซนอาบน้ำเป็นสัดส่วนดี ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีดำ ตัดกับผนังและบานหน้าต่างสีขาวดูคลาสสิคดี

ic003ic002

มี Postcard ต้อนรับ รายละเอียดการใช้สิทธิ Club benefits และ Welcome Fruits กับ Macaron มาต้อนรับ Soft drinks ที่อยู่ในตู้เย็นนอกจากน้ำเปล่าแล้ว สามารถดื่มได้ฟรี ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และขนม

LM000677

Amenities ภายในห้อง Club ใช้แบรนด์ HARNN ซึ่งเป็นแบรนด์หลักของสปาที่นี่ด้วย

LM000678

ภายในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำและ Bubble bath ให้ได้นอนแช่น้ำฟินๆ

LM000780

ด้านนอกระเบียงมี Sofa bed และโต๊ะให้นั่งจิบกาแฟ พร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกริมทะเลกันได้สบายๆ

LM000693

เอาสัมภาระไปเก็บในห้องพักเรียบร้อยแล้ว ได้เวลามาใช้สิทธิ์ที่ Club Lounge กันครับ โดยเริ่มตั้งแต่ 14.00 – 16.00 น. เราจะมานั่งจิบชายามบ่าย โดยจะได้รับ Afternoon tea 1 เซ็ท และเครื่องดื่มที่สามารถสั่งเพิ่มเติมได้ตลอดจนถึงช่วงเย็น

LM000704

เมนูขนมในเซ็ท Afternoon tea ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วแต่วัน ส่วนเครื่องดื่มมีทั้งชา กาแฟ น้ำผลไม้ ให้ได้เลือกสั่ง เราได้สั่งชาร้อนมา 1 กา และกาแฟเย็นมา 1 แก้ว ทานคู่กับเซ็ท Afternoon tea ทานหมดเซ็ทนี้ก็อิ่มจนถึงมื้อเย็นกันเลยแหละ

IMG_8951

จิบชาไป ชมวิว รับลมทะเลไปด้วย มันดีอย่างนี้นี่เอง

IMG_9065

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาเดินสำรวจโรงแรมกันครับ โดยบริเวณติดกับ Lobby จะเป็นสระว่ายน้ำ สระนี้เป็น 1 ใน 6 สระ และเป็นมุม Signature ของโรงแรมก็ว่าได้ เพราะเป็น infinity pool ที่มองเห็นวิวทะเลและวิวสวนมะพร้าวที่อยู่ด้านล่างด้วย โดยจุดนี้แนะนำให้มาถ่ายรูปในช่วงเช้า เพราะพระอาทิตย์จะขึ้นมาด้านหลังภูเขา สวยงามสุดๆ ครับ

IMG_9085

Instagramable spot ใครมาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปมุมนี้ถือว่ามาไม่ถึงนะ

LM000831

วิวท้องทะเลและสวนมะพร้าวในยามเช้า

LM000837

พระอาทิตย์โผล่พ้นทิวเขาขึ้นมา เป็นภาพที่สวยงามมากๆ

LM000743

ก่อนจะพาไปชมไฮไลท์ช่วงพระอาทิตย์ตก เราจะพาไปทัวร์รอบๆ โรงแรมกันก่อนครับ

LM000860

ด้วยเนื้อที่ที่กว้างมากของโรงแรม และการตั้งของวิลล่าและห้องพักต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ตามเนินเขา ไล่ลงมาจนถึงบริเวณริมหาด ทำให้เราไม่สามารถเดินชมด้วยตัวเองได้ทั้งหมด วิธีการเดินชมโรงแรมของเราจึงต้องเรียกรถบัคกี้ให้พาไปที่จุดสูงสุดของโรงแรมก่อน นั่นก็คือบริเวณ Spa ซึ่งการจะมาใช้บริการ Spa ของที่นี่แนะนำให้โทรจองล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนมาเข้าพัก เพราะเต็มเร็วมาก โดยเฉพาะวันหยุด

IMG_8989

บริเวณทางเข้า BAAN THAI SPA by HARNN

LM000726

IMG_8990

บริเวณด้านในของ Spa อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างดี
(ไม่ได้เข้าไปถ่ายรูปด้านในให้ชม เพราะวันนั้นมีแขกเข้าใช้บริการเต็มทุกห้อง)

LM000738

บรรยากาศทางเดินระหว่างเดินลงจาก Spa

LM000731

เดินลงมาจาก Spa จะเจอสระว่ายน้ำ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าในโรงแรมมีสระว่ายน้ำทั้งหมด 6 สระด้วยกัน โดยสระแรกอยู่ที่บริเวณ Lobby ส่วนอีก 5 สระที่เหลือจะอยู่กระจัดกระจายไปในบริเวณต่างๆ ของโรงแรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แขกที่เข้าพัก จะได้ไม่ต้องเดินมาที่สระบริเวณ Lobby  และจะได้ไม่แอดอัดกันจนเกินไป โดยสระแรกที่เราแวะมาคือ Tawan Pool หรือ Yellow Pool

LM000739

เดินตามทางมาอีกหน่อย จะเจอสระที่สอง คือ Chantra Pool หรือ Orange Pool

LM000749

สระที่ 3 คือ Dara Pool หรือ Blue Pool เป็นสระที่เราชอบรองจากสระที่ Lobby เลย
เพราะว่าอยู่ในมุมที่ค่อนข้าง Private และได้เห็นวิวทะเลจากมุมสูงด้วย

IMG_9010

วิวทะเลจาก Blue Pool

LM000753

สระที่ 4 Sonthaya Pool หรือ Red Pool

LM000752

จากโซนที่พักบนเนินเขาหากมีแรงมากพอ สามารถเดินลงบันไดไปที่ชายหาดด้านล่างได้

LM000767

ระหว่างทางเดิน ก็แวะถ่ายรูปวิวทะเลสวยๆ ได้

LM000772

มองลงไปจะเจอส่วนของที่พักที่ติดกับชายหาด และสระว่ายน้ำอีกสระที่เราจะลงไปชมกัน

LM000848

สระว่ายน้ำสระสุดท้าย คือ Beach Pool อยู่ติดกับชายหาด สระนี้จะมีสระสำหรับเด็ก

IMG_9130

มองออกไปจาก Pool bed จะเห็นสระว่ายน้ำ Blend ไปกับหาดทรายและท้องทะเล

ic004

มองย้อนขึ้นไปจาก Beach Pool ก็จะเห็นห้องพักที่อยู่บนเนินเขาและ Lobby ด้านบน

IMG_9127

ด้านขวาของสระว่ายน้ำ เป็นร้านอาหาร “Flames” ร้านนี้จะเป็นอาหาร International นะครับ ถ้าจะสั่งอาหารไทยแนะนำร้านอาหาร “Amber” ซึ่งอยู่ใกล้กับ Lobby ไว้จะพาไปชมในภายหลังครับ

LM000846

LM000861

เดินถัดจาก Beach Pool ไปจะเจอกับ Private Pier เป็นสะพานไม้ทอดยาวออกไปในทะเล น่าเสียดายช่วงที่เราไปกำลังปิดปรับปรุงอยู่ เลยไม่ได้ขึ้นไปเก็บภาพมาให้ชมกัน

IMG_9133

ตรงข้ามกับ Private Pier จะเป็น Fitness Center ครับ มีเครื่องเล่นครบครัน ที่เด็ดกว่านั้นคือวิวจาก Fitness ครับ

IMG_9135

ออกกำลังกายไป ชมวิวทะเลไปด้วย

LM000851

นอกจากกิจกรรมใน Fitness แล้ว ยังสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ด้วย เช่น Paddle Board หรือพายเรือคายัค โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำการใช้งานให้ด้วย และที่สำคัญ  ฟรีทุกกิจกรรมครับ

LM000762

ชมบริเวณรอบๆ โรงแรมเสร็จแล้ว เราจะพากลับไปชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน
ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่กันครับ โดยระหว่างทางกลับจะเดินผ่านสะพานแขวนนี้ อย่าลืมแวะถ่ายรูปด้วยนะ

LM000791

“Air bar” ขอยกให้ที่นี่เป็นบาร์ที่วิวพระอาทิตย์ตกดีงามที่สุด นอกจากแขกที่เข้าพักจะมานั่งดื่มที่นี่ได้ แขกภายนอกก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้เช่นกัน ดังนั้น ควรโทรจองที่นั่งก่อนมาพักนะ ไม่งั้นจะพลาดได้ที่นั่งดีๆ แบบเรา

LM000795

LM000805

LM000804

IMG_9050

บรรยากาศดีแค่ไหนให้ภาพบรรยายแล้วกัน

LM000793

เนื่องจากที่นั่งตรง Air bar โดนจองเต็มหมดแล้ว เราเลยมานั่งทานมื้อเย็นที่ห้องอาหาร Amber ซึ่งอยู่ติดกัน ห้องอาหารนี้จะเสิร์ฟอาหารไทย และเป็นห้องอาหารที่เราจะมาทานมื้อเช้าที่นี่ด้วย

LM000803

LM000814

มื้อเย็นของเรา ระหว่างรอไปดื่ม Digestif  Cocktails ที่ Air bar

LM000819

20.30 –  22.30 เป็นเวลาที่เราสามารถใช้ Club benefits ที่ Air bar เพื่อสั่ง Digestif cocktails
และเซ็ทขนม + canapes มาทานแกล้มได้ฟรี สั่งกี่แก้วก็ได้ ดื่มกันให้คุ้มไปเลย

LM000818
Signature Cocktails

IMG_9117

ช่วงเช้า เราจะลงมาทานมื้อเช้าแบบ Buffet กันที่ห้องอาหาร Amber นะครับ โดยจะมีพนักงานมารอรับ Order อาหารและเครื่องดื่มพวกชา – กาแฟ และมีไลน์ Buffet ให้เราเดินเข้าไปสั่ง (ไม่ต้องตักเองนะ) ซึ่งถือว่าทางโรงแรมจัดการรักษาความสะอาดได้เป็นอย่างดี และทุกคนที่มาต้องใส่ Mask ก่อนเข้ามาด้านในด้วยนะ

IMG_9113

ไลน์ Buffet มีพนักงานคอยรับ Order และตักให้เรา สะดวกสบายมาก

IMG_9115

วันที่เราไปพักมื้อเช้ามีก๋วยเตี๋ยวด้วยนะ อยากใส่อะไรจัดเต็มแค่ไหน แจ้งพนักงานได้เลย

IMG_9119

มื้อเช้าของเรา

IMG_8966

จากประสบการณ์ที่เราได้ไปเข้าพักมา จะขอสรุปข้อดี – ข้อเสียของโรงแรม ดังนี้

ข้อดี

  1. วิวสวยมาก แค่เห็นวิวก็คุ้มค่าคุ้มราคาแล้ว
  2. การบริการและมารยาทของพนักงานทุกคนดีมาก มีความใส่ใจแขกที่เข้าพักดี ยิ้มแย้มแจ่มใสทุกคน
  3. ราคาตอนนี้คือคุ้มมากๆ รีบมากันเถอะก่อนที่ราคาจะกลับไปเป็นปกติ
  4. Club Benefits คือสิ่งที่คุ้มมาก หากยังไม่จองแนะนำให้จองห้อง Club แล้วใช้เวลาอยู่ในโรงแรมให้เต็มที่
  5. การตกแต่งโดยรวมสวยงาม คลาสสิค ดูดีมีชาติตระกูล
  6. มีความเป็นส่วนตัวสูง เหมาะแก่การมาพักผ่อน

ข้อเสีย

  1. การเดินทางภายในโรงแรมต้องเดินขึ้นลงเยอะ ผู้สูงอายุอาจเหนื่อยหน่อย แต่ยังดีที่มีรถบัคกี้ให้เรียกได้ตลอด
  2. บริเวณรอบๆ และใกล้เคียงโรงแรมมีความเป็นชนบท ไม่มีร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหารในละแวกนั้น ต้องขับรถออกมาพอสมควร
  3. อาหารในโรงแรมราคาค่อนข้างสูง

และนี่ก็คือภาพรวมทั้งหมดของ InterContinental Koh Samui Resort ซึ่งเรายกให้เป็น 1 ใน Top 10 โรงแรมที่เราชอบมากๆ อีกโรงแรมหนึ่ง หากมีโอกาส แนะนำว่าต้องลองไปพักสักครั้งนะครับ แล้วจะรู้ว่าการได้รับบริการที่ดีระดับ 5 ดาวนั้น เป็นอย่างไร แล้วพบกันใหม่ในรีวิวหน้านะครับ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและติดตามกันเสมอมาครับ


Shanghai Like Never Before : เซี่ยงไฮ้...ยังไงก็ต้องไปซ้ำ !

IMG_1359
“เซี่ยงไฮ้” มหานครสุดทันสมัยของประเทศจีน ที่มาเที่ยวครั้งเดียวยังไงก็เก็บไม่ครบ

ปีที่แล้วเราได้มาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ครั้งแรก และไล่เก็บ Landmark ที่ต้องไปอย่าง Disneyland / The Bund / Yuyuan Garden / ร้านอาหารและคาเฟ่เก๋ๆ พร้อมแนะนำ Tips ในการท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้ไว้ในรีวิวนี้  http://www.porsuke.com/2018/12/24/shanghaicafeguide

แต่เรากลับพบว่าเซี่ยงไฮ้ ยังมีสถานที่เที่ยว ที่ถ่ายรูปเก๋ๆ ให้ได้ตามเก็บอีกมากมาย เราจึงตั้งใจจะหาโอกาสมาซ้ำอีกรอบให้ได้
ทริปเซี่ยงไฮ้ 5 วัน 4 คืนครั้งนี้จึงเกิดขึ้น โดยมีจุดหมายหลักๆ คือ ไปที่ไหนก็ได้ ที่ไปแล้วต้องได้รูป!
รีวิวนี้เราจึงพาไปทั้งคาเฟ่, Museum, สถานที่เที่ยวทั้งที่ Mass และไม่ค่อย Mass มาเป็นไกด์ให้เพื่อนๆ ได้ไปตามรอยกัน
ที่สำคัญก็คือสามารถเดินทางไปได้สะดวกด้วย MRT ซึ่งราคาแสนจะถูก (ราคาต่อเที่ยวอยู่ที่ 3-8 หยวน ขึ้นกับระยะทาง)
และอย่าลืมออกกำลังกายเพื่อเตรียมกล้ามเนื้อขาไว้เดินกันด้วยล่ะ เพราะเดินเท่ียวชมวิวในเมืองมันเพลินมากๆ

LM105550

ส่วนการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ เราเลือกบินกับ Thai AirAsia X เพราะเขามีไฟล์ทบินตรงจากดอนเมืองไปเซี่ยงไฮ้ทุกวัน
และเวลาไฟล์ทขาไปก็ดีมาก เพราะออกเดินทางจากดอนเมืองช่วงดึก ไปถึงเซี่ยงไฮ้ตอนเช้าพอดี นั่ง MRT เข้าเมืองกันได้เลย
ที่สำคัญก็คือ ราคาประหยัด เพราะเขามีโปรโมชั่นให้ได้จองอยู่เรื่อยๆ

นอกจากนี้ Thai AirAsia และ Thai AirAsia X ยังมีเส้นทางบินตรงไปเมืองต่างๆ ของประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นปักกิ่ง ฉงชิ่ง เทียนจิน ฉางซา และอื่นๆ อีกมากมายให้เพื่อนๆ ได้ไป Explore เมืองจีน ที่ไปเที่ยวเมื่อไร ก็ตื่นตาตื่นใจได้ทุกครั้ง  สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.airasia.com

sh01

Waibaidu Bridge

หลังจากเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมแล้ว จุดหมายแรกที่เราเลือกไปคือ Waibaidu Bridge ซึ่งเป็นจุดชมวิวหอไข่มุกอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวและช่างภาพนิยมไปถ่ายภาพ ช่วงเวลาที่นิยมคือช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกยาวไปจนถึงช่วงกลางคืนที่หอไข่มุกเปิดไฟ แต่เราจำเป็นที่จะต้องมาจุดนี้ในช่วงเช้า ก็สวยงามไปอีกแบบ เสียดายที่วันนั้นฟ้าไม่เปิด บรรยากาศเลยดูอึมครึมไปหน่อย

การเดินทาง : MRT Tianting Road Exit 3 เดินต่ออีกประมาณ 500 เมตร

LM105281

บรรยากาศรอบๆ Waibaidu Bridge ก่อนพระอาทิตย์ตก

LM105306

% Arabica Shanghai Roastery

ร้านกาแฟสัญชาติญี่ปุ่นที่เราชอบมากๆ อีกร้านหนึ่ง ในเซี่ยงไฮ้มีหลายสาขา แต่เราเลือกมาที่สาขานี้เนื่องจากเป็นสาขาใหญ่และเป็นโรงคั่ว ตั้งอยู่ชั้นล่างของตึก Rockbund Art Museum เป็นอีกสาขาที่ตกแต่งแบบ Minimal แต่มี Space ที่สวยงามลงตัวดี ใกล้ๆ กันมีร้าน  Horiguchi Coffee กาแฟสัญชาติญี่ปุ่นที่มีสาขาในต่างประเทศน้อยมากๆ อีกหนึ่งร้าน สามารถแวะไปชิมกันได้ (แต่เตือนไว้ก่อนว่าราคาค่อนข้างสูงพอสมควรนะ)

การเดินทาง : MRT East Nanjing Road (Exit 6) หรือเดินต่อมาจาก Waibaidu Bridge ได้ (ระยะทางประมาณ 300 เมตร)

LM104520

Interior ของร้านยังคงเอกลักษณ์ด้วยการใช้สีไม้โอ็คและสีขาวเป็นหลัก

LM104523

sh02

บรรยากาศด้านนอกร้านในช่วงกลางวัน

LM104585

The Bund

Landmark ที่ไม่แวะมาก็คงเหมือนมาไม่ถึงเซี่ยงไฮ้ ครั้งก่อนเราไปเที่ยว The Bund ในช่วงเย็นวันอาทิตย์ ซึ่งไม่ประทับใจอย่างแรงเพราะคนเยอะมากๆ ขนาดปิดถนนให้เดินก็ยังคนแน่นจนรู้สึกไม่โอเคสุดๆ ครั้งนี้เราแวะมาแถวนี้พอดีในช่วงกลางวัน(วันธรรมดา) แล้วเพื่อนที่มาด้วยก็เพิ่งมาเซี่ยงไฮ้ครั้งแรก จึงถือโอกาสพามาเช็คอินที่นี่ซะหน่อย บรรยากาศในช่วงสายๆ จนถึงกลางวันแบบนี้เราว่าดีเลยนะ คนไม่จอแจมาก เดินเล่นถ่ายรูปได้เพลินๆ หรือจะมาอีกช่วงหนึ่งก็คือตอนมืดไปเลย คนอาจจะเยอะกว่านี้หน่อยแต่ไม่แย่เท่าช่วงเย็นแน่นอน และถ้าหลีกเลี่ยงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้ ก็จะชิลขึ้นเยอะเลยแหละ

การเดินทาง : MRT East Nanjing Road (Exit 7)

sh03

วิวหอไข่มุกบริเวณ The Bund ในช่วงกลางวันและยามค่ำคืน สวยงามไปคนละแบบ

LM104560

วิวริมแม่น้ำตรง The Bund เห็นตึกเรียงรายที่ฝั่งตรงข้ามเป็น Landmark ให้ถ่ายรูป
จุดนี้ใช้เลนส์มุมกว้าง หรือ ultrawide ในมือถือถ่ายก็จะเก็บภาพมุมสวยๆ แบบนี้ได้

sh04

บรรยากาศ The Bund ในยามค่ำคืน

sh05

Small company coffee

เห็นรูปคาเฟ่นี้ใน Instagram ครั้งแรก ก็ตั้งใจเลยว่าต้องแวะมา แม้ว่าร้านจะเล็กไปหน่อย แต่ก็มีมุมให้ถ่ายรูปได้ตั้งแต่หน้าร้าน
แถมในย่านนี้ใครที่ชอบร้านอาหารเก๋ๆ,  Select shop และสาวก FREITAG คงฟินมากเพราะมีช็อปให้ได้แวะช็อปอยู่ไม่ไกลจากคาเฟ่ด้วย

การเดินทาง : Jing’an temple (Exit 8) เดินต่อมาประมาณ 300 เมตร ร้านอยู่ชั้นล่างของตึก Yidian Julu Business Park ใกล้ๆ กันจะเป็นโซนที่รวมร้านอาหารและบาร์ให้นั่งชิลได้ ด้านหลังตึกมีร้าน Freitag

LM104629

บรรยากาศภายในร้าน แนะนำให้มาแต่เช้าเพราะคนจะได้ไม่เยอะ (ร้านเล็กสมชื่อเลยจ้า)

LM104652

Himalayas Center

ขอยกให้ที่นี่เป็น A Must ของคนที่รักการชมงาน Architect เท่ๆ และสายถ่ายรูป เพราะตึกนี้แค่ดีไซน์ก็ชนะขาดแล้ว นอกจากนี้ด้านในของตึกยังมี Museum ซึ่งช่วงที่เราไปมีงานหนึ่งที่น่าสนใจจัดขึ้นพอดี เดี๋ยวจะพาแวะไปชมกันคร่าวๆ แต่ถ้าหากใครสนใจจะมาที่นี่แนะนำว่าให้ลองเช็คกับ website ก่อนว่ามีงานที่น่าสนใจจัดแสดงด้วยหรือเปล่า เพราะจะได้มาเที่ยวคุ้มค่าหน่อย (เพราะแอบไกลจากตัวเมืองอยู่เหมือนกันนะ)

การเดินทาง : MRT Huamu Road (Exit 3)

sh07

มุมถ่ายรูปที่มาถึงแล้วต้องถ่าย ถ้าหาไม่เจอเอารูปให้ยามดูได้เพราะมันต้องเดินขึ้นตึกมาสัก 2-3 ชั้น หายากนิดนึง

LM104705

Exhibition ที่จัดใน Museum งานที่เราเลือกเข้าชมคือ “Expect the Unexpected” โชคดีมากที่มาทันงานวันสุดท้ายพอดี

LM104722

Exhibition นี้ถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับงานของ Teamlab ของญี่ปุ่นนั่นแหละ
เป็น Digital Art ที่เล่นกับการใช้แสง สี เสียง และที่สำคัญคือถ่ายรูปออกมายังไงก็สวย

LM104843

ห้องนี้จะเป็นฉากหลังสีดำ แล้วมีดวงไฟฉายให้ความรู้สึกเหมือนดวงดาวหมุนวนอยู่บนท้องฟ้าในยามค่ำคืน

sh06

ห้องนี้เป็น Hi-light ของงาน เป็นจอ LCD ติดตั้งไว้รอบๆ ห้องและมีพื้นเป็นกระจกสะท้อนแสงสีที่ Random ฉายไปเรื่อยๆ

LM104975

S.ENGINE Coffee (West Nanjing)

คาเฟ่สัญชาติจีนที่ครั้งก่อนเราได้แวะไปอีกสาขาหนึ่งแถว South Huangpi Road แต่ที่เราเลือกมาสาขานี้เพราะ Interior สวยดี ด้านในที่เป็นวงกลมสีขาวเรียงๆ กันไปรอบๆ ร้านชั้น 2 และ Counter bar ที่อยู่ตรงกลางที่ชั้นล่างของร้าน แถมคุมโทนร้านด้วยสีขาว เขียว และชมพูพาสเทล ส่วนเมนูกาแฟและชาของสาขานี้ก็มีเหมือนสาขาอื่นๆ ราคาค่อนข้างสูงหน่อยแต่รสชาติอร่อยดี

การเดินทาง : MRT West Nanjing station (Exit 3)

sh08

LM105044

Yu Garden

อีกหนึ่ง Landmark ของเมืองเซี่ยงไฮ้ที่ได้บรรยากาศ Traditional Chinese แบบเต็มๆ หากใครกลัวเพื่อนไม่รู้ว่ามาเที่ยวประเทศจีน แนะนำให้มาถ่ายรูปเช็คอินที่นี่ เพราะเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องแบบจีนเต็มไปหมด ไล่ตั้งแต่โซนด้านหน้าที่เป็นร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ ไล่มาจนถึงศาลากลางน้ำด้านหน้าทางเข้าสวน ซึ่งครั้งก่อนเราได้เข้าไปในสวนแล้ว คราวนี้เลยเดินเล่นเฉพาะด้านนอกพอ

โชคดีที่โรงแรมที่พักของเราสามารถเดินมาที่นี่ได้ เราจึงถือโอกาสเดินมาตั้งแต่เช้า เพราะจะได้หลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวที่มักจะมากันอย่างเนืองแน่นในช่วงสาย ทำให้ได้สัมผัสบรรยากาศสบายๆ ยามเช้าของที่นี่ มี Space ให้ได้เดิน และหยุดพักชมความสวยงามรอบตัวได้

การเดินทาง : MRT Yuyuan Garden (Exit 1)

LM105062

ศาลากลางน้ำด้านหน้า Yu Garden ภายในเป็นร้านชา
แนะนำให้สั่งชาแล้วขึ้นไปนั่งชมวิวที่ชั้น 2 บรรยากาศดีมาก

LM105069

บรรยากาศในย่านการค้าหน้า Yu Garden ช่วงเช้า

LM105086

Nanxiang Steamed Bun ร้านเสี่ยวหลงเปาที่เขาบอกกันว่ามา Yuyuan Garden ต้องแวะ
ช่วงเช้าๆ แบบนี้ไม่มีคิว เลยได้ลองซื้อมาชิมกับเขาบ้าง อร่อยสมคำร่ำลือ

sh11

METAL HANDS

ขอยกให้คาเฟ่นี้เป็นคาเฟ่ที่เราชอบที่สุดในทริปนี้แล้วกัน เพราะมีความลงตัวทุกอย่างทั้งดีไซน์ของร้าน บรรยากาศ และที่สำคัญคือรสชาติของกาแฟ โดยเฉพาะ Dirty ของร้านนี้ที่เราว่ามันดีมากกก ต้องบอกว่าเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองคาเฟ่อีกเมืองที่มีความน่าสนใจไม่แพ้โตเกียวและโซลเลยแหละ สาย Cafehopping ที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศลองมา hop ที่เซี่ยงไฮ้ดู รับรองไม่ผิดหวัง

การเดินทาง : MRT Middle Huahai Road (Exit 1)

sh10

บรรยากาศภายในร้าน

LM105144

LM105185

China Art Museum

ตึกสีแดงสไตล์จีนที่เราเห็นครั้งแรกใน Instagram ก็รู้สึกสะดุดตามาก ใครที่ชอบถ่ายภาพ ชม Architect อลังการณ์ควรแวะมาเช็คอินอย่างยิ่ง เสียดายที่เราไปในวันที่ Museum ปิดพอดีเลยได้แต่หามุมถ่ายภาพเล่นที่ด้านนอกของอาคาร แนะนำว่าถ้าอยากเก็บภาพตึกให้ครบๆ ควรพกเลนส์ Ultrawide มาด้วยนะ

การเดินทาง : MRT China Art Museum (Exit 3)

LM105269

ใช้เลนส์ Ultrawide ก็จะได้มุมประมาณนี้

LM105276

ฝั่งตรงข้ามกับ Museum จะมีห้างเล็กๆ อยู่ บนชั้นดาดฟ้าของห้างก็มีมุมสวยๆ ให้ได้เก็บภาพด้วย

LM105411

LM105352

Zhujiajiao

ถ้าจะให้นิยาม Zhujiajiao ก็คงจะเป็นตลาดน้ำแบบ Traditional Chinese ที่มีขนาดใหญ่ และมีร้านค้าร้านอาหารหลากหลายให้ได้เดินช็อปกันเพลินๆ ส่วนสายถ่ายภาพ ที่นี่ก็เป็น Location ที่มีมุมสวยๆ หลายมุมให้ได้แวะ และหากใครมีเวลาจะเช่าเรือนั่งชมตลาดก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ ที่นี่จะอยู่ห่างจากตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ แต่ก็ถือว่าเดินทางสะดวกสบายเมื่อเทียบกับตลาดน้ำที่อื่นๆ เพราะมีรถไฟ MRT ไปถึง ข้อเสียอย่างก็คือที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะถ้าเป็นวันหยุด ดังนั้นควรเลี่ยงมาเที่ยววันธรรมดา และออกมาเที่ยวตั้งแต่เช้าจะชิลกว่ามากๆ

การเดินทาง : MRT Zhujiajiao (Exit 1) ต่อรถบัสสาย 1510 หรือสามล้อ คันละ 20 หยวน นั่งได้ 2 คนต่อคัน หรือถ้าถึกทนแบบเรา จะเดินไปก็ได้ชิลๆ ประมาณ 20 นาทีก็ถึง

LM105344

บนรถไฟสายที่ไป Zhujiajiao คนไม่มากนักในวันธรรมดา แสงและสีบนรถไฟก็ดูพาสเทลน่ารักดี

LM105348

ถนนบริเวณปากทางเข้าตลาด มีร้านค้าร้านอาหารมากมาย

LM105353
LM105376

บรรยากาศภายในตลาด บริเวณริมคลอง

LM105381

LM105358

บรรยากาศทางเดินภายในตลาด

sh12

LM105409

พอช่วงสายๆ คนก็จะเร่ิมพลุกพล่านมากขึ้น นี่ขนาดวันธรรมดานะ

LM105432

Lujiazui

โซนนี้คือฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับ The Bund บรรยากาศโดยรอบจะเป็นตึกสูงดูทันสมัย มีออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า และตึกสูงหลายๆ ตึกที่ติดอันดับโลก รวมถึงหอไข่มุกที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองเซี่ยงไฮ้

การเดินทาง : MRT Lujiazui

LM105530

Lujiazui ในยามค่ำคืน

LM105443

Shanghai Tower

ตึกสูงอันดับสองของโลกซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้ายก่อนปิดทริปครั้งนี้ของเรา ด้วยความที่ครั้งก่อนเวลาไม่เอื้ออำนวย ทำให้ไม่ได้ขึ้นไปชมวิวเซี่ยงไฮ้จากมุมสูง ทริปนี้จึงตั้งใจว่าจะต้องขึ้นมาชมวิวบนตึกนี้ให้ได้ โดยตึก Shanghai Tower นี้อยู่แถว Lujiazui ซึ่งเป็นย่านที่มีตึกสูงๆ มากมายอย่างที่ได้กล่าวไว้ แต่ความพิเศษของที่นี่ที่เราต้องขึ้นมาชม ก็เพราะตึกนี้สูงที่สุดในย่านนี้แล้วแหละ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ตั้งใจจะมาชมวิวบน Observation Deck ของ Shanghai Tower ถ้าไม่อยากต่อคิวซื้อตั๋วก็สามารถซื้อล่วงหน้าได้จาก Klook Application ราคาถูกกว่าซื้อที่นี่ และไม่ต้องมารอนาน แต่เนื่องจากแพลนของเรายังไม่แน่นอน เพราะการมาขึ้นตึกนี้ก็ต้องดูฟ้าฝนด้วย เลยคิดว่ามาซื้อที่หน้างานเอาแล้วกัน ซึ่งก็โชคดีที่คิวไม่ยาวมากอย่างที่คิด

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาชมวิวที่นี่คือช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก และอยู่ต่อจนถึงตอนค่ำที่ตึกต่างๆ เริ่มเปิดไฟ ก็จะได้บรรยากาศทั้งสองแบบ

การเดินทาง : MRT Lujiazui (Exit 6)

LM105458

LM105451

บรรยากาศบน Observation Deck

sh13

มุมนี้มองเห็นหอไข่มุกและฝั่ง The Bund

LM105450

LM105454

มุมสูงของเมืองเซี่ยงไฮ้ น่าเสียดายที่ว่าไม่เปิดและมีหมอกบังทัศนียภาพพอสมควร

LM105507

ปิดท้ายกันด้วยวิวยามค่ำคืนจาก Shanghai Tower

และนี่ก็คือสถานที่ที่เราได้ไปมาในทริปเซี่ยงไฮ้ครั้งที่ 2 ของเรา มารอบนี้เราก็ยังตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจไปกับเซี่ยงไฮ้เหมือนเดิม แม้จะผ่านไปปีเดียวจากครั้งก่อน แต่เซี่ยงไฮ้ก็ยังคงมีอะไรใหม่ๆ ให้เราไปแวะชม แวะเที่ยวได้เสมอ หลังจากเรากลับมาไม่นานนักก็เพิ่งจะมี Teamlab เปิดใหม่ เป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรเหมือนกับ Teamlab Borderless ที่โตเกียวเลยแหละ ซึ่งเราก็ตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาส ก็คงจะต้องกลับมาเซี่ยงไฮ้อีกแน่นอน และที่สำคัญก็คือ เราอยากให้เพื่อนๆ ได้ไปลองเปลี่ยนบรรยากาศจากเกาหลี ญี่ปุ่น มาเท่ียวเซี่ยงไฮ้ดูบ้าง

หวังว่าอ่านรีวิวนี้จบ จะได้ไอเดียไปชักชวนเพื่อนฝูง แล้วจองตั๋วไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้กันนะครับ


Srinaman - พักกาย พักใจ กับที่พักกลางทุ่งนาที่เมืองน่าน

OverProject 4

ถ้าจะให้แนะนำจังหวัดที่น่าเที่ยวในช่วงฤดูฝนแบบนี้ “น่าน” เป็น 1 ในตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่เราอยากแนะนำให้มา เพื่อจะได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์บนยอดดอย วิถีชีวิตที่สงบ เนิบช้า ผู้คนใจดี และที่สำคัญช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ทุ่งนาเขียวขจี เหมาะแก่การมาถ่ายรูปมากที่สุด

ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้มาเที่ยวจังหวัดน่าน ก่อนไปเราจึงหาข้อมูลเกี่ยวกับที่พักที่น่าสนใจในจังหวัด และเราก็มาสะดุดตากับ “ศรีนาม่าน” ที่พักที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาในอำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน ที่ใครมาพักก็ต้องได้รูปสวยๆ กลับไปอวดเพื่อนอย่างแน่นอน

LM102816

แต่ที่นี่ไม่ได้สวยแค่รูป เพราะสิ่งที่เราสัมผัสได้ตั้งแต่มาถึงและตลอดการเข้าพัก คือ ความใส่ใจของเจ้าของและพนักงาน การบริการที่เรียกว่า “เกินคาด” และชอบที่เขา “คิด” มาแล้วในทุกๆ รายละเอียดว่าทำอย่างไรให้แขกที่มาพักกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกประทับใจและทำให้อยากกลับมาพักที่นี่อีก เราจึงอยากมาแนะนำ “ศรีนาม่าน” ให้ได้รู้จัก และหาโอกาสไปสัมผัสความน่ารักของที่นี่สักครั้ง

ถ้าอยากรู้ว่าที่นี่มีดียังไงบ้าง…ตามไปอ่านกันได้เลยครับ

sr01

ความประทับใจแรกตั้งแต่มาถึงที่นี่…

มีพนักงานไปรอต้อนรับตั้งแต่ที่รถ เดินมาที่ Lobby ก็มี welcome drink เป็นน้ำอัญชันน้ำผึ้งมะนาวโซดา เพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี เราได้เจอกับพี่พร พนักงานที่เป็นผู้ดูแล มาทักทายและแนะนำที่พักให้ เราเลือกพักห้องฮันนีมูน พูลสวีท 1 ราคา 5,500 บาท (ราคานี้สำหรับ 2 คน ถ้าเสริมเตียงเพิ่ม 1,500 บาท) ซึ่งพี่พรได้แจ้งเราว่าจะมี Afternoon tea set / อาหารเย็น /อาหารเช้า ไปเสิร์ฟให้ที่ห้อง โดยเขาจะให้เราเลือกเมนูอาหารตั้งแต่ตอนเช็คอินเลย

นอกจากนี้ยังมี Amenities Set ที่พิเศษมากๆ เพราะที่นี่เขาทำ Amenities เอง แต่ละ Set ประกอบไปด้วยสบู่ แชมพู โลชั่น และ Gel bath ที่เอาไว้ใส่อ่างอาบน้ำ มีให้เลือกทั้งหมด 4 กลิ่น และมี Tester ให้ได้ลองเพื่อเลือกกลิ่นที่ชอบ

LM102777

เช็คอินเรียบร้อย พี่พรก็พาเราเดินเข้าไปที่ห้องพักของเรา จุดที่สองที่เราจะผ่านเข้ามาคือส่วนของ Restaurant ที่สามารถมานั่งจิบ Afternoon tea หรือทานอาหารได้ (สำหรับห้องพักแบบอื่นๆ)  แต่เราไม่ได้มาทานที่นี่ เพราะห้องพูลสวีทเขาจะเอาไปเสิร์ฟให้ถึงที่เลย  VIP สุดๆ

LM102857

ด้านล่างของส่วน Rastaurant นี้ จะเป็นที่เตรียมอาหารของพนักงาน
และมีชุดชาวเหนือให้แขกที่มาพักแวะมายืมชุดไปใส่ถ่ายรูปได้

LM102842

ขึ้นมาบนชั้น 2 ของ Restaurant จะเป็นส่วนที่ให้แขกที่เข้าพักมานั่งทานอาหาร จิบชาได้
จิบไปชมวิวสวยๆ แบบนี้ไป มันดีมาก

LM102852

ทางเดินภายในที่พักจะเป็นไม้ไผ่มาสานกันแบบนี้ ได้ฟีลที่ดีกลมกลืนไปกับธรรมชาติ

LM102854

ส่วนนี้สามารถมาถ่ายรูปได้ และช่วงอาหารเย็นแขกที่เข้าพักก็สามารถมานั่งทานอาหารเย็นที่นี่ได้เช่นกัน

LM102799

เดินมาถึงบริเวณหน้าห้องพักของเรา มีเจ้าถิ่นเดินมาส่งด้วย

LM102790

และนี่คือห้องฮันนีมูน พูลสวีท 1 ที่เราจะพักในคืนนี้
ด้านนอกมีสระว่ายน้ำ ด้านขวาเป็นเถียงนาที่เขาจะเอาเซ็ท Afternoon tea และอาหารอีก 2 มื้อมาเสิร์ฟที่นี่

LM102780

บรรยากาศด้านในห้องพัก

LM102786

ภายในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำที่เปิดหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวทุ่งนาเขียวๆ
สามารถแจ้งพนักงานให้มาช่วยตีฟองในอ่างอาบน้ำได้ด้วย

LM102798

เดินมาที่เถียงนา ชั้นล่างมีชิงช้าให้ไกวเล่น ชมวิวทุ่งนาเพลินๆ

LM102805

ขึ้นมาบนชั้นสอง จุดนี้เอาไว้นอนเล่น ถ่ายรูป พลางจิบชาไปด้วย วิวดีมาก ถ่ายรูปกันรัวๆ

LM102814

อีกฝั่งของเพียงนาชั้น 2 เอาไว้นั่งทานข้าว ชมพระอาทิตย์ตก โรแมนติกมาก

sr02

เซ็ท Afternoon Tea ของเรา เสิร์ฟมาในกรงนก น่ารักเชียว
ปล.อันนี้ไม่ต้องจ่ายเพิ่มนะ รวมอยู่ในราคาห้องพักแล้ว

LM102935
LM102912

จิบชา พักขาจนหายเมื่อยแล้ว ก็ได้เวลาออกไปถ่ายรูปกัน
มุมถ่ายรูปเยอะมาก ถ่ายไว้เอามาลง Instagram ได้เป็นเดือนๆ

sr03

มาช่วงฤดูฝน ก็จะได้วิวทุ่งนาเขียวๆ แบบนี้ เห็นแล้วสดชื่น

LM102923

Costume เมืองเหนือไม่ได้มีแต่ของผู้หญิง ชุดผู้ชายก็มีให้ยืมนะ หนุ่มๆ ไม่ต้องน้อยใจ
sr04

เจ้าถิ่นอีกตัวมานั่งเล่นกับเราระหว่างถ่ายรูปด้วย น้องชื่อสเตฟาน น่ารัก นุ่มนิ่มมาก

LM102954

ได้เวลามื้อเย็น พนักงานก็นำเซ็ทอาหารเหนือที่เราสั่งไว้มาเสิร์ฟที่เถียงนาชั้น 2
แถมจัด Prop มาให้ได้ถ่ายรูปเต็มที่ รสชาติอร่อย ที่สำคัญคือเติมได้ไม่อั้น

sr05

อิ่มแล้วได้เวลามาแช่น้ำ ก่อนแช่ก็เรียกพนักงานให้มาช่วยตีฟองในอ่างให้
แล้วโพสท่าจิบไวน์ถ่ายรูปอวดเพื่อนเก๋

LM102992

ตื่นเช้าออกมาถ่ายรูปกับทุ่งนาก่อนกลับซะหน่อย

sr06

ปิดท้ายก่อนกลับด้วยอาหารเช้า ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะทานที่เถียงนา หรือจะทานในสระว่ายน้ำ แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ เลยต้องเลือกให้มาเสิร์ฟที่เถียงนาเหมือนตอนมื้อเย็น

ตอนเช็คอินเขาจะให้เราเลือกเมนูอาหารที่เป็นเมนูหลักก่อน มีให้เลือก เช่น ข้าวต้มหมู, สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า, ไข่ข้น ให้เลือกได้คนละ 1 อย่าง และจะมีเมนูเสริม เช่น ขนมครก ข้าวเหนียวหน้าสังขยา ผลไม้ ซุป ขนมปัง ฯลฯ ขอเติมได้เช่นเคย เรียกได้ว่ากินกันจนอิ่มเลยแหละ

และนี่ก็คือความประทับใจที่เรามีต่อ “ศรีนาม่าน” หากเพื่อนๆ ไปเที่ยวน่าน ลองหาโอกาสไปพักกันดูสักครั้งนะครับ
แนะนำให้จองที่พักตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจำนวนห้องมีไม่มาก สามารถจองโดยตรงกับทาง Facebook Page ของที่พักได้เลย

ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านรีวิวกันนะครับ แล้วไว้เจอกันใหม่โอกาสหน้า …


Kyushu into the wild : ขึ้นเขา เข้าป่า พาเที่ยวคิวชูฤดูร้อน

OverProject 3

ไปเที่ยวญี่ปุ่นตามเมืองยอดนิยมอย่าง Tokyo, Osaka, Sapporo มาก็เยอะแล้ว
ทริปนี้เราจะพาทุกคนหลีกหนีความวุ่นวาย ไปสัมผัสกับธรรมชาติสวยๆ ที่ภูมิภาค Kyushu กันบ้าง
โดยที่เที่ยวหลักๆ ที่เราจะพาไปในทริปนี้อยู่ที่จังหวัด Kumamoto, Miyazaki และ Oita
รับรองว่าแต่ละที่มีมุมเด็ดๆ ให้ได้ไปถ่ายรูปสวยๆ กลับมาอย่างแน่นอน

และความพิเศษสุดๆ ของทริปนี้ก็คือ เราได้นั่งไฟลท์ปฐมฤกษ์ของสายการบิน Thai AirAsiaX
ที่ทำการบินตรงสู่เมือง Fukuoka เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา
ทำให้เราสามารถเดินทางไปเที่ยวภูมิภาค Kyushu ได้อย่างสบายๆ และประหยัดมากกว่าเดิม

ถ้าอยากรู้ว่า Kyushu ในช่วงฤดูร้อน มีที่เที่ยวที่ไหนน่าสนใจบ้าง
ตามไปอ่านกันได้เลยครับ…

DSC03796

ขับรถ ชมวิวภูเขาไฟ Aso ภูเขาไฟชื่อดังของภูมิภาคคิวชู

DSC03250

เดินเล่นถ่ายรูปที่สวน Suizenji สวนสวยกลางเมือง Kumamoto

DSC03141

เอาใจสาย Cafehopping ด้วยคาเฟ่เท่ๆ กาแฟดีๆ ที่ควรแวะชิม

DSC03064

ทริปนี้เป็นการเดินทางที่ฉุกละหุกมากครับ เพราะเราได้ตั๋วก่อนออกเดินทางเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น เนื่องจากเราจะได้เดินทางไป Fukuoka ด้วยไฟลท์ปฐมฤกษ์ของสายการบิน ThaiAirAsiaX ซึ่งเริ่มทำการบินไฟลท์แรกในวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยจะทำการบิน 4 ไฟลท์ / สัปดาห์ ทำให้เราสามารถเดินทางไปเที่ยวในภูมิภาคคิวชูได้ง่าย เพราะเป็นไฟลท์บินตรง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงเท่านั้น และที่สำคัญก็คือ ราคาประหยัดเหมาะกับคนชอบเที่ยวอย่างเรามากเลยล่ะ

พอเดินทางมาถึงสนามบิน Fukuoka ก็ได้รับการต้อนรับไฟลท์ปฐมฤกษ์ด้วยป้ายนี้…

DSC03063

สำหรับไฟลท์ปฐมฤกษ์นี้ ทางสนามบิน Fukuoka ก็เตรียมมุมถ่ายรูปและของที่ระลึกมอบให้กับผู้โดยสารที่เดินทางในไฟลท์นี้ทุกท่านด้วยครับ เป็นการต้อนรับที่น่ารักและอบอุ่นดีจริงๆ

รายละเอียดวันและเวลาที่มีไฟลท์บินตรงสู่ Fukuoka

ดอนเมือง – Fukuoka : 23.40 น. – 7.00 น. (ของวันถัดไป ตามเวลาของญี่ปุ่น)
Fukuoka – ดอนเมือง : 7.45 น. – 11.45 น.

จะเห็นได้ว่าไฟลท์ขาไป เวลาดีงามมาก เพราะบินดึกถึงเช้า ถึงปุ๊บออกเที่ยวต่อได้เลย
ส่วนไฟลท์ขากลับแม้จะเป็นไฟลท์เช้า แต่ด้วยความที่สนามบินอยู่ใกล้กับตัวเมืองมาก หากพักที่โรงแรมแถวสถานี Hakata สามารถนั่ง Subway รอบเวลา 5.55 น. ซึ่งเป็นรอบแรกของวัน ใช้เวลาเพียง 5 นาที มาถึงสนามบินอาคาร Domestic แล้วต่อ Free Shuttle Bus ไปยังอาคาร International (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) หรือถ้าอยากสะดวกและไม่ห่วงเรื่องงบ ก็นั่ง Taxi มาได้เลยครับ

สิ่งที่อยากจะเตือนสำหรับไฟลท์เช้าแบบนี้ ก็คือ

  • บริเวณแสกนกระเป๋าเพื่อผ่าน ตม. เปิดทำการเวลา 6.45 น. ดังนั้น Check-in เสร็จแล้ว ควรไปต่อแถวรอเข้าเลยครับ ไม่อย่างนั้นคิวจะยาวมาก เดี๋ยวจะตกเครื่องได้
  • ร้านอาหารในสนามบินส่วนใหญ่เปิดเวลา 7.30 น. ถึงผ่านด่าน ตม. เข้ามาแล้วด้านในมี Minimart เล็กๆ ที่เปิดอยู่ที่เดียว ถ้าซื้ออาหารพกติดตัวมาได้ ก็จะดีครับ ยกเว้นถ้าซื้ออาหารบนเครื่องไว้ก็รอไปทานบนเครื่องได้เลย

DSC03069

ด้านหน้าสถานี JR Kumamoto

จากสนามบิน Fukuoka เข้าเมืองสะดวกที่สุดโดยการใช้ Subway ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น
เพียงแต่ว่าเราต้องนั่ง Shuttle bus จากอาคาร International ไปยังอาคาร Domestic ก่อน (นั่งฟรีครับ) แล้วค่อยต่อ Subway เข้าไปที่สถานี Hakata (ค่า Subway 260 เยน)

แต่ทริปนี้เราจะไม่ได้เที่ยวใน Fukuoka (อ้าว) สถานี Hakata เลยเป็นแค่ทางผ่านของเรา
เพราะเราจะเดินทางด้วย Shinkansen ต่อไปที่จังหวัด Kumamoto ครับ ใช้เวลาเดินทางจากสถานี Hakata ประมาณ 40 นาทีเท่านั้น
เราเลือกใช้ JR North Kyushu Pass แบบ 3 วัน ราคา 8,500 เยน ซึ่งแนะนำว่าควรซื้ออย่างยิ่งหากเดินทางด้วย Shinkansen
เพราะค่า Shinkansen ไป – กลับ ก็เกือบจะเกินค่า JR Pass ไปแล้ว อีกอย่างก็คือเราสามารถใช้เป็นส่วนลดในการเข้าสถานที่ท่องเที่ยวบางจุดได้ด้วยนะ

IMG_E668E8D0DD48-1

ถึงสถานี Kumamoto ก็เจอกับเจ้าถิ่นอย่าง Kumamon มารอต้อนรับเราด้วย

DSC03085

การเดินทางท่องเที่ยวในตัวเมือง Kumamoto ที่สะดวกสบายที่สุดคือการนั่งรถรางครับ
รถรางที่นี่จะมี 2 สาย คือ สีแดง (A-Line) และ สีฟ้า (B-Line)
ด้านหน้าสถานี JR Kumamoto จะมีเฉพาะสายสีแดงเท่านั้น ซึ่งสายนี้ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างปราสาท Kumamoto, สวน Suizenji หรือจะแวะไปพบปะ Kumamon ที่ Kumamon Square ก็ได้เช่นกัน ค่ารถเหมาจ่ายรอบละ 170 เยน

DSC03081

ถ้าแพลนเที่ยวต้องนั่งรถราง 3 เที่ยวขึ้นไป แนะนำให้ซื้อ Kumamoto City Tram 1 Day Pass ราคา 500 เยนไปเลยครับ คุ้มและสะดวกมาก
สามารถซื้อได้ที่ Information Center ด้านในสถานี JR Kumamoto

DSC03088

บรรยากาศภายในรถราง

fuk01

Gluck Coffee Spot

นั่งรถรางสายสีแดงมาลงที่ป้ายเบอร์ 11 (Torichosuji) แล้วเดินต่อเข้าไปในซอยอีกประมาณ 300 เมตร จะเจอคาเฟ่ที่ด้านหน้าร้านตกแต่งด้วยไม้สีเข้มๆ ให้อารมณ์ขรึมๆ นิ่งๆ ดูน่าค้นหาอย่างร้าน Gluck Coffee Spot ตอนหาข้อมูลร้านกาแฟในเมือง Kumamoto ร้านนี้เป็นร้านที่มีคนลงรูปเยอะที่สุด เลยค่อนข้างมั่นใจว่าที่นี่ต้องมีอะไรดีๆ แน่นอน และก็ไม่ผิดหวังที่ได้แวะมา

DSC03137

เข้ามาด้านในร้านชั้น 1 จะเจอกับเคาน์เตอร์สำหรับสั่งกาแฟ และบาร์ให้นั่งจิบกาแฟและสนทนากับบาริสตาได้อย่างใกล้ชิด

DSC03104

เราเลือกสั่ง Iced drip Coffee ไป ซึ่งทางร้านจะมีเมล็ดให้เราเลือกประมาณ 3-4 อย่าง
ส่วนคนที่ไม่ดื่มกาแฟก็มีเมนู Non-Coffee ให้สั่งอยู่นะ มีขนมด้วย

DSC03136

ชั้น 2  ของร้านจะมีที่นั่งเยอะกว่า และจัดได้ดูโปร่งโล่งดี
โชคดีมากที่ตอนเราไปไม่มีคนเลย

DSC03120

ระหว่างรอกาแฟก็มีมุมให้ถ่ายรูปเล่นได้

DSC03116

Iced drip coffee & Iced Lemonade

fuk02

hara donuts

ร้านโดนัทน่ารักๆ ที่เราสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ร้านอยู่ในซอยระหว่างทางเดินเข้าไปที่ Gluck Coffee Spot

DSC03168

มีโดนัทให้เลือกสั่งหลากหลายแบบ (แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย ต้องให้พนักงานช่วยแนะนำ) ภายในร้านไม่มีที่นั่งนะ ต้อง Take away เท่านั้น

DSC03196

ออกจากซอยแล้วเดินข้ามถนนมาอีกฝั่ง จะเป็นย่านการค้าของเมือง Kumamoto ที่เรียกว่า Shimotori Street ซึ่งรายล้อมไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารมากมาย มีร้านฮิตๆ ของคนไทยอย่าง ABC Mart, Don Quijote และร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆ หลายร้าน

DSC03194

บรรยากาศใน Shimotori Street

DSC03203

Kumamon Square

มาถึงถิ่นทั้งที จะไม่แวะมาพบปะหมีเจ้าถิ่นอย่าง Kumamon ก็คงจะเหมือนมาไม่ถึงเมือง Kumamoto เราจึงแวะไป Meet & Greet กับ Kumamon ที่ Kumamon Square ซึ่งสามารถเดินมาจาก Shimotori Street ได้ไม่ไกลนัก หรือจะนั่งรถรางมาลงที่ป้ายเบอร์ 12 Suidocho ก็ได้เช่นกัน

แต่ก่อนมาก็ควรเช็คก่อนนะว่า Kumamon จะออกมาพบปะแฟนๆ ตอนไหนบ้าง โดยเช็คตารางเวลาได้ที่
https://www.kumamon-sq.jp/en/index.html

แนะนำว่าถ้าอยากได้ที่นั่งด้านใน ควรไปก่อนอย่างน้อย 1 ชม. เพราะถ้าไปช้า อาจต้องชมอยู่ด้านนอกแบบเราก็ได้ T_T

DSC03207

กิจกรรมทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการร้องเล่นเต้นรำกับ Kumamon ดูแล้วก็น่ารักสนุกสนานไปกับเขาได้ และที่น่ารักมากคือ Kumamon ก็พยายามจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมที่ยืนอยู่ด้านนอกเรื่อยๆ เรียกได้ว่า Take care ทุกคนได้อย่างดีทีเดียว

DSC03212

พอจบการแสดงแล้ว เราสามารถเดินเข้าไปด้านในได้ จะมีห้องทำงานของ Kumamon ให้ไปนั่งถ่ายรูปได้
และมีร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ล่อตาล่อใจและดึงดูดเงินในกระเป๋าได้เป็นอย่างดี

DSC03231

Suizenji Park

สวนสวยชื่อดังของเมือง Kumamoto เพราะในสวนได้ย่อส่วนสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งภูเขาไฟฟูจิ ทะเลสาบบิวะ เสา Torii สีแดงสด เอามาไว้รวมกันอยู่ในสวนนี้ โดยมีฉากหลังเป็น City view ที่ดูตัดกับความเขียวชอุ่มและความเงียบสงบภายในสวน

การเดินทางก็ไม่ยาก เพียงแค่นั่งรถรางสายสีแดงมาลงที่ป้าย Suizenji Park และเดินต่อมาที่สวนอีกประมาณ 300 เมตร
ค่าเข้าชม 400 เยน (ถ้ามี JR Pass ลดราคาเหลือ 360 เยน)

DSC03228

เห็นภูเขาไฟฟูจิในรูปนี้ไหม?

DSC03233

มีศาลเจ้าอยู่ภายในสวนด้วย

DSC03242

ที่นี่ Kumamoto นะ ไม่ใช่ Fushimi inari shrine ที่ Kyoto

DSC03269

Okoshiki beach

1 ใน 100 ชายหาดที่สวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามมากๆ เช่นกัน หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อชายหาดนี้มาก่อน แต่ที่เราตัดสินใจมาที่นี่เพราะดูจากรูปแล้วมันสวยงามมากจริงๆ และก็เดินทางมาจาก JR Kumamoto ด้วยรถไฟเพียง 40 นาทีเท่านั้น โดยนั่งมาลงที่สถานี Oda แล้วเดินจากสถานีไปที่ชายหาดอีกประมาณ 1 กม.

DSC03305

สถานี Oda เป็นสถานีเล็กๆ จะเห็นว่าภายในสถานียังติดรูปชายหาด Okoshiki ซึ่งจะมีบางช่วงเวลาที่สามารถชมชายหาดที่นูนขึ้นเป็นสันดอนเรียงตัวสวยงามแบบนี้ น่าเสียดายเพราะวันที่เราไปไม่ได้เจออย่างในรูป แต่วิวที่ได้เจอก็สวยงามไม่แพ้กันนะ

DSC03265

บริเวณริมชายหาด Okoshiki ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน

DSC03287

สีท้องฟ้าก่อนพระอาทิตย์ตก และคลื่นที่เรียงตัวมากระทบฝั่ง
ยิ่งนั่งดูนานๆ ก็ยิ่งรู้สึกดี สวยงามและผ่อนคลายมากเลยทีเดียว

DSC03297

มาเที่ยวที่นี่จะได้เจอตากล้องทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติมารอเก็บภาพพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า
เราก็เป็นหนึ่งในคนที่นั่งรออยู่ตรงนั้น

DSC03304

ควรวางแผนเรื่องเวลาในการมาเที่ยวที่นี่ให้ดี เพราะรถไฟทั้งขาไปและกลับ มีเพียงชั่วโมงละ 1 เที่ยวเท่านั้น แนะนำว่าควรมาถึงก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกอย่างน้อยสัก 30 นาที และเผื่อเวลาเดินกลับสถานีอย่างน้อยสัก 10 นาที เพราะถ้าพลาดรถไฟแล้วรอนาน แถมบริเวณรอบๆ ไม่มีร้านค้าร้านอาหารให้นั่งรอด้วยนะ

DSC03359

วันที่ 2 ของการเดินทาง เราเช่ารถขับจาก Kumamoto เป็นเวลา 2 วัน เพื่อไปเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียง และปิดท้ายที่ภูเขาไฟ Aso ครับ ที่เลือกเช่ารถ เพราะเป็นวิธีที่สะดวก และประหยัดเวลามากที่สุด เพราะการเดินทางไปตามสถานที่เที่ยวที่เราจะไปต่อจากนี้ มี Public transportation เช่น รถบัส หรือ รถไฟก็จริง แต่จำนวนรอบต่อวันมีเพียง 1 – 2 รอบเท่านั้น และใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าขับรถไปเองด้วย ที่สำคัญคือเราไม่สามารถแวะเที่ยวรายทางได้ เพราะตามทางที่ไปก็อาจจะมีสถานที่ที่น่าสนใจให้ได้แวะเที่ยวถ่ายรูปได้เช่นกัน

การเช่ารถที่ญี่ปุ่นก็ไม่ยากครับ อย่างของเราเลือกจองผ่าน agent เจ้าหนึ่ง ค่าเช่าต่อวันรวมค่าประกันและค่าน้ำมันแล้ว อยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ซึ่งถ้าไปกันสัก 3 – 4 คน หารออกมาก็ยังถือว่าประหยัดกว่านั่งรถบัสหรือไป Join กับ Local Tour ครับ

ส่วนการขับรถในญี่ปุ่นก็ไม่ได้ยาก และปลอดภัยมาก เพียงแต่เราควรจะต้องศึกษากฎจราจรของบ้านเขา ที่มีความแตกต่างกับบ้านเราอยู่บ้าง ซึ่งเราได้เคยเขียนเกี่ยวกับการขับรถในญี่ปุ่นไว้ในกระทู้นี้ http://www.porsuke.com/2018/01/21/fukushima_day4/ สามารถเข้าไปอ่านกันได้ครับ

DSC03320

Takachiho Gorge

ขับรถจาก Kumamoto ประมาณ 1 ชม.ครึ่งเพื่อมาที่ Takachiho Gorge ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัด Miyazaki บริเวณนี้เป็นผาหินสูงชัน ทอดตัวยาวถึง 7 กม. ภาพที่คุ้นตาและถือเป็น Signature ของที่นี่ก็คือน้ำตกจากผาสูง และมีคนพายเรือล่องผ่านช่องแคบของผา น่าเสียดายที่ช่วงเราไปเขางดไม่ให้พายเรือ เนื่องจากพายุเข้าและกระแสน้ำแรงมาก อาจเป็นอันตรายได้

DSC03333

นอกจากบริเวณน้ำตกที่เป็นจุดไฮไลท์แล้ว เรายังสามารถเดินเลาะไปตามทางระยะไม่ไกลนัก เพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติในบริเวณนี้ มีจุดสวยๆ ให้แวะถ่ายรูปได้ตลอดทาง ยิ่งถ้าได้มาที่นี่ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี น่าจะยิ่งงดงามมากกว่านี้ไปอีก

fuk03

DSC03377

ชมวิวสวยๆ เสร็จแล้ว ที่นี่ยังมีไฮไลท์อีก 1 อย่าง ก็คือ การชิมโซเมน (เป็นเส้นคล้ายโซบะ) ที่ต้องใช้ทักษะในการคีบอย่างว่องไว เพราะทางร้านจะปล่อยโซเมนให้ไหลมาตามน้ำทางกระบอกไม้ไผ่ ลูกค้าอย่างเราก็ต้องนั่งจ้องรอโซเมนที่จะไหลมาและต้องรีบคีบให้ได้ เป็นวัฒนธรรมการกินที่ดูตื่นเต้นดี ถ้าได้มาแวะเที่ยวที่นี่ก็อย่าลืมไปลองชิมดูนะครับ

DSC03389

Kuju Flower Park

สวนดอกไม้ขนาดใหญ่ 220,000 ตร.ม. ที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูง Kuju มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงมากมาย และเป็นสถานที่เที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด Oita สามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งปี เพียงแต่ดอกไม้ที่มีก็จะหมุนเวียนไปตามฤดูกาล น่าเสียดายที่ช่วงที่เราไปดอกไม้ในหลายสวนเริ่มเหี่ยว หลายสวนกำลังจะเริ่มปลูกดอกไม้ใหม่เพื่อรอต้อนรับหน้าร้อน ทำให้เข้าชมได้เป็นบางส่วนเท่านั้น

การเดินทางมาที่นี่ควรเช่ารถขับมาครับ เพราะไม่มีรถสาธารณะผ่าน
ค่าเข้าชมสวน 1,300 เยน (แต่ช่วงที่เราไปชมไม่ได้หลายสวน เลยได้ส่วนลดเหลือ 1,000 เยน)

DSC03393

แม้สวนดอกไม้หลายสวนจะถ่ายไม่ได้ แต่ในสวนก็มีมุมให้ถ่ายรูปได้อยู่นะ

DSC03396

สวนแรกที่เรามาแวะคือ “เนิน Lavender” ซึ่งช่วงที่เราไปน่าจะเลยช่วงพีคมาแล้ว แต่ก็ยังพอชมได้อยู่

DSC03402

Landscape ของสวนอาจจะไม่ได้อลังการณ์เท่า Tomita Farm ที่ Hokkaido แต่ก็พอถ่ายรูปได้อยู่นะ

DSC03407

DSC03434

DSC03439

ส่วนต่อมาคือ “ป่าไฮเดรนเยีย” นี่ก็เลยช่วงพีคมาแล้วเหมือนกัน T_T

66606311_2269177273196198_3508031851744722944_o

DSC03486

DSC03463

ส่วนสุดท้ายที่เราชอบมาก คือ เรือนกระจกแอนทิล ในเรือนกระจกนี้เต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสดใส หลากหลายชนิด
แม้จะเป็นเรือนกระจกที่ไม่ได้กว้างนัก แต่มีมุมให้ถ่ายรูปเพลินมาก สาวๆ ที่ชอบถ่ายรูปกับดอกไม้ฟินแน่นอน

DSC03456

DSC03471

DSC03479

บรรยากาศของสวนดอกไม้ด้านนอก เจ้าหน้าที่กำลังเร่งปลูกดอกไม้เพื่อรอรับฤดูร้อน

DSC03535

Aso Base Backpacker

คืนนี้เราพักที่ Hostel น่ารัก ที่ Location ดีมากอย่าง Aso Base Backpacker เพราะที่นี่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก JR Aso Station และอยู่ปากทางขึ้นเขา Aso เลย ที่สำคัญคือเรื่องอาหารการกินไม่ต้องกังวล เพราะบริเวณใกล้เคียงมีร้านอาหาร และร้านสะดวกซื้ออย่าง Lawson อยู่ใกล้กับ Hostel มากๆ ส่วนใครชอบแช่ออนเซ็น ไม่ไกลจาก Hostel จะมีโรงแรมที่มีบริการออนเซ็นอยู่ สามารถซื้อตั๋วจาก Hostel ได้เลยในราคาพิเศษ

DSC03533

เดินเข้ามาด้านในจะเจอ Reception อยู่ทางขวามือ เจ้าของสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี

DSC03532

ด้านซ้ายเป็นส่วน Common Room มีทั้งโต๊ะทานข้าวและมุมให้นั่งอ่านหนังสือ

DSC03534

มีครัวให้ใช้ได้ มีเตา ไมโครเวฟ ตู้เย็น พร้อมเลย

DSC03523

ชั้น 2 จะเป็นส่วนของห้องพัก มีห้องน้ำรวมซึ่งแยกห้องอาบน้ำ และห้องสุขาออกจากกัน

DSC03524

ห้องอาบน้ำมีส่วนแห้งและส่วนเปียก สะอาดดีมาก น้ำแรงสุดๆ มีสบู่ แชมพูให้พร้อม

DSC03526

ระเบียงด้านนอกชั้น 2 สามารถมองเห็นภูเขาไฟ Aso ได้ เสียดายที่ฟ้าไม่ค่อยเปิดเลยเห็นได้ไม่ชัด

DSC03517

เราเลือกพักห้องแบบเตียงสองชั้น / ห้องน้ำรวม
ขนาดห้องไม่กว้างนัก แต่มีส่วนให้เก็บของเป็นสัดส่วนดี

DSC03541

Daikanbo

วันสุดท้ายของทริป เราจะเที่ยวกันในเมือง Aso ทั้งวัน ก่อนจะขับรถกลับไปคืนที่สถานี Kumamoto แล้วต่อ Shinkansen กลับไปที่ Fukuoka วิธีการเดินทางเที่ยวในตัวเมือง Aso ที่ดีที่สุดคือการเช่ารถขับ เพราะที่เที่ยวส่วนใหญ่อยู่บนเขา และมีจุดชมวิวที่เราสามารถแวะถ่ายรูประหว่างทางได้ตลอด เริ่มต้นวันกันที่จุดชมวิวบนยอดเขา Daikanbo ซึ่งสามารถชมวิวเมือง Aso, ภูเขาไฟ Aso และที่ราบสูง Kuju ได้จากจุดนี้ โชคไม่ดีที่ฟ้าไม่เปิด ทำให้เราเก็บภาพบรรยากาศของที่นี่มาได้แบบทึมๆ เมฆครึ้มๆ ไปหน่อย

DSC03549

รายล้อมไปด้วยเนินเขาสีเขียว

DSC03554

จากจุดนี้ถ้าอากาศดีเราจะเห็นเมือง Aso ทั้งเมืองถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูง

DSC03586

มีเส้นทางให้ Trekking ช่วงสั้นๆ ถ้ามีเวลาก็น่าเดินนะ

DSC03593

Imakin Shokudou

ร้านข้าวหน้าเนื้อชื่อดังของเมือง Aso ดังขนาดไหนดูปริมาณคนที่มาต่อคิวตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดสิ เรามาถึงตอน 10.30 น. ร้านเปิด 11.00 น.
เราได้คิวเข้าไปทานตอน 11.40 น. ถ้าไม่ดังจริงคงไม่ตั้งใจรอขนาดนี้

DSC03642

ในร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ ใครไม่ทานเนื้อก็มีเมนูไก่ให้สั่ง แต่ไหนๆ มาถึงแล้วเราก็ต้องจัดเมนูดังของเขามาลอง
นั่นก็คือ Akaushi Don ราคาจานละ 1,740 เยน

fuk05

เนื้อทาซอสแล้วน้ำไปย่างให้ด้านนอกเกรียมนิดๆ ด้านในยังเป็นเนื้อแดงหน่อยๆ โปะด้วยไข่ออนเซ็นเหยาะโชยุลงไปสักนิด
สมราคาคุยและคุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ

DSC03640
หน้าร้านอาหารฝั่งตรงข้ามก็มีมุมให้ถ่ายรูปนะ

DSC03615

Tanzvongras Cafe

ระหว่างรอคิวข้าวหน้าเนื้อ ใกล้ๆ กันมีคาเฟ่ที่เด่นสะดุดตาอยู่ตรงหัวมุมถนน และคำว่า COFFEE สีเขียวตัวใหญ่แปะอยู่ที่กระจกร้าน ทำให้เราเดินตรงไปที่ร้านเพื่อไปจิบกาแฟฆ่าเวลาสักหน่อย

DSC03598

ด้านในร้านไม่ใหญ่นัก แต่บรรยากาศในร้านน่ารักมาก ตกแต่งด้วยเก้าอี้พับเหมือนเวลาเราไป Camping

fuk04

เจ้าของร้านที่ควบหน้าที่ Barista ด้วย ก็พูดภาษาอังกฤษได้ดี
ให้คำแนะนำเรื่องกาแฟ และตั้งใจ drip กาแฟให้ลูกค้าเป็นอย่างมาก

DSC03629

กาแฟรสชาติดี แถมด้วยความใส่ใจจากเจ้าของร้าน
และมีกิมมิคเล็กๆ ด้วยการเขียนข้างแก้ว Custom ไปให้สำหรับลูกค้าแต่ละคน

DSC03662

อิ่มท้องแล้ว เราก็เดินทางต่อเพื่อขึ้นมาชมวิวบนภูเขาไฟ Aso
บอกเลยว่าควรเช่ารถขับมาอย่างยิ่ง เพราะระหว่างทางมีจุดให้แวะถ่ายรูปเยอะจริงๆ

DSC03657

DSC03656

มาช่วงหน้าร้อน บนภูเขาก็จะเต็มไปด้วยหญ้าสีเขียว ดูสดชื่นดี

DSC03672

Mount Aso Nakadake Crator

เป็นจุดชมปากปล่องภูเขาไฟ Aso ซึ่งแต่เดิมจะมี Ropeway ให้ขึ้นไปชม น่าเสียดายที่หลายปีที่ผ่านมาภูเขาไฟ Aso ยังคงมีการประทุอยู่ ไม่สามารถขึ้นไปชมวิวที่ปากปล่องทั้งทาง ropeway, Shuttle bus และเดินขึ้นไป เพราะระยะ 1 กม.จากปากปล่องยังถือเป็นจุดที่อันตรายอยู่

DSC03668

ไหนๆ ก็ขับขึ้นมาแล้ว เดินออกมาชมวิว สูดกลิ่นกำมะถันกันสักหน่อย

DSC03800

Kusasenri

ทุ่งหญ้า Kusasenri ขอยกให้เป็นจุดที่เราชอบมากที่สุดในทริปนี้เลย บริเวณนี้อยู่ก่อนขึ้นไปถึง Aso Nakadake Center เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ด้านหลังเป็นเนินเขาและมีที่ราบสูงรายล้อม มีบึงน้ำขนาดใหญ่อยู่ 2 จุดใกล้กัน มีมุมให้ถ่ายรูปได้เยอะมาก กิจกรรมยอดนิยมของที่นี่ก็คือการขี่ม้าชมวิวและถ่ายรูปเล่นนี่แหละ

DSC03673

บริเวณนี้มีลานจอดรถ และร้านค้าร้านอาหาร เป็นจุดที่ใครมาเที่ยว Aso ก็ต้องแวะ ค่าจอดรถ 400 เยน

DSC03682

DSC03751

ทุ่งหญ้าและเนินเขากว้างใหญ่แค่ไหน เทียบได้จากตัวคน

DSC03783

ใครอยากขี่ม้าก็มาติดต่อบริเวณนี้ได้เลย

DSC03775

DSC03774
DSC03795

จุดชมวิวมุมสูง จะเห็นทุ่งหญ้า Kusasenri และปากปล่องภูเขาไฟ Aso เป็น background

DSC03802

ระหว่างทางขับรถกลับเข้าเมือง Kumamoto ก็ยังมีจุดชมวิวให้แวะถ่ายรูปได้อีก

DSC03815

เนินเขาสีเขียวที่เห็นได้แทบทุกรีวิวที่มาเที่ยว Aso

DSC03818

Tokyu Stay Hakata

คืนสุดท้ายก่อนกลับ เราเลือกมาพักที่โรงแรมแถวสถานี Hakata เพราะไฟล์ทขากลับต้องออกแต่เช้า สำหรับโรงแรม Tokyu Stay Hakata ทำเลอาจจะเดินไกลจากสถานี Hakata มานิดนึง (ประมาณ 400 เมตร) แต่ก็เป็นโรงแรมที่ราคาโอเค และบรรยากาศในห้องพักดีมาก

fuk06

เซอร์ไพรซ์สุดคือมีเครื่องซักผ้าในห้องเลยจ้า พนักงานมีผงซักฟอกแถมมาให้ด้วย

DSC03826

วิวจากห้องพัก

DSC03658

และนี่ก็คือทริป 3 วัน 3 คืนในคิวชูของเรา ที่จริงแล้วยังมีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจอีกเยอะ
ก็หวังว่ารีวิวนี้จะพอเป็นประโยชน์และกระตุ้นความอยากมาเที่ยวคิวชูให้หลายๆ คนได้นะครับ

แล้วครั้งหน้าจะพาไปเที่ยวที่ไหนอีก อย่าลืมกด Like เพจ ThirtyWander ไว้ให้ดีนะครับ

ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านกันครับ…


Morocco Travel Guide : เที่ยว Morocco ไม่ Go ไม่รู้ !

IMG_6156

Morocco มีอะไรน่าเที่ยวเหรอ?

นั่นสิ…ประเทศนี้จะมีอะไรให้เที่ยวนะ
นอกจากรูปสถาปัตยกรรมสวยๆ ที่เราเห็นจาก Instagram
และชื่อเมืองดังๆ อย่าง Marrakesh และ Casablanca
เราก็ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับประเทศนี้เลย

แต่เพราะความอยากรู้ และตั้งใจว่าทุกปีจะต้องหาประเทศใหม่ๆ ไปเที่ยวสักครั้ง
ทำให้เราเริ่มหาทีม และตัดสินใจกดจองตั๋ว ก่อนที่จะเริ่ม search ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนี้ซะอีก
และหลังจากได้กลับมาแล้ว ก็พบว่า Morocco เป็นประเทศที่ครบเครื่อง
ทั้งสถานที่เที่ยวตามธรรมชาติ ที่สวยงาม อลังการ
สถาปัตยกรรมที่งดงามและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
พิพิธภัณฑ์ที่เก๋ และมีเรื่องราวน่าค้นหา
ที่สำคัญคือ เที่ยวง่าย ค่อนข้างปลอดภัย และไม่แพงอย่างที่คิด!

เราจึงอยากนำเสนอ Morocco ในมุมมองของเรา
และข้อมูลการเตรียมตัว รวมถึงสถานที่เที่ยวที่รับประกันว่าไปยังไงก็ได้รูปสวยๆ กลับมาแน่นอน

ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปเที่ยว Morocco ด้วยกันได้เลยครับ…
DSC00610

เที่ยว Morocco ช่วงไหนดี?

Morocco ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาเหนือ ตอนเหนือของประเทศอยู่ใกล้กับประเทศสเปนและทะเลเมดิเตอเรเนียน โดยมีช่องแคบยิบรอลตาร์กั้นอยู่ ด้านตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทางตะวันออกติดกับประเทศแอลจีเรีย ทิศใต้ติดกับประเทศมอริเตเนีย

Morocco เที่ยวได้เกือบทั้งปี ยกเว้นช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน ควรหลีกเลี่ยงเพราะอากาศจะร้อนมาก โดยส่วนตัวเราว่าตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม – กลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับช่วงฤดูใบไม้ผลิ เป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะอากาศกำลังเย็นสบาย เสื้อผ้าไม่ต้องเตรียมอะไรมากนัก  อย่างทริปของเราไปช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเกือบจะเข้าช่วง Low season แล้ว อากาศเริ่มร้อน (แต่ยังร้อนน้อยกว่าฤดูร้อนบ้านเรา) แต่มีข้อดีก็คือราคาที่พักไม่แรงเท่าช่วง High Season ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน และโชคดีที่ฟ้าเปิดทุกวัน มาเจอฝนวันสุดท้ายก่อนกลับวันเดียว

สายการบินไหนดี?

ขณะนี้ยังไม่มีสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปถึง Morocco นักท่องเที่ยวมักบินจากยุโรปต่อไป Morocco หรือใช้สายการบินตะวันออกกลาง ที่นิยมได้แก่ Etihad, Emirates, Qatar แต่ราคาของสายการบินกลุ่มนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นปลายๆ ถึง 3 หมื่นกลางๆ ซึ่งมีอีก 2 สายการบินที่ช่วงหลังมักจะมีโปรโมชั่นไป Morocco ราคาอยู่ที่ 2 หมื่นต้นๆ เช่น Oman Air (Transit ที่ Muscat) และ Gulf Air (Transit ที่ Bahrain)

สำหรับทริปนี้เราเลือกบินกับ Oman Air ไปลงที่ Casablanca ได้ราคาตั๋วอยู่ที่คนละประมาณ 22,xxx บาท ซึ่งเราว่ามันคุ้มค่ามากๆ ที่ตัดสินใจเลือกบินกับ Oman Air เนื่องจากเวลา Transit แต่ละขาอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 ชม. ซึ่งไม่นานจนเกินไป และขาไปไปถึง Casablanca ประมาณ 8 โมงเช้า ทำให้เริ่มเที่ยวได้ทันที สนามบินที่ Oman ก็สวยงาม ทันสมัย ห้องน้ำสะอาด ที่ชอบมาก คือ ไฟลท์ที่ออกจาก Oman เช่น Oman ไป Casablanca หรือ Oman กลับกรุงเทพฯ ผู้โดยสารไม่เยอะ ทำให้เราเลือกที่นั่งไว้นอนเหยียดขาได้สบายๆ

DSC01700

ไป Morocco ต้องใช้ VISA ด้วยนะ!

จองตั๋ว จองที่พัก และวางแผนการเดินทางคร่าวๆ ให้พร้อม แล้วเตรียมเอกสารไปขอ VISA ก่อนบินไป Morocco ด้วย โดยขอ VISA ได้ที่สถานเอกอัครราชทูตโมรอคโค อาคาร Sathorn City Tower ชั้น 12 (ชั้นเดียวกับที่ไปขอ VISA ฝรั่งเศส) สามารถยื่นเอกสารได้ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่ 9.30 – 12.00 น. และมารับ VISA ได้เวลา 14.00 – 17.00 น. ใช้เวลาในการดำเนินการไม่เกิน 7-10 วัน ค่าธรรมเนียม VISA 719 บาท (ณ วันที่ 19 เมษายน 2562) ค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น แนะนำให้โทรไปสอบถามที่สถานทูตก่อนไปยื่นเอกสาร (ควรเตรียมเงินไปให้พอดีกับค่าธรรมเนียม)

เอกสารที่ใช้ในการยื่นวีซ่า

  • Application Form (สามารถ Download ได้จาก http://www.moroccoembassybangkok.org/visa.html.pdf )
  • หนังสือรับรองสถานะทางการเงิน (Bank Certificate) ชื่อสะกดตรงตาม Passport, ต้องมีตราประทับและลายเซ็นจากธนาคาร
  • หนังสือรับรองการทำงานภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “To whom it may concern” แทนชื่อสถานฑูตที่ยื่น ระบุตำแหน่ง
    ระยะเวลาการทำงาน และเงินเดือน
  • แผนการเดินทางคร่าวๆ + รายชื่อผู้ร่วมทริป
  • สำเนา Booking เครื่องบินและที่พักทั้งหมด
  • Passport + สำเนาหน้าแรกที่มีรูป
  • รูป 1.5 x 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ
  • สำเนาบัตรประชาชน + คำแปลเป็นภาษาอังกฤษ (สามารถใช้แบบฟอร์มการแปลได้จาก http://www.consular.go.th/main/th/form/1421/21818-ตัวอย่างคำแปลแบบฟอร์มเอกสารราชการ.html )
  • ประกันเดินทาง วงเงินขั้นต่ำ 1,500,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมวีซ่า 719 บาท (อาจะเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราแลกเปลี่ยน)

***เอกสารที่เป็นสำเนาทั้งหมด ไม่ต้องเซ็นสำเนาถูกต้อง***

DSC00938

เดินทางใน Morocco อย่างไรดี ?

วิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด คือ รถยนต์ จะเป็นการเช่ารถ หรือ เช่ารถพร้อมคนขับก็ได้ หรือถ้าไม่อยากแพลนอะไรด้วยตัวเอง ก็มี Local Tour ให้บริการหลากหลายเจ้า ทริปของเราครั้งนี้ใช้บริการรถเช่าพร้อมคนขับ (ที่พูดภาษาอังกฤษได้ และเป็นไกด์ทัวร์ให้บ้าง) จาก https://www.realmoroccotours.com รถที่เช่าเป็น Minivan นั่งได้ประมาณ 4-5 คน ราคา 180 Euro / คัน / วัน (รวมค่าน้ำมันและทางด่วน) โดยเราติดต่อกับทัวร์ทาง E-Mail ส่งแพลนไปให้ เราเป็นคนจัดการจองที่พักและวางแผนสถานที่เที่ยวเอง ยกเว้นวันที่นอน Camp ที่ Sahara เราให้เขาช่วยจองให้ 1 คืน โดยทางทัวร์จะตอบกลับเรื่องราคามาทาง E-Mail ไม่ต้องจ่ายมัดจำใดๆ แต่ก่อนบินประมาณ 2-3 วัน ต้อง Confirm ทาง E-Mail และนัดหมายเรื่องวัน-เวลาที่ไปถึง เพราะเขาจะให้รถมารับที่สนามบิน

หากใครอยากเช่ารถขับเอง ก็สามารถทำได้ แต่ต้องเตือนไว้ว่าใน Morocco ถนนส่วนใหญ่เป็นถนนสองเลนวิ่งสวนกัน บางช่วงเป็นทางลัดเลาะเขา และหากที่พักเป็น Riad ที่อยู่ภายใน Medina ก็จะลำบากเรื่องหาที่จอดรถพอสมควร อาจจะต้องวางแผนเรื่องการเดินทางและที่พักให้ดี อ้อ ที่นี่ขับพวงมาลัยด้านซ้ายนะ เหมือนทางยุโรปเลย

color-map-of-morocco-country-vector-8088750

วางแผนการเดินทาง

ถ้าอยากเที่ยวเมืองหลักให้ครบ โดยไม่ต้องเหนื่อยมากนัก แนะนำว่าควรมีเวลาสัก 10-14 วัน ก็สามารถเก็บได้ทั่วประเทศ จะได้ไม่เหนื่อยกับการนั่งรถมากเกินไปด้วย โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะเริ่มต้นที่ Casablanca หรือ Marrakech แล้วเที่ยววนทวนเข็มนาฬิกา เช่น Casablanca – Marrakech – Ouarzazate – Sahara Dessert – Meknes or Fes – Chefchaouen – Rabat – Casablanca เป็นต้น ข้อดีของการวนแบบนี้ ก็คือจะเดินทางไกลๆ ตั้งแต่วันแรกๆ (โดยเฉพาะเส้นทางจาก Ouarzazate – Sahara Dessert – Meknes or Fes) ทำให้วันท้ายๆ ของการเดินทางไม่ต้องเหนื่อยมากนัก    แต่ทริปของเราเลือกที่จะเที่ยวตามเข็มนาฬิกาสวนทางกับคนอื่น เพราะเราอยากให้วันท้ายๆ อยู่ที่เมืองท่องเที่ยวหลักๆ เผื่อไว้ซื้อของฝากในวันท้ายๆ

และนี่คือแผนการเดินทางตลอด 8 วันของเรา…

Day 1 – ถึง Casablanca เที่ยว Hassan II Mosque / เดินทางต่อไป Rabat / เที่ยวและพักที่ Rabat
Day 2 – เดินทางไป Chefchaouen แต่เช้า / เที่ยวและพักที่ Chefchaouen
Day 3 – เดินทางไป Fes / Fes Medina Tour / พักที่ Fes
Day 4 – เดินทางไป Sahara Desert ที่เมือง Merzouga / พักที่ Desert Camp
Day 5 – เดินทางไป Ouarzazate / Ait Ben Haddou / พักที่ Ouarzazate
Day 6 – เดินทางไป Marrakech / Yves Saint Laurent Museum & Jardin Majorelle / Jamaa el-Fna / พักที่ Marrakech
Day 7 – เที่ยวใน Marrakech Medina / Bahia Palace / เดินทางกลับ Casablanca
Day 8 – เดินทางกลับกรุงเทพฯ

DSC00415

เลือกที่พักแบบไหนดี?

ที่พักที่ควรจะต้องพักอย่างน้อยสัก 1 คืน คือ พักที่ Riad ซึ่ง Riad ก็คือบ้านสไตล์ Morocco ที่เขาเอามาทำเป็น Bed & Breakfast แต่ละเมืองก็จะมี Riad ให้เลือกหลากหลายแบบ เมืองที่มี Riad สวยๆ ให้เลือกก็คือ Marrakech ความสวยก็แปรตามราคา ใครงบเยอะก็มีตัวเลือกมากหน่อย ส่วนพวก Riad ที่โด่งดังใน Instagram ก็จะเต็มค่อนข้างเร็ว ขนาดเราเข้าไปดูล่วงหน้า 4-5 เดือนยังจองไม่ทันเลย ดังนั้นถ้าใครมีแพลนอยากไป ก็ไปส่องๆ Riad ที่สนใจและรีบจองไว้แต่เนิ่นๆ

เราจะมาแนะนำ Location ที่ควรเลือกพักจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสบรรยากาศของแต่ละเมืองมาให้คร่าวๆ แล้วกัน ส่วนจะเลือกพักที่ไหน จะโรงแรมหรือ Riad อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบและงบประมาณของเพื่อนๆ เลยแล้วกัน

Casablanca : เราพักที่ Hotel Odyssee Center ข้อดีก็คือโรงแรมนี่อยู่ในย่านธุรกิจ มีร้านอาหาร ร้านค้า Fast Food และอยู่ไม่ไกลจาก Old Medina ของเมือง สามารถเดินไป Hassan II Mosque ได้ แถบนี้มีอีกโรงแรมที่ราคาย่อมเยาว์คือ Ibis City Center

Rabat : เป็นเมืองที่มีจุดท่องเที่ยวสำคัญอยู่แถว Old Medina (Medina คือ ตลาดอะ แต่เป็นตลาดที่สเกลใหญ่กว่า และไม่ได้มีเฉพาะขายของเท่านั้น แต่จะมีบ้านเรือนผู้คน ร้านอาหารต่างๆ อยู่ในนั้นด้วย) ถ้าเน้นเดินเที่ยวสะดวก หาที่พักแถวย่านเมืองเก่าก็เที่ยวง่ายหน่อย แต่เอาจริงๆ ตกกลางคืนก็ไม่ควรออกมาเดินเล่นนะ ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไร

Chefchaoune : แนะนำว่าควรนอนใน Medina เท่านั้น เพราะสามารถเดินถ่ายรูปได้สะดวก ยิ่งถ้าตื่นเช้า ทัวร์ยังไม่ลง พวกมุมถ่ายรูปยอดนิยมก็จะโล่ง มีมุมให้เดินถ่ายรูปเล่นได้สบายมาก

Fes : นอนที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรเลือกนอนในเขตเมืองใหม่ เพราะใน Old Medina เหมาะแก่การไปเดินเที่ยวโดยมีไกด์เท่านั้น เดินเองมีสิทธิ์หลงทางได้

Sahara Desert : ควรนอน Camp เท่านั้น แต่ระดับความหรูหรามีหลากหลาย ลองเลือกที่ถูกใจและเหมาะสมกับเงินในกระเป๋า

Ouarzazate : เราไปเที่ยวแค่ตรง Ait Ben Haddou ซึ่งถ้านอนตรงนั้นได้ก็สะดวกดี มี Hostel และ Riad น่าสนใจให้เลือกหลายที่อยู่ ราคาพอรับได้

Marrakech : เป็นเมืองที่มีโรงแรม, Riad และ Hostel ให้เลือกเยอะมากกกกกกกก ดังนั้นเลือกที่ชอบได้เลย แต่ถ้าเน้นว่าอยากเดินเที่ยวเองแบบเรา นอนใน Medina ก็สะดวกดี เพราะที่เที่ยวใน Medina และจุดถ่ายรูปก็มีเยอะ

DSC01153

แลกเงินไปเท่าไรดี?

Morocco ใช้เงินสกุล Dehram (ย่อว่า DH หรือ MAD) และต้องไปแลกเงินสกุลนี้ที่ประเทศ Morocco เท่านั้น
ถ้าจะแลกเงินสดจากไทยไปต้องแลกเป็นเงิน Dollar หรือ Euro แล้วค่อยเอาไปแลกเป็น Dehram อีกที แนะนำว่าควรเอาเงิน Euro ไปแลกเพราะจะได้เรทที่ดีกว่า Dollar หรือสามารถใช้บัตรเครดิต VISA ไปแลกที่สนามบินได้เลย จะได้เรทที่ดีกว่าการใช้เงินสดแลก

อัตราแลกเปลี่ยนจากเงิน Euro : Dehram ประมาณ 1 Euro = 10 – 11 DH (แล้วแต่อัตราแลกเปลี่ยน) คิดเป็นเงินบาท อยู่ที่ประมาณ 3.6 – 3.8 บาท/ 1 DH คิดเป็นเลขกลมๆ ก็ 1 DH = 4 บาท เวลาคำนวณค่าใช้จ่ายก็ง่ายดี

ที่แลกเงิน แนะนำให้แลกที่สนามบินได้เลย รับกระเป๋าเดินออกจาก Gate แล้ว อย่าเพิ่งออกนอกสนามบิน ให้เดินหาบูทแลกเงินให้เรียบร้อย ก่อนไปเราอ่านรีวิวว่าให้แลกไปนิดเดียวก็พอ แล้วค่อยไปแลกข้างนอกเพราะเรทที่สนามบินไม่ดี แต่เอาจริงๆ เราว่ามันไม่ได้ต่างกันมากขนาดนั้น ถ้ามีแพลนจะใช้จ่ายค่าโรงแรม ค่าเช่ารถอยู่แล้ว แลกไปเลยให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเที่ยวมาหาร้านแลกเงินอีก (แต่ถ้าพักโรงแรม บางโรงแรมก็มีให้แลกนะ แต่เรทจะไม่ดีเท่าตามร้านแลกเงิน)

ส่วนจะแลกไปเท่าไรดี เราไปประมาณ 8 วัน กะว่าใช้วันละ 100 Euro ซึ่งสำหรับเราก็พอดีๆ นะ
ค่ากิน ถ้าไม่ได้กินหรูมาก ตกมื้อละ 100-150 DH เอาอยู่ (ถ้าเจอร้าน Fast Food พวก Set Meal ราคาประมาณ 50-80 DH)
Shopping เราไม่เน้น แต่พวกร้าน Local จะรับเฉพาะเงิน Dehram นะ ถ้าจ่ายเป็น Euro จะเสียเปรียบเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
ตามห้าง หรือ Supermarket ใหญ่ๆ หรือร้านอาหารที่ดูดีหน่อยก็รับบัตรเครดิตนะ แต่ว่าเจอน้อย แนะนำให้ใช้เงินสดชัวร์สุด

***สำหรับค่าใช้จ่ายทริปนี้ต่อคน*** (แบบคร่าวๆ นะครับ)

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน = 22,000 บาท
  • ค่าวีซ่า = 719 บาท
  • ค่าเช่ารถ = 12,000 บาท
  • ค่าที่พัก = 8,000 บาท
  • ค่ากิน + ซื้อของ = 15,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 57,719 บาท / 7 วัน

ชีวิตขาด Internet ไม่ได้ ทำไงดี?

อย่า Roamimg จากไทยไปเป็นอันขาด เพราะเรทค่าโทร ค่าเน็ตโหดมาก!
พวก sim card สำหรับท่องเที่ยวต่างประเทศก็ไม่มีใครไปผูกมิตรกับประเทศนี้เลย
ทางออกที่ดีที่สุด คือ ซื้อ sim card บ้านเขาเนี่ยแหละ เครือข่ายที่นิยมก็มี Moroc telecom / True ราคาซิมตกประมาณ 10 Euro ใช้ได้ 4-5 GB แล้วแต่โปรโมชั่น แนะนำให้ซื้อที่สนามบิน หลังจากแลกเงิน หรือจะซื้อตั้งแต่ก่อนออกจาก Gate เลยก็ได้ มีบูทเครือข่ายโทรศัพท์ให้เลือกอยู่ 2-3 แบรนด์

ส่วนสัญญาณเน็ตบ้านเราดีกว่ามาก บ้านเมืองนี้ยังเป็น 3G ซะส่วนใหญ่ และสัญญาณก็ไม่ค่อยจะแรง เวลาเลือกโรงแรมก็ดูโรงแรมที่มี Wifi ให้ด้วยละกัน

DSC00409

อาหารการกิน

จากประสบการณ์อาหารที่พบเจอในทริป Leh Ladakh เราก็เตรียมความพร้อมในทริปนี้อย่างเต็มที่ เพราะ Morocco เป็นประเทศมุสลิม สิ่งที่คุณต้องเจอคือ เนื้อวัว เนื้อแพะ เนื้อไก่ ไม่นับพวกเครื่องเทศ ที่คนไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศอย่างเราทำใจไว้แล้วว่ายังไงก็ต้องเจอ ทำให้คนกินยากอย่างเราต้องจัดเตรียมมาม่า อาหารแห้ง อาหารปรุงสำเร็จแพ็คถุง และขนมต่างๆ แพ็คใส่กระเป๋าไปเต็มที่ เพราะมั่นใจมากว่าเราคงอยู่กับอาหาร Morocco ไม่ได้ทุกมื้อแน่ๆ

อาหาร Morocco แทบทุกร้านที่ไกด์พาไป เมนูอาหารจะเหมือนกันแทบทั้งนั้น หลักๆ เลย คือ Morocco Salad (ประกอบไปด้วยผัก เช่น มะเขือเทศ แครอท มันฝรั่ง คลุกกับน้ำสลัดจืดๆ) Targine (อาหารประจำชาติ ทุกร้านต้องมี เป็นเนื้อเอาไปตุ๋นกับเครื่องเทศ กินคู่กับขนมปังแข็งๆ แห้งๆ ที่มักเสิร์ฟเป็นจานแรกในทุกร้าน) ซุปต่างๆ (แต่ละร้านเสิร์ฟแตกต่างกันไป แต่คนไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศก็คงไม่อิน)

แต่ถ้าคุณเบื่อหน่ายอาหาร Morocco ตามเมืองท่องเที่ยวที่เราไปมักจะมีอาหารชาติอื่นๆ ให้ได้เลือกทานด้วย เช่น ร้านอาหารจีน / ฝรั่งเศส / KFC / McDonald / Burger King / Pizza Hut และร้านอาหารไทย ซึ่งก็ไม่ได้มีกันทุกที่ และโชคร้ายตรงที่เราไปช่วงเดือนรอมฎอน ร้านอาหารปิดช่วงกลางวันกันเพียบ แนะนำว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เตรียมอาหารจากไทยไปให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนกินง่าย ไม่ต้องเตรียมอะไรไปก็ได้…ขอบอกว่าคุณคิดผิด อย่าได้ประมาทอาหาร Morocco เชียวนะ

และทั้งหมดนี้ก็คือคำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนจะไปเที่ยว Morocco กัน

ถ้าเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว…ก็ตามไปเที่ยวกันได้เลย!!!

DSC00224

เริ่มต้นทริปนี้ที่ Casablanca กันครับ สำหรับสถานที่เที่ยวที่เป็น Landmark ของเมืองนี้ก็คือ “Hassan II Mosque” ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก กว้างใหญ่ขนาดสามารถจุคนได้ประมาณ 100,000 คน (รวมทั้งด้านในมัสยิดและลานด้านนอก) โชคดีที่ไฟลท์ของเรามาถึงตั้งแต่เช้า ไกด์ของเราจึงแนะนำให้ไปที่นี่ก่อนเป็นที่แรก เพราะเริ่มเปิดให้เข้าชมเป็นรอบ รอบละ 1 ชม.
โดยปกติในช่วงวันเสาร์ – พฤหัส มีรอบ 9.00 / 10.00 / 11.00 / 12.00 และ 15.00 น. และวันศุกร์ มีรอบ 9.00 / 10.00 และ 15.00 น.
ส่วนช่วงที่เราไปตรงกับช่วงเดือนรอมฎอนพอดี ซึ่งจะเปิดให้ชมแค่ 3 รอบต่อวันเท่านั้น คือ 9.00 / 10.00 และ 11.00 น.

ค่าเข้าชม : Mosque = 120 DH, Museum = 30 DH, Combined ticket = 130 DH
ดังนั้นแนะนำว่าซื้อตั๋วรวมไปเลย คุ้มค่าสุด

DSC00192

บริเวณลานด้านนอกก่อนเข้าไปในมัสยิด

DSC00194

สถาปัตยกรรมที่นี่งดงามและยิ่งใหญ่อลังการมาก

DSC00174

เข้าไปด้านในจะมีไกด์ (ภาษาอังกฤษ) เล่าประวัติความเป็นมา
ตั้งแต่ผู้ออกแบบ การก่อสร้าง และแนะนำส่วนต่างๆ ของมัสยิด

DSC00163

เดินชมมัสยิดเสร็จแล้ว มาต่อกันที่ Museum ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกับที่ขายบัตรเข้าชม
แต่เรามีเวลาเดินชมได้ไม่นานนัก เพราะใกล้ถึงเวลาที่นัดกับไกด์

DSC00233

Casablanca เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ติดมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ
บ้านเมืองที่นี่จะคุมโทนสีขาว ตัดกับสีน้ำทะเล น่ารักดี

DSC00275-2

% Arabica ร้านกาแฟชื่อดังจากเมือง Kyoto ก็มาเปิดสาขาที่ Casablanca ด้วย
ด้านหน้าร้านตกแต่งด้วยลวดลายสไตล์ Morocco

DSC00238

ภายในร้านมี 2 ชั้น ตกแต่งสไตล์ Minimal ตาม concept ร้าน คุมโทนสีขาวและน้ำตาล
จะว่าไปการมาเที่ยวในเดือนรอมฎอนก็ดีเหมือนกัน เพราะทั้งร้านแทบไม่มีคนเลย

DSC00246

MC01

เมนูโปรดของเรา คือ Iced Spanish Latte เป็นกาแฟใส่ condensed milk ที่มีรสชาติหวานมันกว่า Latte ปกติ
ได้แต่รอว่าเมื่อไรถึงจะมาเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ บ้าง

ดื่มกาแฟจนหายง่วงแล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังเมือง Rabat ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Morocco ระยะทางประมาณ 80 กม. ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. ครึ่ง สำหรับสถานที่เที่ยวเมืองนี้จะตั้งอยู่ในย่าน Old Medina ทั้งหมด โดยจุดหมายแรกที่เราไปแวะก็คือ  “Kasbah of Udayas”  ซึ่งเป็นป้อมปราการที่สร้างติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 ทำให้เราสามารถชมวิวมหาสมุทร Atlantic และเมือง Rabat ได้จากจุดนี้

DSC00327

บริเวณทางเข้า สามารถมองเห็นวิวเมือง Rabat ฝั่ง Old Medina ได้

DSC00303
จากปากทางขึ้นไปบนป้อมปราการ ใช้เวลาเดินประมาณ 5 – 10 นาที
ระหว่างทางจะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร และบ้านคน ซึ่งบ้านแถวนี้ก็ทาสีคุมโทนฟ้า-ขาว
สามารถหามุมถ่ายรูปสวยๆ ตามตรอกซอกซอยได้เรื่อยๆ

DSC00297

จุดชมวิวด้านบนป้อมปราการ มองเห็นวิวมหาสมุทรแอตแลนติก

DSC00279

อีกด้านของป้อม สามารถมองเห็นวิวเมือง Rabat ฝั่ง New Medina ได้

DSC00342

จาก Kasbah of Udayas ห่างไปประมาณ 2 กม. เป็นที่ตั้งของ Hassan Tower และ
Mausoleum of Mohammed V ซึ่งเป็นสุสานของกษัตริย์ Mohammed V

DSC00341

อาคารของที่นี่แม้จะไม่ได้ใหญ่โตเหมือน Hassan II Tower แต่ก็สวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

DSC00374

ภายในสุสานของกษัตริย์ Mohammed V ตกแต่งด้วยลวดลายวิจิตรสวยงาม
ประตูทั้ง 4 ทิศมีทหารยืนคุมอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมและแสดงความเคารพได้

DSC00376

อีกมุมมองหนึ่งของ Hassan Tower

DSC00448
หลังจากอดนอนแถมตากแดดกันมาตั้งแต่ช่วงเช้า ก็ได้เวลาเข้าสู่ที่พักคืนแรกของเราแล้ว
เราพักกันที่ Riad Meftaha ซึ่งอยู่ฝั่ง Old Medina และไม่ไกลจาก Kasbah of Udayas 
สามารถออกมาเดินเล่นชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ริมมหาสมุทรแอตแลนติกในช่วงเย็นได้

MC02

เหตุผลที่เลือกพักที่นี่เพราะเป็น Riad ที่ออกแบบสวย และมีห้องพักสำหรับ 4 คนในราคาที่ไม่แพงนัก
และการได้พัก Riad ตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงก็คงทำให้ได้ Feel ของการมาเที่ยว Morocco อย่างแท้จริง
(ราคา 105 Euro / ห้อง / คืน รวมอาหารเช้า)

DSC00421

DSC00393

ห้องพักของเราเป็นห้องใหญ่ มีเตียง King Size 2 เตียง แบ่งเป็นห้องนอนเล็กแยกออกไปอีกห้องหนึ่ง

DSC00394

ห้องน้ำกว้าง มีอ่างจากุชชี่ให้แช่ด้วย

DSC00449

วันที่ 2 ของทริปเราเดินทางต่อไปยังเมือง Chefchaoune เมืองสีฟ้าที่อยู่ในนิตยสารท่องเที่ยวหลายเล่ม และเป็นจุดหมายที่ควรมาเยือนสักครั้งของ Morocco จากเมือง Rabat ใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชม. กว่าจะมาถึงเมืองนี้ โดยมีประตูสีฟ้าบานนี้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนตั้งแต่เข้าเขตเมือง Chefchaoune

DSC00761

ไม่ใช่ว่าทั้งเมือง Chefchaoune จะเป็นสีฟ้าไปซะทั้งหมด เพราะมีแค่ส่วนที่เป็น Old Medina ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาเท่านั้น ซึ่งเป็นโซนที่ไม่ใหญ่นัก สามารถเดินเที่ยวรอบ Medina ได้สบายมาก (แต่เดินขึ้นลงบันไดเยอะหน่อยนะ)  แนะนำว่าหากมาเที่ยวที่นี่ควรหาที่พักใน Medina สักคืน จะได้ไปชมพระอาทิตย์ตกและตื่นมาถ่ายรูปในเมืองได้ตั้งแต่เช้า

ไกด์ขับรถมาส่งพวกเราที่หน้าทางเข้า Medina แล้วโทรแจ้งพนักงานของที่พักให้มารับพวกเราเข้าไป ที่พักของเราคืนนี้ชื่อ Dar Sababa ซึ่งเรา Recommend ที่นี่มาก แต่จะเพราะอะไรนั้น เดี๋ยวอธิบายให้ทราบกัน

DSC00458

ห้องพักสำหรับ 2 คน มี 1 เตียงเล็กและ 1 เตียงใหญ่ มีห้องน้ำในตัว
(ราคา 52 Euro/ห้อง/คืน รวมอาหารเช้า)

DSC00480

เหตุผลที่แนะนำที่นี่มากๆ ก็เพราะทำเลของที่พักอยู่ใจกลาง Medina เรียกว่าใกล้กับจุดถ่ายรูปยอดฮิตหลายๆ จุด
มีร้านอาหารจีนอยู่ด้านหน้า เดินเข้ามาจากปากทางเข้าก็ไม่ไกล และที่เด็ดสุดคือวิวบนดาดฟ้านี่แหละ

MC03

วิวเมืองแบบ Panorama บนดาดฟ้าที่ไม่มีนักท่องเที่ยว แค่นี้ก็ถ่ายรูปเพลินแล้ว

DSC00539

หลัง Check-in เรียบร้อย ก็มาเดินสำรวจภายในเมือง Chefchaoune กันดีกว่า
เมืองนี้คุมโทนด้วยสีฟ้าหลาย Shade และมีมุมถ่ายรูปเยอะจนไม่ต้องไปแย่งกับใคร

MC04

ไม่ว่าตรงไหนของเมืองก็เป็นสีฟ้าไปหมด

DSC00763

ใน Morocco แทบทุกเมืองมีแมวจรเยอะมาก น้องๆ ส่วนใหญ่ดูเป็นมิตรดี แต่จะดูโทรมๆ ผอมๆ หน่อย

DSC00499

คำเตือนเรื่องการถ่ายรูปใน Morocco ให้ระวังเรื่องการถ่ายรูปคน เพราะบางคนเห็นกล้อง ก็โอเค แต่บางคนโดยเฉพาะคนแก่ มักจะไม่อยากให้ถ่ายรูปนัก เพื่อนเราที่ไปด้วยกันถึงกับโดนเข้ามาด่า ทั้งที่ยกกล้องเล็งถ่ายรูปอย่างอื่นอยู่ แต่เขายืนอยู่ตรงนั้นพอดี ใครที่เป็นสายสตรีท หรือ ชอบถ่าย Candid โปรดระมัดระวังด้วย ถ้าจะให้ดีควรถามเจ้าตัวก่อนนะ

DSC00529

ก่อนไปเราได้ทำการบ้านเกี่ยวกับจุดถ่ายรูปในเมือง Chefchaoune ไว้ แล้วก็เจอกับลิงค์นี้ https://globalcastaway.com/chefchaouen-photo-guide/#lwptoc7 สามารถใช้เป็น Guide ในการหามุมถ่ายรูปได้ ซึ่งเราก็ได้ตามหาอยู่ 2-3 จุด แต่เอาเข้าจริงแล้วยังมีอีกหลายมุมที่สวย และก็ขึ้นอยู่กับสภาพแสง ณ เวลานั้นด้วยแหละ ว่ามันจะดี จะเหมาะกับการถ่ายรูปไหม แต่สิ่งที่ยากมากกับการถ่ายรูปในเมืองสีฟ้าแบบนี้ คือระวังเรื่องสีเสื้อผ้าที่ใส่อาจสีเพี้ยนได้ และระวังหน้าเป็นสีฟ้าเวลาถ่ายออกมา โดยเฉพาะการถ่ายรูปในส่วนที่แสงเข้าไม่ถึง ถ้าให้ Safe สุด การใส่เสื้อผ้าสีขาว หรือสีออกครีม จะทำให้ได้รูปออกมาดี และปรับสีง่ายกว่าเสื้อผ้าสีอื่น

DSC00728

Callejon El Asri  ผนังสีฟ้าและกระถางต้นไม้หลากสี จุดถ่ายรูปที่ Popular มากจุดหนึ่ง

DSC00531

The Blue Street

DSC00493

HAMSA Cafe คาเฟ่ที่ด้านหน้าดูธรรมดามาก แต่วิวหลังร้านคือสุดยอด

DSC00613

Spanish Mosque จุดชมวิวเมือง Chefchaoune และพระอาทิตย์ตกดินที่ไม่อยากให้พลาดจริงๆ
ใช้เวลาเดินจากใจกลาง Medina ขึ้นเขามาประมาณ 15-20 นาที ทางเดินไม่ชัน แต่ควรระวังหน่อยเพราะเป็นทางลูกรัง

DSC00653

DSC00703

แนะนำให้ขึ้นไปตั้งแต่ช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกสัก 1 ชม. เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศ และจะได้จับจองที่สำหรับนั่งชมและถ่ายรูป

DSC00712

บรรยากาศขณะพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า และบ้านใน Chefchaoune ต่างเปิดไฟกันแล้ว

DSC00777

วันที่ 3 ของทริป เราเดินทางต่อไปยังเมือง Fes อดีตเมืองหลวงของ Morocco ใช้เวลาจาก Chefchaoune
ไปประมาณ 3-4 ชม. แต่ระหว่างทางก็มีจุดให้แวะถ่ายรูปได้เรื่อยๆ ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อนัก

DSC00863

Fes เป็นเมืองที่ใหญ่และมีผู้คนอาศัยอยู่มาก จุดเด่นของที่นี่คือ Old Medina ที่ใหญ่มากๆ จัดว่าใหญ่ที่สุดใน Morocco ก็ว่าได้ ทำให้เราต้องอาศัย Local Guide เพื่อพาทัวร์ไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ สำหรับการติดต่อ Local Guide ทางไกด์ของเราเป็นคนจัดการให้ ค่าใช้จ่ายสำหรับ Local Guide ประมาณ 400 DH ต่อทริป (ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม. ราคาอาจแตกต่างกันไปขึ้นกับว่าดีลกับไกด์ได้แค่ไหน)

DSC00784

เราเดินทางมาถึง Fes เกือบบ่ายโมง เป็นเวลาอาหารเที่ยงพอดี ไกด์ของเราจึงพาเข้าไปทานอาหารกลางวันใน Medina ชื่อร้าน La Patio Bleu เป็นอาหาร Morocco (ตอนแรกหาร้านอาหารอิตาเลียนด้านนอก Medina ไว้ แต่ร้านดันปิดเพราะเป็นช่วงรอมฎอน) ร้านนี้จัดว่าไฮโซอยู่ ตกแต่งร้านสวยมาก ราคาอาหารอยู่ที่ประมาณ 200DH ต่อคน และด้านบนของร้านมีดาดฟ้าให้ขึ้นไปชมวิวเมืองเก่าของ Fes ได้

DSC00783

ร้านตกแต่งสวย มีแต่นักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นส่วนมาก

DSC00796

วิวด้านบนดาดฟ้าของร้านอาหาร

DSC00804

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาออกเดินเที่ยวใน Medina กัน ไกด์บอกเราว่า ถ้าจะเดินให้ทั่ว Medina ระยะทางเดินรวมทั้งหมด คือ 30 กม. แต่ไกด์จะพาเราเดินชมจุดสำคัญๆ ระยะทางประมาณ 6 กม. เท่านั้น (ก็เยอะอยู่นะ) ระหว่างที่เดินบอกเลยว่างง ให้เดินหาทางออกเองคงทำไม่ได้ จุดแรกที่ไกด์พาไปแวะเป็นอดีตโรงเรียน เป็นโรงเรียนเก่าของชาวมุสลิม ซึ่งมีโรงเรียนแบบนี้กระจัดกระจายอยู่หลายจุดภายใน Medina แต่ไกด์บอกว่าเข้าชมที่เดียวก็พอ เพราะมันคล้ายๆ กันหมด

MC05

สถาปัตยกรรมด้านในตกแต่งสวยงามมาก แม้จะเก่าและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา

DSC00814

DSC00821

จุดต่อมาเป็นไฮไลท์ของ Fes นั่นก็คือ Chouara Tannery เป็นสถานที่ฟอกหนังและย้อมสีที่ใหญ่ที่สุดใน Morocco ตอนแรกที่หาข้อมูลมีแต่คนบ่นว่าบนนี้กลิ่นค่อนข้างเหม็น พอเราเข้ามาทางร้านจะแจกใบมินต์มาให้ดมก่อนเลย แต่เอาเข้าจริงเราว่ามันไม่ได้เหม็นเลยนะ มีกลิ่นตุๆ บ้างอยู่ในระดับที่รับได้ จุดนี้สามารถเข้าชมได้ฟรี แต่ทางร้านก็จะเนียนขายของต่อเป็นพวกกระเป๋าหนัง เสื้อหนัง ซึ่งเค้าเคลมว่าเป็นหนังแท้จากแหล่งผลิตโดยตรง ใครชอบเครื่องหนังก็เลือกซื้อหากันได้  แต่ราคาแรงอยู่นะ

DSC00823

เราว่าการท่องเที่ยวของ Morocco คือการกระจายรายได้อย่างหนึ่ง เพราะการเข้ามาเที่ยวใน Fes เราจะต้องจ้าง Local Guide เพิ่ม เท่านั้นยังไม่พอ ไกด์เหล่านี้เขาก็จะพาเราไปตามร้านค้า ผู้ผลิตสินค้าพื้นเมืองต่างๆ เพื่อ Direct Sell และ Hard Sell กับเราพอสมควร ซึ่งตรงนี้ก็อยู่ที่ตัวท่านแล้วว่าจะใจแข็งพอหรือไม่ที่จะไม่ซื้อสินค้าเหล่านั้น เพราะถึงไม่ซื้อ เขาก็ไม่ว่าอะไร แต่บรรยากาศอาจดูตึงๆ เล็กน้อย

DSC00841

ถัดจากร้านเครื่องหนัง ไกด์พาเรามาต่อที่ร้านขายพรม ซึ่งออกตัวแต่แรกว่าเข้ามาได้เลย ไม่เสียค่าเข้าชมเพราะรัฐบาลสนับสนุนร้านเราอยู่ ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราใจชื้น แต่สุดท้ายก็ปิดท้ายด้วยการขายของ ด้วยการเอาพรมแทบทั้งร้าน มาปูให้เราเลือกว่าชอบอันไหนบ้าง และพยายามจะปิดการขายกับเราให้ได้ แต่พอพวกเราปฏิเสธ นางก็บ๊ายบายไล่ออกจากร้านเลยจ้ะ

DSC00862

ปิดท้ายทัวร์ในเมือง Fes กันที่จุดชมวิวเมืองบนเขา จะเห็นว่า Old Medina ของ Fes นั้นกว้างขวางใหญ่โตมากกกก

DSC00866

สำหรับที่พักที่ Fes เราเลือกพักที่ Ibis Budget Fes ราคาคืนละ 36 Euro / ห้อง (พักได้ 2 คน) รวมอาหารเช้า ตามสไตล์ Budget Hotel ห้องก็จะเล็กๆ หน่อย ข้อดีของที่นี่คือตรงข้ามโรงแรมมี Supermarket ขนาดใหญ่ ที่จะทำให้ไม่ต้องทนอดอยาก แต่ความซวยของพวกเราก็คือ วันที่ไปพัก Supermarket ปิดทำการ (ไม่รู้เพราะสาเหตุอะไร) แถมคาเฟ่แถวนั้นก็ขายแต่กาแฟ ไม่มีอาหาร สุดท้ายได้ขุดเอามาม่าและอาหารแห้งที่พกมาใช้ประทังชีวิตไปได้ 1 มื้อ ดังนั้น ถ้าจะให้เราแนะนำ ควรหาที่พักที่อยู่ในตัวเมือง หรือใกล้ห้าง / Fast Food ต่างๆ จะดีที่สุด

DSC00898

วันที่ 4 ของการเดินทาง เป็นวันที่เราต้องนั่งรถไกลและนานที่สุด เพื่อเดินทางไปยัง Sahara Desert ณ เมือง Merzouga ระยะทางเกือบ 600 กิโลเมตร นั่งรถนานเกือบ 8 ชม. แต่ยังดีที่มีจุดให้จอดแวะถ่ายรูปอยู่ได้เรื่อยๆ

DSC00912

DSC00907

Oasis

DSC00925

ไกด์พาเรามาถึงทางเข้าทะเลทรายเกือบ 6 โมงเย็น โชคดีที่ช่วงเวลาที่เราไปพระอาทิตย์ตกช้า ทำให้สามารถขี่อูฐชมพระอาทิตย์ตกดินได้ทันอยู่ จากปากทางเข้าทะเลทราย จะมีรถ 4WD ของ Desert Camp ที่เราฝากทางทัวร์จองไว้ให้มารอรับ ซึ่งการเข้าไปที่ Camp สามารถไปได้ทั้งนั่งรถ 4WD เข้าไปเลย (ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที) กับขี่อูฐเข้าไป ไหนๆ ได้มาแล้วทางทัวร์เลยจัดอูฐมาให้จ้า เพราะเขาตั้งใจให้เราขี่อูฐเข้าไปกลางเนินทราย และชมพระอาทิตย์ตกดินบริเวณนั้น ก่อนที่จะขี่อูฐต่อไปยัง Camp ที่เราจองไว้ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชม.

DSC01089

ถ้าขับรถเข้ามาที่ Camp จะมีทางเดินรถเฉพาะ เป็นคนละทางกับที่เราขี่อูฐเข้ามา

MC06

บรรยากาศบนเนินทราย และน้องอูฐ ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน

DSC00938

DSC00942

แสงสุดท้ายที่ทะเลทราย Sahara

DSC00979

พอแสงหมดเราก็ขี่อูฐต่อมาที่ Camp ของเรา ทางทัวร์ได้จอง Orient Desert Camp ให้ เป็น Camp ที่ยังดูใหม่อยู่ มีเตนท์ที่พักอยู่ประมาณ 8 – 10 เตนท์ (พักได้เตนท์ละ 2-3 คน) ค่าที่พักคนละ 60 Euro / คืน (รวมค่าขี่อูฐและอาหาร 2 มื้อ) เดี๋ยวเราจะพาไปชมกันว่า Camp ของเราเป็นยังไงบ้าง

DSC00960

ภายในเตนท์ของเรา มีเตียงใหญ่ 1 เตียง เตียงเล็กอีก 1 นอนได้ 3 คนสบายๆ ผ้าเช็ดตัวพร้อม ไฟพร้อม
เตียงและหมอนนุ่ม นอนสบายมาก ที่ไม่มีคือแอร์ และปลั๊กไฟ ถ้าจะชาร์จให้ไปชาร์จที่ห้องอาหาร

DSC00956

ถึงจะไม่มีแอร์ แต่หน้าต่างบานเล็กนั้น ก็ช่วยพาลมหนาวเข้ามาด้านในเตนท์ให้นอนได้สบายๆ

MC07

ทั้งห้องน้ำและที่อาบน้ำมีพร้อม

DSC00982

วันที่เราไปพักเป็นวันที่พระจันทร์เกือบเต็มดวง ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างไสว

DSC01018

สักพักพนักงานก็มาจัดเตรียมโต๊ะสำหรับ Dinner ตรงด้านหน้า Camp
ทานข้าวท่ามกลางแสงเทียน ล้อมรอบไปด้วยทะเลทราย บรรยากาศโรแมนติกมาก

DSC01015

MC08

มื้อเย็นวันนี้ คือ ไก่ย่าง ทานคู่กับขนมปัง ซุป และสลัด Morocco

DSC01047

อิ่มแล้วก็มีความบันเทิงมาเสิร์ฟ ด้วยดนตรีพื้นบ้าน Moroccan Style
ได้อารมณ์ไปเข้าค่ายลูกเสือแล้วต้องทำการแสดงรอบกองไฟ เกือบตะโกนออกไป 3 ครั้งแล้วว่า
“เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ”

DSC01063

ตอนดึกๆ ใครที่ชอบถ่ายดาวก็ตื่นมาส่องดาวกันได้ หรือใครอยากถ่ายแสงเช้าก็รีบตื่นกันหน่อย
ส่วนเรานอนตื่นสายมาเก็บภาพทะเลทรายอีกนิดหน่อยก่อนเดินทางต่อ

DSC01107

บรรยากาศในห้องอาหารเช้าของที่ Camp

DSC01122

เดินทางมาถึงวันที่ 5 ของทริปแล้ว วันนี้เป็นอีกวันที่เราต้องนั่งรถค่อนข้างนานเพื่อเดินทางจาก Merzouga ไปยังเมือง Ouarzazate แต่วิวระหว่างทางก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ยังคงมีจุดที่สวยและน่าแวะถ่ายรูปได้อยู่เป็นระยะ

DSC01151

เราชอบความคุมโทนในแต่ละเมืองของเขามากเลย

DSC01156

DSC01172

ไกด์เราก็น่ารัก แวะจอดให้ถ่ายรูปอยู่เรื่อยๆ

DSC01127

Todgha Gorge เป็นหน้าผาหินสูงที่เป็นส่วนหนึ่งของ High Atlas Mountain สูงประมาณ 160 เมตร
ตั้งเรียงรายไปตามทาง หน้าตาคล้าย Grand Canyon อยู่ระหว่างทางจาก Merzouga ไปยัง Ouarzazate

DSC01136

DSC01174

ในที่สุดเราก็มาถึงเมือง Ouarzazate ตึกรามบ้านช่องของที่นี่หน้าตาก็จะประมาณนี้

DSC01189

DSC01195

Ouarzazate เป็นเมืองที่มีความสำคัญและสร้างรายได้ให้ Morocco เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพราะมีภาพยนตร์ Hollywood หลายเรื่องมาใช้สถานที่ในเมืองนี้เป็นจุดถ่ายทำ ทำให้มีการสร้างโรงถ่ายให้เช่า รวมถึงให้นักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปได้ น่าเสียดายที่เรามาไม่ทันเวลา เลยถ่ายรูปได้เฉพาะด้านนอก

DSC01193

DSC01203

Ait Ben Haddou คือ 1 ใน 9 ของ UNESCO World Heritage Sites และเป็น Landmark ของเมือง Ouarzazate อดีตเคยเป็นป้อมปราการ และที่พักระหว่างทางของกองทัพที่เดินทางจากยุโรปมายังแอฟริกา แต่ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ และเป็น Location ถ่ายทำภาพยนตร์ที่เรารู้จักกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Mummy, Gladiators, Prince of Persia และซีรีส์เรื่องดังอย่าง Game of Thrones

DSC01198

Dar Mouna คือที่พักในคืนนี้ของเรา ข้อดีของที่นี่คืออยู่ใกล้กับ Ait Ben Haddou มาก และห้องที่เราพักสามารถมองเห็นวิวจากระเบียงห้องได้เลย ราคาห้องพักประมาณ 68 Euro / ห้อง / คืน รวมอาหารเช้า

DSC01200

วิว Ait Ben Haddou จากระเบียงหน้าห้องพัก

DSC01209

เราเดินทางมาถึงที่นี่ประมาณ 5 โมงเย็นแล้ว เราจึงรีบเข้าไปเดินทัวร์ในตัวป้อมปราการ ซึ่งด้านหน้าจะมีคนดักเก็บเงินค่าเข้า 20 DH ต่อคน การเดินชมด้านในก็ไม่ยาก แต่ต้องระวังเสียค่าโง่แบบเราสำหรับเดินขึ้นไปด้านบนของป้อม เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

DSC01224

เดินเข้ามาจะมีลุงคนนี้ยืนเก็บค่าตั๋ว นักท่องเที่ยวก็รุมถ่ายรูปลุงไปด้วย 

DSC01225

ด้านในป้อมปราการ มีจุดให้ถ่ายรูปวิวจากมุมสูงได้หลายจุด และมีบันไดให้เดินขึ้นไปถึงด้านบนของป้อมได้ง่ายๆ แต่ระหว่างที่เรากำลังเดินหาทางขึ้นอยู่ เราเจอเด็กกับผู้หญิงคนหนึ่ง (ซึ่งน่าจะเป็นแม่เด็ก) ตะโกนเรียกให้เดินไปอีกทาง แล้วชี้ว่าถ้าจะขึ้นไปด้านบน ต้องขึ้นจากทางที่นางบอก ซึ่งเป็นทางชัน ไม่มีบันได แต่เป็นเนินที่ต้องปีนขึ้นไปเรื่อยๆ และต้องจ่ายค่าผ่านทางให้นางอีกคนละ 20 DH ตอนแรกเราก็ลังเล เพราะทางมันดูแปลกๆ จะให้เดินขึ้นก็ว่ายากแล้ว ถ้าต้องลงทางเดิมนี่ก็น่าจะลำบากมาก แต่เพื่อนเราซึ่งเดินขึ้นไปก่อนก็ตะโกนลงมาว่าให้จ่ายเงินแล้วขึ้นมาเลย งั้นจ่ายก็ได้ สรุปพอจ่ายเงินแล้วขึ้นไปถึงด้านบน ก็ค้นพบว่า ถ้าเราเดินไปอีกทาง จะมีบันไดให้ขึ้นสบายๆ และไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทางใดๆ จึงขอเตือนเพื่อนๆ ที่จะไปเที่ยวที่นี่ด้วยว่า ถ้าเข้าไปแล้วมีใครมาเรียกไม่ต้องสนใจ ให้เดินหาบันไดแล้วเดินขึ้นไปได้เลยฟรีๆ

DSC01262

ก่อนมาที่นี่เราให้ไกด์ช่วยแวะร้านเสื้อผ้าพื้นเมือง เพื่อหาชุดแบบชาว Morocco มาใส่
เพื่อเอามาถ่ายรูปกับที่นี่แหละ ดูเข้ากันดีไหม?

DSC01244

วิวจากอีกด้านของป้อมปราการ เห็นภูมิประเทศที่แปลกตาเหมือนอยู่บนดาวอังคาร

DSC01313

วันที่ 6 ของทริป เราออกเดินทางไป Marrakech กันแต่เช้า ระยะทางจาก Ouarzazate ไป Marrakech ไม่ได้ไกลมากเท่ากับสองวันที่ผ่านมา แต่เป็นเส้นทางลัดเลาะเขาเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชม.

DSC01340

ระหว่างทาง ไกด์พาเราแวะร้านขาย Argan Oil ซึ่งเป็นของฝากขึ้นชื่อของ Morocco

DSC01332

ภายในร้านจะมีสาธิตวิธีการสกัดน้ำมันให้ชม

DSC01336

หลังจากฟังบรรยายจบ พนักงานร้านก็จะแนะนำสินค้าซึ่งมีหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น Natural Argan oil ที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น สำหรับคนรักความ organic สรรพคุณของ Argan oil คือช่วยบำรุงผิวและเส้นผม ให้นุ่ม และสุขภาพดี นอกจากนี้ยังมีน้ำมันหอมระเหย, แยม และครีมบำรุงผิวต่างๆ

DSC01345

หลังช็อป Argan oil เสร็จแล้ว ไกด์ก็พาเราขับรถต่อมายังเมือง Marrakech ที่เราได้หาข้อมูลมาแล้วว่าที่นี่มีร้านอาหารไทย เหมือนเป็น Oasis ท่ามกลางทะเลทราย เพราะพวกเราเอียนอาหาร Morocco จะแย่แล้ว ร้านอาหารไทยร้านนี้ ชื่อ Le Petit Thai

DSC01343

เข้าไปในร้านเจอกลุ่มพี่ๆ คนไทยกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งทานกันอย่างเอร็ดอร่อย เราไม่รอช้าสั่งกันมาเต็มโต๊ะ
ราคาอาหารต่อจาน เฉลี่ยประมาณ 50 DH ซึ่งถือว่าไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับอาหาร Morocco

DSC01348

การได้ทานผัดไท ต้มยำ และลาบไก่ในช่วงเวลาแบบนี้ คือโคตรจะมีความสุข

DSC01364

อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาเริ่มเที่ยว ด้วยความที่ Marrakech เป็นเมืองท่องเที่ยว ทำให้เราต้องพบปะกับมวลมหาประชาชน ที่เราไม่เคยได้พบเจอมาก่อนใน 5 วันที่ผ่านมา ทำให้เราไม่ค่อยอินกับ Marrakech สักเท่าไร แต่ไหนๆ ก็มาแล้วเราก็เลยต้องไปเก็บ Landmark ให้ครบ เริ่มที่แรกที่ Le Jardin Majorelle สวนที่เต็มไปด้วยพืชเมืองร้อน และตึกสีน้ำเงินเหลืองซึ่งเป็นจุดเด่นของที่นี่

DSC01350

MC09

DSC01410

ถ่ายรูปที่นี่ต้องรอจังหวะดีๆ เพราะนักท่องเที่ยวเยอะมาก

DSC01441

ติดกับ Le Jardin Majorelle คือ Yves Saint Laurent Museum 
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานของดีไซน์เนอร์ชื่อดังท่านนี้เอาไว้

DSC01420

เราชอบดีไซน์ของ Museum นี้มาก งานด้านในก็เก๋มาก น่าเสียดายที่เขาไม่ให้ถ่ายรูป

MC10

บรรยากาศภายใน Museum

DSC01447

หลังเดินชม Museum แล้ว ไกด์ก็พาเรามาส่งยังที่พัก ซึ่งคืนนี้เราจะพักกันที่ Rodamon Riad Marrakech
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น Riad แต่ที่นี่ไม่ได้เงียบสงบเหมือน Riad ที่เราเคยพัก แต่เป็น Hostel ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว
ห้องที่เราจองไปพักได้ 4 คน เป็นเตียง 2 ชั้น 2 เตียง มีห้องน้ำในตัว
ไม่มีผ้าเช็ดตัวให้ ค่าที่พักประมาณ 120 Euro / ห้อง / คืน (ไม่มีอาหารเช้า)

DSC01478

DSC01482

ที่นี่มีทั้งหมด 4 ชั้น Rooftop มี Bar ให้นั่งดื่มชิลๆ ได้

MC11

ด้านล่างของ Hostel มีสระว่ายน้ำ เป็นมุมถ่ายรูปที่ดีงามมาก

DSC01487

ข้อดีของการพักใน Medina คือเราสามารถเดินเที่ยวจุดท่องเที่ยวสำคัญๆ ได้เอง อย่างตอนเย็นหลังจากเก็บของเสร็จแล้ว เราก็เดินจาก Hostel มาที่ Jamaa el-Fna ซึ่งคนนิยมมาถ่ายรูปยามพระอาทิตย์ตกกันที่นี่ ทำให้ร้านอาหารรอบๆ บริเวณนี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่รอมาถ่ายรูปยามเย็น

DSC01490

ร้านอาหารที่คนนิยมมานั่งรอถ่ายรูป คือ ร้าน Le Grand ballon du cafe glacier บริเวณชั้น 2 ของร้านในช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก จะมีนักท่องเที่ยวมาจับจองโต๊ะริมระเบียงเพื่อรอชมวิวและถ่ายรูป แนะนำว่าควรมาถึงร้านก่อนพระอาทิตย์ตกอย่างน้อย 1 – 2 ชม.เพราะมาช้าอาจจะไม่มีมุมให้ถ่ายรูปได้ แต่ก่อนจะเข้ามาจองโต๊ะต้องซื้อเครื่องดื่มหรือสั่งอาหารของทางร้านก่อนเข้ามานั่งด้วยนะ

MC13

บรรยากาศหลังพระอาทิตย์ตก

DSC01518

DSC01528

บรรยากาศรอบจตุรัสยามค่ำคืน

DSC01615

เช้าวันที่ 7 ของทริป ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เที่ยวกันแบบเต็มๆ เราเลือกเดินเที่ยวและถ่ายรูปตามจุดต่างๆ ภายใน Medina ซึ่งสามารถเดินไปได้จากที่พักของเรา เริ่มที่ The Oriental Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก ที่จัดงานศิลปะให้เดินเข้าไปชมในบ้าน มีทั้งหมด 3 ชั้น + ดาดฟ้า ที่จะมีคาเฟ่ให้บริการด้วย ค่าเข้าชม 50 DH

DSC01630

บริเวณชั้นดาดฟ้าของ Museum

MC14

มีมุมถ่ายรูปเยอะ ใครชอบถ่ายรูปมาที่นี่ฟินแน่นอน

DSC01694

Marrakech Museum เราขอยกให้ที่นี่เป็นที่ที่ห้ามพลาดของ Marrakech เลยแหละ เพราะด้านในสวยมาก
สวยทุกมุม คุ้มค่าที่จะเสียเงินเข้ามาชมอย่างยิ่ง (ค่าเข้าชม 50 DH)

DSC01723

ถ่ายมุมไหนก็ดี

DSC01681

ห้องนี้ก็สวย ถ่ายรูปเล่นกับแสงและเงาได้

DSC01688

เนื่องจาก Hostel ของเรายังไม่ได้รวมอาหารเช้ามาให้ เราจึงหาร้านสำหรับไว้ทาน Brunch และควรจะเป็นร้านที่วิวดีๆ ด้วย และร้าน Atay Cafe-Food ที่เราเปิดรูปเจอจาก Instagram ก็เป็นร้านที่สะดุดตาเรามากที่สุด และอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเรา

DSC01667

ที่นั่งชั้นบนสุดของร้านคือดีมาก

DSC01655

มุมถ่ายรูปตรงนี้ คือเหตุผลที่เราเลือกมาที่นี่ 555

MC15

ไม่ใช่ว่าจะดีแค่บรรยากาศเท่านั้น แต่อาหารที่นี่ก็จัดว่าเด็ด ทั้ง Hamburger และ Sandwich ไก่ที่เราสั่งมา เรียกได้ว่าอร่อย และเยอะจนจุก คุ้มค่ามาก ร้านเปิดประมาณ 10 โมงเช้าจนถึงค่ำๆ เป็นร้านที่เราแนะนำว่าควรมาโดน เพราะทั้งบรรยากาศ รสชาติอาหาร และราคา ถือว่าโอเคมากทีเดียวDSC01732

Bahia Palace อีก 1 Tourist attraction ที่อยากมา แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะทัวร์มาลงเยอะเนี่ยแหละ
สถาปัตยกรรมที่นี่สวยมาก แต่เสียดายที่คนก็เยอะมากเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถหามุมดีๆ ถ่ายรูปได้เลย
ใครรักความสงบ ควรหลีกเลี่ยงที่นี่ หนีไป 555

DSC01765

กว่าจะได้รูปนี้ต้องรอจังหวะดีๆ เพื่อไม่ให้มีคนเดินผ่านหน้ากล้อง

หลังจากฝ่าฝูงชนที่ Bahia Palace จนหมดแรง ไกด์ของเราก็พากลับไปยัง Casablanca เพราะวันรุ่งขึ้นเราต้องเดินทางกลับตั้งแต่เช้า โชคดีที่ถนนจาก Marrakech ไป Casablanca เป็น 4 เลน ทำให้เดินทางสะดวกมาก สำหรับแพลนเย็นวันนี้ เราตั้งใจกลับไปถ่ายรูปด้านนอกของ Hassan II Mosque ในยามพระอาทิตย์ตกดิน

DSC01768

Odyssee Center Hotel คือที่พักของเราใน Casablanca เป็นโรงแรมประมาณ 3-4 ดาวที่ห้องกว้างขวาง
ทำเลอยู่ใจกลางเมือง ใกล้ร้านอาหารและไม่ไกลจาก Hassan II Mosque ราคา 64 Euro / ห้อง / คืน

MC16

บรรยากาศภายในห้องพักของเรา

DSC01796

อากาศที่ Casablanca ในวันสุดท้ายของทริปค่อนข้างเย็นกว่าวันอื่นๆ ทำให้การเดินจากโรงแรมไปถึง Hassan II Mosque ไม่เหนื่อยมากนัก เสียก็แต่ลมที่แรงมาก เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าหน้าร้อนที่พวกเราใส่ไปแล้วสู้ไม่ไหวจ้า ยืนตากลมหนาวรอถ่ายรูปกันไป

DSC01813

DSC01814

DSC01843

บรรยากาศริมทะเลก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

MC17

เริ่มต้นและจบทริปนี้ ณ ที่เดียวกัน

Morocco เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งสถานที่เที่ยวเชิงธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม และมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เราจึงอยากใช้ประสบการณ์ที่เราได้เจอ มาแนะนำและบอกต่อให้เพื่อนๆ ได้รู้จัก Morocco มากขึ้น และอาจสร้างแรงบันดาลใจให้อยากมาลองสัมผัสประสบการณ์ดีๆ ที่นี่ดูสักครั้ง

หวังว่า Morocco จะทำให้คุณตกหลุมรักได้ไม่ยากนะครับ 🙂

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาติดตามอ่าน แล้วไว้เจอกันใหม่ทริปหน้าครับ


Planeta 120.24 : เชียงใหม่

53010794_307777353110721_6416183499543281664_o

Planeta 120.24 : เชียงใหม่

Service Apartment ที่เราเห็นจากรูปครั้งแรก ก็ไม่ลังเลที่จะจองทันที เพราะที่นี่ตกแต่งได้ Minimal และสวยงามถูกตาต้องใจสุดๆ ทริปเชียงใหม่ที่ผ่านมาเราได้ไปพักมา 1 คืน เลยอยากมาแนะนำให้ได้อ่านกัน ที่นี่มีห้องพักบริการทั้งแบบรายวัน (มีอยู่ประมาณ 5 ห้อง) รายสัปดาห์ และรายเดือน ทำเลที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกาดต้นพยอม ไปนิมมานก็สะดวก ไป มช. ก็ไม่ไกล ถ้าหากสนใจอยากไปพักก็ Inbox ไปจองกับทาง Planeta 120.24 ได้เลยนะ

สำหรับห้องพักแบบรายวันมี 3 type
ห้อง 36 ตร.ม. : 2,400 บาทต่อคืน (มีอ่างอาบน้ำ)
ห้อง 23 ตร.ม. : 1,200 บาทต่อคืน
ห้อง 18 ตร.ม. : 1,024 บาทต่อคืน
ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว และราคารวมอาหารเช้าแล้ว
สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ตามอ่านรายละเอียดในกระทู้นี้ได้เลยครับ

53253965_307777249777398_1963537276818423808_o

ห้อง 36 ตร.ม.
เตียงใหญ่มาก เราว่าห้องนี้กว้างขวาง พักสบายๆ เหมาะกับการมาเดทกับแฟนงุ้งงิ้งได้ แถมถ่ายรูปสวยด้วย

53641378_307777323110724_3595559763364020224_o

ทางที่พักต้อนรับเราด้วยถาดส้มลูกเล็กน่ารัก และการ์ด เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้แขกที่เข้าพัก

53088150_307777379777385_5567904287234719744_o

ห้องน้ำของห้อง 36 ตร.ม.
แค่ดีไซน์ก็สวย เหมือนดูใน Magazine แต่งบ้านเลย แถมมีอ่างอาบน้ำให้นอนแช่น้ำชิลๆ ไปอีก

53343651_307777236444066_5259607179631001600_o

ใครชอบทำครัว หรือซื้อกับข้าวมาเผื่อหิวตอนดึก ก็มีทั้งเตาไฟฟ้าและไม่โครเวฟให้ได้ใช้ด้วย

53241055_307777183110738_7491483383059447808_o

โต๊ะกินข้าวสำหรับ 2 ที่ อยู่ตรงมุมห้องอย่างเหมาะเจาะ

53673283_307777393110717_9062422952095514624_o

53014716_307777333110723_2291933332423835648_o53677067_307777199777403_5129074825628745728_o

ด้านนอกของที่พัก
ส่วนที่พักรายวันจะอยู่ชั้นล่างทั้งหมด ยกเว้นห้อง 36 ตร.ม.ที่จะอยู่ชั้น 2
ด้านหน้ามีคาเฟ่ from Mom to Mars ซึ่งคนอื่นที่ไม่ได้เข้าพักก็สามารถมาใช้บริการได้ ส่วนในช่วงเช้าเราก็จะมาทานอาหารเช้าที่คาเฟ่นี้แหละ

53100495_307778266443963_5580014106439581696_o

อาหารเช้ามีให้เลือก 2 แบบ คือ American Breakfast และ อาหารเหนือ เลือกได้แค่ 1 อย่าง
และเราก็เลือกชุดอาหารเหนือมา มีทั้งหมูปิ้ง ข้าวเหนียว ไข่ต้มน้ำพริกเผา แคปหมูและอ่องปู จัดมาอย่างน่ารัก และอิ่มท้องด้วย

53178337_307777266444063_7205762637903167488_o

เป็นที่พักใหม่อีกที่หนึ่งในเชียงใหม่ ที่เราว่าเหมาะกับคนชอบโรงแรมดีไซน์สวยๆ และราคาไม่แพงมาก ทำเลก็ไม่ไกลจากนิมมาน และใกล้ๆ แถวนั้นก็มีคาเฟ่ดังๆ หลายร้านที่สามารถแวะไปจิบกาแฟได้อยู่ แต่ข้อเสียก็คือต้องเช่ารถขับเข้ามา (ด้านหน้ามีลานจอดรถให้อยู่)

ก็หวังว่าจะถูกใจ และเป็นไอเดียให้เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาที่พักในเชียงใหม่ได้นะครับ


Tokyo Art Museum

41611745_248729012348889_2917154526316199936_o

ฤดูร้อนแบบนี้ไปทำอะไรที่โตเกียวดีล่ะ?

หลังจากกดตั๋วโปรไปกลับโตเกียวช่วงเดือนสิงหาคมในราคา 6,000 บาทได้ ก็เริ่มเกิดคำถามขึ้นมาต่อว่าไปเที่ยวตอนหน้าร้อนแบบนั้น จะทำอะไรดี?

คำตอบของเราก็คือไปหา Museum เข้าละกัน

อย่างน้อยก็หลบแดดหลบฝนได้ ตากแอร์เดินสบายๆ จังหวะพอดีกับมี Museum ที่เพิ่งเปิดใหม่ รวมถึง Event พิเศษๆ ที่จัดขึ้นในช่วงหน้าร้อนแบบนี้พอดิบพอดี

รีวิวนี้เลยจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยว 3 Museum ที่โตเกียวกัน จะมีที่ไหนบ้าง ตามไปอ่านกันเลย!

41665361_248727945682329_5560371301144592384_o

1. Teamlab Borderless

พิพิธภัณฑ์ศิลปะแบบ Digital ที่เน้นกิจกรรมให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมกับงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ซึ่งที่ Teamlab borderless นี้เป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรของ Teamlab ที่โตเกียว มีไฮไลท์เด็ดๆ ที่ต้องมาถ่ายรูปหลายห้อง แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเดินหาห้องต่างๆ ที่แอบซ่อนอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ครบหรือไม่

คำแนะนำ : ควรจองตั๋วล่องหน้าก่อนไปอย่างน้อย 2-3 เดือน เพราะบัตรเต็มเร็วมาก

จองบัตรผ่านทาง : https://borderless.teamlab.art/

การเดินทาง : สถานี Aomi (อยู่ที่ Odaiba)

41810909_248727615682362_5704104391749926912_o

มีส่วนที่คล้ายๆ สนามเด็กเล่น ให้เด็กๆ ได้มาสนุกกัน

41613762_248727515682372_7756787232375046144_o

ห้องนี้จะเป็นห้องโล่งๆ กว้างๆ ที่ฉากจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

41626361_248728122348978_6647767792546217984_o

41721344_248730059015451_4601079914517495808_o

สายถ่ายรูปรับรองฟินแน่นอน

41675202_248727475682376_3316269112530829312_o

41651264_248727089015748_7304850342330499072_o
อย่าลืมชวนเพื่อนที่ถ่ายรูปสวยๆ มาด้วยนะ จะได้รูปกลับไปเพียบ

41622749_248727585682365_2647609895012007936_o

จุดนี้ก็เป็นไฮไลท์ที่คนชอบมาถ่ายรูปกัน แนะนำให้มาช่วงค่ำๆของวันธรรมดา คนจะน้อยหน่อย
แต่ห้องนี้ที่ Teamlab Planets ซึ่งเราจะกล่าวถึงต่อไปจะเป็นห้องใหญ่กว่านี้

41603558_248727055682418_6603715167689637888_o

2. Teamlab Planets

เป็นอีกงานหนึ่งของ Teamlab นั่งรถไฟ Yurikomome ต่อจาก Teamlab Borderless มาไม่กี่สถานีก็ถึงแล้ว เราชอบ Concept ของที่นี่ตรงที่เขาพยายามสร้างงานให้เราได้ใกล้ชิดกับงานศิลปะอย่างเต็มที่ และที่สำคัญคือเดินเท้าเปล่าตลอดงาน

อ้อ งานนี้ไม่ได้จัดตลอดไปแบบ Teamlab Borderless นะครับ แต่มีถึง Fall ปี 2020

ทางไปจอง : https://planets.teamlab.art/tokyo

คำแนะนำ : ตั๋วจะเปิดจองเดือนต่อเดือน จองง่ายกว่าของ Borderless แต่ก็ควรรีบจองแต่เนิ่นๆ เช่นกัน
ที่สำคัญ : ควรใส่กางเกงขาสั้นมา หรือกางเกงขายาวที่ถกขากางเกงขึ้นถึงเข่าได้ เพราะต้องเดินลุยน้ำในบางจุด และผู้หญิงควรหลักเลี่ยงการใส่กระโปรงเพราะมีบางงานเป็นพื้นกระจก อาจโป๊ได้ครับ

การเดินทาง : สถานี Shin-Toyosu

41680239_248726972349093_1091193800837038080_o41591395_248726995682424_5709561899318771712_o

41682239_248727175682406_5573401587675561984_o

ห้องนี้เป็นห้องที่เราอยู่นาน และชอบมากที่สุดเลย

41606151_248727285682395_975163391024824320_o

41755270_248727252349065_1880111265125236736_o

ห้องนี้จะมีที่นอนให้เรานอนมองดอกไม้ที่เปลี่ยนสีเปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อยๆ

41718924_248728325682291_8261602235054555136_o

3. Yayoi Kusama Museum

เราชอบงานฟักทองลายจุดของคุณป้า Yayoi Kusama และตามดูงานมาทั้งที่มัตสึโมโต้ สิงคโปร์และโตเกียวเมื่อปีก่อน พอรู้ว่ามี Museum นี้เกิดขึ้นก็ตั้งใจไว้ว่าต้องมาให้ได้ และขอจัดให้ที่นี่เป็นที่ที่จองตั๋วยากมากที่สุดในสามที่ที่กล่าวมา ดังนั้นใครมีแพลนจะต้องรีบวางแผนจองตั๋วกันก่อนสัก 3-4 เดือนเลยแหละ

ทางไปจองตั๋ว : http://www.e-tix.jp/yayoikusamamuseum/

การเดินทาง : สถานี Ushigome Yanagicho
(subway)

41539522_248728282348962_4770250575998615552_o

ที่นี่เป็นตึกเล็กๆ มีแค่ 5 ชั้น จึงจำกัดคนเข้าชม
งานที่นี่เมื่อเทียบกับงานที่สิงคโปร์หรือที่โตเกียว ถือว่าเล็กมาก แต่ถ้ารักป้ายังไงก็ต้องมาสักครั้ง

41673049_248728145682309_1898887582243094528_o

จุดที่ถ่ายรูปได้ทั้งมิวเซียมมีแค่ 2 จุด และนี่คือจุดแรกที่ชั้น 4 เป็นห้องฟักทอง

41591371_248728225682301_8962536985046548480_o

จุดที่ 2 คือฟักทองบนดาดฟ้า

41708912_248728252348965_3809014419589955584_o

วิวบนนี้ดีมาก

และนี่ก็คือ 3 Museum ที่คนรักงานศิลปะและชอบถ่ายรูปไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง คราวหน้าเราจะพาไปเที่ยว ไป Cafehopping กันที่ไหนต่อ รอติดตามกันได้ใน Facebook Page : ThirtyWander นะครับ

 


'New York' from the Good Old Films

IMG_1737

My dream destinations

แม้ว่าปี 2018 กำลังจะผ่านพ้นไปในอีกไม่กี่วัน…

แต่ปีนี้เป็นอีกปีที่เราได้ทำความฝันของตัวเองสำเร็จไปอีก 1 เรื่อง

นั่นคือการได้ไปเที่ยวในเมืองที่เราฝันว่าจะต้องไปให้ได้สักครั้ง
อยากไปดูตึก Empire State ให้เห็นกับตา
อยากรู้ว่าเทพีเสรีภาพของจริงนั้นสูงขนาดไหน
อยากไปเดินเล่นใน Central Park ที่เขาว่ากว้างกว่าสวนลุมหลายเท่านัก
อยากนั่งรถชมเมืองที่ฮีโร่ในหนังหลายๆ เรื่องมาช่วยกันกอบกู้ได้หลายต่อหลายครั้ง
และที่สำคัญ…อยากไปเก็บภาพในเมืองนี้ด้วยมุมมองของเราเอง

New York City

เราได้รวบรวมภาพทั้งหมด 70 ภาพ ที่เป็นมุมมองของเราต่อ New York
และรวมถึง Boston ที่เราได้มีโอกาสแวะไปเที่ยวช่วงสั้นๆ
บันทึกความทรงจำนี้ผ่านกล้องฟิล์มตัวเก่งของเรา มาให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน
เป็นของขวัญส่งท้ายปี 2018

ขอให้มีความสุขต้อนรับปีใหม่ 2019 กันทุกคนนะครับ

Camera : CONTAX T3
Film : Kodak E100 (Ektachrome), Fuji Superior 200, LOMO F2/400
Scan & Dev : Nine Billion RAM

หากเพื่อนๆ สนใจเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และท่องเที่ยว หรืออยากติดตามชมรีวิวเก่าๆ ของเรา
สามารถติดตามได้ที่
Facebook : Thirtywander
https://www.facebook.com/thirtywander

 6111_Bos02_Portra400_005

พูดถึงการท่องเที่ยวในเมืองอย่าง New York สิ่งแรกที่เรานึกถึง และเป็นกังวลมากที่สุด ก็คือ การเดินทางด้วย Subway อาจจะเพราะคำบอกกล่าว ปนขู่กันมาว่ามันสกปรก งงเพราะมีหลายสาย และจู่ๆ จะปิดซ่อมก็ปิด พอได้มาเจอของจริงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่ขนาดนั้นนะ แต่กลับชอบด้วยซ้ำที่ทำให้การเดินทางในเมืองใหญ่แบบนี้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น

6111_NYC_E100R1_028

ถ้าถามว่าเขตไหนใน New York ที่เราชอบมากที่สุด?
ขอตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “Brooklyn” เราชอบตึก บรรยากาศ และสไตล์ของผู้คนแถวนี้มาก
มันดูมีสีสัน จะเป็นเมืองก็ไม่ได้ดูเมืองจ๋าๆ เหมือนใน Manhattan  แต่มันมีความคูล ความเป็นเอกลักษณ์ดี
โดยเฉพาะพวกตึกที่สร้างด้วยอิฐแดงพวกนี้แหละ แถมยังมี Graffiti สวยๆ ที่ระบายอยู่ตามผนังตึกให้ได้ถ่ายรูปกันเพลินๆ ด้วย

6111_NYC_E100R1_016

แต่ก่อนที่เราจะพาไปเที่ยวสถานที่แมสๆ อย่าง Brookyn bridge หรือ Dumbo
เราขอแนะนำสถานที่ชม New York City View ที่สวยงามและคนไม่เยอะ มาให้ได้ตามไปถ่ายรูปสวยๆ กันก่อน

6111_NYC_E100R1_003

6111_NYC_E100R1_009

WNYC Transmitter Park สวนสาธารณะเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจาก Subway สถานี Greenpoint Ave
ที่แม้สวนจะไม่ใหญ่ แต่วิวดีงามมาก และที่สำคัญคือเข้าฟรี

6111_NYC_E100R1_008
ที่สวนนี้สามารถชมวิวเมือง New York ฝั่ง Manhattan ได้ มองเห็นทั้ง One Worldtrade และ Empire State
แนะนำว่าให้มาช่วงเช้าๆ ถ่ายรูปจะได้ไม่ย้อนแสงนะ

6111_NYC_E100R1_015

แถวสถานี Greenpoint Ave นี่ถือว่าเป็นสวรรค์ของ Hipster ก็ว่าได้ เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Williumsburg
ดังนั้นจะพบเจอคาเฟ่ หรือ select shop ฮิปๆ เก๋ๆ กระตุ้นความอยากแวะถ่ายรูปได้ตลอดทาง

6111_NYC_E100R1_027

Homecoming Cafe เดินมาไม่ไกลจาก WNYC Transmitter Park ร้านน่ารัก กาแฟอร่อย

6111_NYC_E100R1_037

เราเดินจาก Greenpoint Ave เพื่อไป Williumsburg โดยมีจุดหมายระหว่างทางคือ Whyth Hotel
ที่นี่เป็นโรงแรมที่มีคาเฟ่อยู่ที่ชั้น 1 ตกแต่งสวยงามและรสชาติอาหารก็อร่อย แค่ด้านนอกโรงแรมก็สวยแล้ว

6111_NYC_E100R1_036

6111_NYC_E100R1_033

เดินตรงเข้าไปในซอยข้าง Whyth Hotel จะเจอ Cityscape สวยๆ แบบนี้
มองเห็นตึก Empire State ด้วย

6111_NYC_E100R1_030

Kinfolk Cafe อยู่ใกล้กับ Whyth Hotel เลย ในร้านตกแต่ง Minimal Style
และที่สำคัญต้องมีใบไม้เขียวๆ ใหญ่ๆ ประดับไว้ด้วย ใครชอบสไตล์ Kinfolk ต้องแวะ

6111_NYC_E100R1_029
Dumbo landmark ของ Brooklyn ที่ใครมาก็ต้องแวะมาถ่ายรูปสักครั้ง

6111_NYC_E100R1_012

Brooklyn bridge ถ่ายรูปยังไงไม่ให้ติดคนอื่นเป็นความท้าทายของที่นี่
ถ้ามีเวลาแนะนำให้เดินข้ามจากฝั่ง Brooklyn ไป Manhattan เลย
เพราะช่วงกลางๆ สะพานคนจะไม่เยอะเท่าช่วงแรก
ถ้าจะเริ่มจากฝั่ง Brooklyn ควรไปช่วงเย็น เพราะถ่ายรูปแล้วจะไม่ย้อนแสง

6111_NYC01_Lomo400_022

Graffiti สวยๆ คือสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปใน New York

NY 008

ข้ามมาทางฝั่ง Manhattan เริ่มกันที่ One World Trade และ The Oculus
บริเวณนี้อยู่ที่เดียวกับตึก World Trade Center เดิม

6111_NYC01_Lomo400_038

6111_NYC01_Lomo400_017

Reflection Pools อยู่ด้านนอกของ The Oculus สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 9/11
โดยสร้างขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของตึก Twin Towers

6111_NYC01_Lomo400_025

Statue of Liberty

การมาชมเทพีเสรีภาพสามารถเลือกมาได้หลายแบบ แต่แบบที่เราเลือกคือ
การเดินทางด้วยเรือ Ferry ข้ามจาก Manhattan มาที่ Staten Island
ข้อดีก็คือ “ฟรี” จะนั่งกี่รอบก็ได้ แต่ข้อเสียก็คือจะเห็นเทพีอยู่ไกลไปนิด แต่ก็พอถ่ายรูปได้อยู่นะ

6111_NYC01_Lomo400_016

เมื่อข้ามมาถึง Staten Island แนะนำให้ขึ้นมาด้านบนของท่าเรือ จะมีลานกว้างๆ ให้นั่งชมวิวได้

6111_NYC01_Lomo400_035

มองเห็นวิวตึกบนฝั่ง Manhattan ด้วย ถ้าใครพกเลนส์เทเลไปคงสวยเชียวแหละ

6111_NYC01_Lomo400_010

6111_NYC_E100R1_011

รูปนี้เราถ่ายบนเรือ Ferry (ถ่ายผ่านกระจกเรือ) น่าจะเป็นจุดที่ใกล้กับเทพีมากที่สุดแล้ว

6111_NYC01_Lomo400_019

High Line สวนสาธารณะลอยฟ้าของ New York ที่พัฒนามาจากรางรถไฟร้าง
กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ และจุดถ่ายรูปสวยๆ ที่ควรแวะไปเดินเล่นสักครั้ง

NY 006

จุดเริ่มต้นให้นั่ง Subway ไปลงสถานี 14th Street แล้วมาเริ่ม High Line ตรงหน้า Whitney Museum
แนะนำให้มาช่วงบ่ายๆ เย็นๆ เพราะแสงที่ตกกระทบตึกรอบๆ มันสวยมาก

6111_NYC01_Lomo400_021

Golden period ของเราอยู่ที่ High Line นี่แหละ แสงเย็นที่นี่ดีจริงๆ

6111_NYC01_Lomo400_003

ข้อดีอีกอย่างของการมาเดินเล่นที่ High Line ก็คือ Chelsea Market ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน
แนะนำให้เข้าไปชิม Lobster ที่อร่อย สด และราคาไม่แพงด้วย

6111_NYC01_Lomo400_001

ไหนๆ ก็ได้มาเที่ยว New York ทั้งที เราเลยตัดสินใจพักที่พักหรูๆ กลาง Manhattan สักคืน
ซึ่ง Arlo Nomad ก็ตอบโจทย์มาก เพราะอยู่ไม่ไกลจาก 5th Avenue และแทบจะติดกับ Empire State เลยด้วย
ที่สำคัญห้องมุมของโรงแรมนี้มันดีมาก เพราะสามารถเห็น City View แบบอลังการณ์ได้จากในห้อง
เสียดายที่เลนส์กล้องฟิล์มเราเก็บมาได้กว้างมากสุดแค่นี้

NY 005

Empire State

6111_NYC01_Lomo400_030

Flatiron Building

6111_NYC_E100R1_018

New Yorkers

Central Park เป็นอีกสถานที่ใน New York ที่คนรักการถ่ายภาพสตรีทไม่ควรพลาด
ด้วยความที่สวนมีขนาดใหญ่ (มาก) ทำให้มีหลายจุดที่สวยงาม และผู้คนที่มาที่นี่ก็หลากหลาย
หากมีเวลาเดินเล่นในสวนมากพอก็จะได้เก็บ Moment ดีๆ กลับไปเยอะเชียวแหละ

6111_NYC_E100R2_028
Bethesda Fountain ใครเคยดูหนังเรื่องกุมภาพันธ์น่าจะพอคุ้นๆ กันบ้าง

6111_NYC_E100R2_021

6111_NYC_E100R2_022

6111_NYC_E100R2_026

The Lake and Loeb Boathouse

6111_NYC_E100R2_006

6111_NYC_E100R2_014

Alice in Wonderland

6111_NYC_E100R2_025

6111_NYC_E100R2_033

มีคนจูงน้องหมามาเดินเล่นกันเยอะแยะเลย

6111_NYC_E100R2_001

6111_NYC_E100R2_032

Superhero ก็มาเดินเล่นที่นี่ด้วย

6111_NYC_E100R2_017

พื้นที่สีเขียวกลางเมืองใหญ่แบบนี้ ดู Contrast ดี

6111_NYC_E100R2_012

Wollman Rink

6111_Bos02_Portra400_016

Inside The Met

6111_NYC_E100R2_016

Top of the Rock

จุดชมวิวที่ควรค่าแก่การขึ้นมา (แม้ว่าค่าบัตรจะแพงมาก)
ได้ขึ้นมาถ่ายรูป Empire State มุมนี้ก็คุ้มแล้ว

6111_NYC_E100R2_024

น่าเสียดายที่ฝั่ง Central Park มีตึกบังเยอะไปหน่อย

มาต่อกันที่ Boston เป็นของแถมนิดหน่อยละกันครับ
พอดีเราได้มีโอกาสไปเที่ยว Boston ประมาณ 2 วัน ก่อนที่จะเข้ามา New York
เพราะโดนบังคับด้วยโปรของสายการบิน แต่ก็กลับพบว่า Boston ก็มีมุมสวยๆ และน่าเที่ยวหลากหลายที่เหมือนกัน

6111_Bos01_Sup200_015

NY 001

MIT – Massachusetts Institute of Technology

นี่คือตึกในวิทยาลัยชื่อดังอย่าง MIT เราได้เห็นภาพตึกนี้ใน Instagram ตอนหาข้อมูล Boston
แล้วก็ปักหมุดไว้เลยว่าต้องไป ไปแล้วก็ไม่ผิดหวังครับ มีหลายมุมให้ได้ถ่ายรูปเพลินเลยแหละ

6111_Bos01_Sup200_014

6111_Bos01_Sup200_001

King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square

ตั้งอยู่ไม่ไกล Harvard University ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่ได้เดินทางมาถึง Boston
เราจึงตั้งใจที่จะมาที่นี่ เพื่อรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเมืองที่ท่านเคยประทับอยู่

NY 003

6111_Bos01_Sup200_006

Harvard University
เป็นมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วย Tourist แต่ไหนๆ ได้มาก็มาแวะลูบเท้าท่าน Johb Harvard สักหน่อย

NY 002

NY 004

Isabella Stewart Gardner Museum

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีสถาปัตยกรรมที่คลาสสิค และมีสวนสวยๆ อยู่ตรงกลางตึก
แม้จะไม่ใหญ่นัก และงานก็เป็นของสะสมส่วนตัวของเจ้าของพิพิธภัณฑ์เอง
แต่ถ้าชอบงานศิลปะก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งใน Boston ที่น่าสนใจครับ

6111_Bos02_Portra400_006

Boston Common

คล้าย Central Park ใน New York ขนาดพอๆ กับสวนลุมบ้านเรา
ไว้สำหรับให้คนเมืองได้มาพักผ่อนหย่อนใจ บางทีก็มีงานอาร์ทมาจัดให้ชมด้วย

6111_Bos02_Portra400_031

6111_Bos02_Portra400_023

Longfellow Bridge

อยู่ใกล้กับสถานี Charles / MGH (red line) เป็นจุดชมวิวเมือง Boston ที่อยู่สองฝั่งของแม่น้ำ Charles
ยิ่งในช่วง Autumn แบบนี้ จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่อยู่ตลอดริมแม่น้ำ แม้จะไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
แต่ถ้าชอบถ่ายรูปแนะนำให้แวะมาครับ

6111_Bos02_Portra400_029

6111_Bos02_Portra400_025

Acorn Street

ตรอกนี้เราก็ได้มาจากการส่อง IG เช่นกัน เป็นตรอกเล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยบ้านอิฐแดง
ได้อารมณ์เหมือนอยู่ในหนังฝรั่งย้อนยุค มีนักท่องเที่ยวมาบ้างประปราย แต่รอจังหวะดีๆ ก็จะได้ภาพสวยๆ ไม่ยาก

6111_Bos02_Portra400_035

Boston Public Library

ห้องสมุดประชาชนของ Boston ที่ออกแบบได้สวย คลาสสิค และที่สำคัญคือเข้าชมได้ฟรี
จะเข้ามานั่งอ่านหนังสือ หรือแค่เข้ามาพักเหนื่อยก็ได้ แต่อย่าลืมถ่ายรูปสวยๆ ก่อนออกมาด้วยละกัน

6111_Bos01_Sup200_003

ปิดท้ายด้วยรูปที่สนามบิน Doha ระหว่าง Transit

และทั้งหมดนี้ก็คือรูปจากกล้องฟิล์มที่เราใช้เก็บความทรงจำดีๆ ในทริปอเมริกาครั้งแรกของเรา
ขอบคุณที่เข้ามารับชมนะครับ 🙂